เข้าพร้อมตอก ออกพร้อมต้ม

    ผู้เขียนได้ยินแม่พูดแม่เล่าให้ฟังเหมือนกับอยากจะให้เราจดจำได้ ด้วยพฤติกรรมที่ชาวบ้านกระทำกันในวันสำคัญทางศาสนาพุทธ ด้วยคำพูดที่ว่า เข้าพร้อมตอก (เข้าหมายถึง วันเข้าพรรษา) ออกพร้อมต้ม (ออกหมายถึง วันออกพรรษา) ซึ่งผู้เขียนคิดว่า ชาวใต้น่าจะได้ยินเช่นเดียวกับผู้เขียนเหมือนกัน แต่สำหรับเด็กสมัยปัจจุบันบางคนไม่เคยได้ยินและไม่ทราบ เพราะลองทดสอบถามนักเรียน นักเรียนไม่ทราบจริงๆ แม่บอกว่าวันเข้าพรรษาชาวบ้านคั่วข้าวตอกไปถวายพระที่วัด แต่วันออกพรรษา ชาวบ้านจะนำข้าวเหนียวมาผัดและมัดเป็นข้าวต้มไว้ใส่บาตรพระนั่นเอง

       ช่วงนี้เป็นวันเข้าพรรษา ฉะนั้นจึงน่าจะเขียนถึงวันเข้าพรรษาก่อน ในวันเข้าพรรษานอกจากจะถวายเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝนแล้ว ชาวบ้านอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะต้องนำข้าวตอก (คั่วจากข้าวเหนียว ไม่ใช่ข้าวโพด) ดอกไม้ไปวัด แม่จะเตรียมข้าวตอกไว้หลายถุง นำไปถวายวัดที่อยู่ใกล้ๆ ให้พระได้ฉันในช่วงเข้าพรรษา ในช่วงนี้หน้าทุเรียนออกพอดี ชาวบ้านก็จะทำน้ำกะทิทุเรียนไปถวายพระเพื่อฉันกับข้าวตอก เมื่อพระฉันเสร็จ โยมๆทั้งหลายก็ชวนกันกินข้าวตอกน้ำกะทิทุเรียนด้วยกัน ซึ่งอร่อยมากๆ ปกติมักจะได้กินแต่ข้าวเหนียวกับน้ำกะทิทุเรียน แต่ในช่วงเข้าพรรษาเป็นที่รู้กันว่า ได้กินข้าวตอกกับน้ำกะทิทุเรียนกันทุกบ้านและทั่วหน้ากัน

 

ข้าวตอกที่เตรียมไว้จะนำไปถวายพระที่วัด

       วันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ของทุกปี เป็นวันสำคัญคือ เป็นวันที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งตลอดระยะเวลาของฤดูฝนโดยไม่ไปค้างแรมที่ไหนเป็นเวลา 3 เดือนตามวินัยบัญญัติที่พระพุทธองค์บัญญัติไว้เพราะในสมัยพุทธกาลพระสงฆ์เดินเหยียบย่ำพืชพรรณธัญญาหารของชาวบ้านเป็นที่ติฉิน การจำพรรษาถ้ามีเหตุจำเป็นต้องค้างแรมที่อื่นโดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษาก็ได้เหมือนกันแต่ต้องกลับให้ทันภายใน 7 วันในกรณีดังนี้ 1 ไปรักษาพยาบาลพระภิกษุหรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย 2. ไประงับไม่ให้ภิกษุสึก 3. ไปหาอุปกรณ์มาซ่อมแซมวัดซึ่งชำรุดในพรรษานั้น 4. ทายกนิมนต์ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศุลของเขา

นักเรียนไปถวายเทียนพรรษาที่วัด

       ในช่วงเข้าพรรษา ชาวบ้านมักนิยมส่งบุตรหลานบวชเรียน เป็นการอบรมบ่มนิสัยโดยพระผู้ใหญ่ ส่วนพระเองก็ได้มีโอกาสทบทวนพระธรรมวินัย ได้ฝึกฝนตนเอง ก่อนจะได้ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาในช่วงพ้นช่วงเข้าพรรษาต่อไป