ตอนที่ ๒
คุณธวัชบอกให้รู้ว่าปกติในวงแลกเปลี่ยนมีใครบ้าง จะมี "คุณอำนวย" คอยช่วย คุณอำนวยอย่าเผลอเป็น "คุณอำนาจ" คอยให้เขาเล่าเรื่อง คนในวงคือ "คุณกิจ" คนที่ทำงานนั้นๆ และมี "คุณลิขิต" ที่คอยบันทึกเรื่องที่คนแลกเปลี่ยนกัน คนเหล่านี้คือตัวละครในวง ถ้ามีคำถามกระตุ้นคนเล่าจะพรั่งพรูเล่าลึกๆ ถ้าถามแบบขัดแย้ง ลองของ คนเล่าจะหยุด
ในวงให้พยายามฟังเพื่อนให้มากที่สุด เรื่องที่เล่าเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ อยากให้ทุกคนฟังเพื่อนมากๆ พยายามฝึกการฟังแบบลึกซึ้ง ใช้ทั้งหัวใจและสมอง ถ้าเราฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ เกิดความรู้สึกโต้แย้ง ให้พยายามดับความรู้สึกนั้นให้ได้ ฟังแล้วอย่าแว๊บ
การฟังคือหัวใจพื้นฐานของการเรียนรู้ สุ จิ ปุ ลิ เวลาพูดให้พูดกับคนทุกคน ไม่ใช่พูดกับคนใดคนหนึ่ง ฟังอะไรฟังไว้ก่อน อย่าเป็น "ชาวสวน” สวนไปเลย พยายามรักษาบรรยากาศให้เป็นการสนทนาแบบวงเดียว one meeting ลองแลลองสังเกตพฤติกรรม-บรรยากาศในวง
คนที่เล่าเรื่องให้พยายามหยิบเรื่องเหตุการณ์เล็กๆ ขึ้นมาเล่า มีการวิจัยว่าใช้เวลา ๒-๓ นาทีก้พอ อย่าพยายามเล่าเรื่องทั้งโครงการหรือเล่าประวัติ เพราะทำได้ยากในเวลาจำกัด และจะไม่ได้อะไร พยายามหยิบเรื่องเล็กๆ ขึ้นมา อาจเริ่มว่าความภูมิใจ ความประทับใจ หรือความสำเร็จคืออะไร แล้วเราทำอย่างไร ไม่เล่าแบบตีความ อย่ายกตำรามาเล่า เล่าของจริงเลย
คนฟังพยายามแลตาคนเล่า พยายามให้เป็นวงเดียว วางความคิดโต้แย้ง อย่าไปเสนอแนะเพราะเขาทำผ่านมาแล้ว ถ้าอยากจะแนะนำให้เล่าเรื่องของเราแทน
ในการจัดกลุ่มคุณธวัชเรียกทีละกลุ่มในรวมตัวกัน เลือกทำเลในการตั้งวงเล่าเรื่อง เดิมจัดไว้ ๑๐ กลุ่ม แต่ตั้งวงได้ ๘ เรื่อง บางกลุ่มจึงมีขนาดใหญ่ ผู้เข้าประชุมคนหนึ่งมีคำถามว่าเจ้าของเรื่องต้องอยู่ในวงเล่าเรื่องหรือเปล่า เพราะมองแล้วกลุ่มเรื่องการจัดการขยะไม่มีคนเล่าเรื่องอยู่เลย ทำให้เราได้คิดว่าครั้งต่อไปน่าจะเริ่มที่เจ้าของเรื่องราวความสำเร็จอยู่ประจำกลุ่มก่อนแล้วใครที่อยากเรียนรู้สามารถเข้ามาเพิ่มเติมได้
ตั้งวงเล่าเรื่อง
มีคนอยากเล่าอยู่แล้ว คุณธวัชบอกให้ฟังว่ามีผู้เข้าประชุม ๒-๓ รายมาขอเวลาเพื่อนำเสนอโครงการของตนเอง บอกว่าโครงการของตัวได้รับยกย่องว่าเป็นต้นแบบ
ได้เวลา ๑๖.๑๕ น. คุณธวัชให้สลายกลุ่มย่อย กลับเข้าวงใหญ่ เราวางแผนให้ตัวแทนกลุ่ม (วง) มาสะท้อนว่าบรรยากาศในวงเป็นอย่างไร เพราะการนำเสนอบางครั้งคนติดเรื่องเนื้อหาทำให้การนำเสนอใช้เวลานาน
คุณธวัชเล่าว่าที่สังเกตที่ทำมาหลายๆ รอบ ช่วงแรกไม่รู้ใครจะเล่าก่อน แต่พอเริ่มเครื่องติดแล้วจะยาว เริ่มมีมัน ช่วงนี้อยากจะให้ลอง ตัวเนื้อเรื่องจะไม่เอามาเล่าเพราะคงจะเยอะ แต่สิ่งที่อยากจะให้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบรรยากาศการพูดคุยในวง เอาสั้นๆ มีคนอาสามาบอกให้ฟังดังนี้
กลุ่มเกษตรอินทรีย์ เป็นกันเองดี
กลุ่มแพทย์แผนไทย บรรยากาศได้เห็นทุกคนว่ามีความกระตือรือร้นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อยากให้เพื่อนได้รู้ มีความเต็มใจบอกกล่าว เล่าประสบการณ์เด็ดๆ ประสบการณ์ชื่นมื่นและเพลิดเพลิน
กลุ่มขยะ ไม่ใช่ขยะสังคม เป็นขยะทองคำ ขยะมีค่า มีการแนะนำเรื่องการคัดแยกซึ่งง่ายต่อการนำกลับไปใช้ มีความสนใจกันจริงๆ ให้เริ่มกลับไปทำที่ตัวเอง-ครอบครัวก่อน
กลุ่มประเด็นความขัดแย้ง ช่วงแรกยังไม่ค่อยรู้จักกัน ไม่กล้าที่จะคุย พอเริ่มคุย ได้อารมณ์ บางส่วนอยากคุยแล้วแต่ไม่ได้คุยที
กลุ่มเครือข่ายคุยกัน ๔-๕ คน แต่ได้บรรยากาศเพราะมาจากคนละจังหวัด ได้อะไรเยอะมีความสุข รู้สึกว่าได้เพื่อนร่วมอุดมการณ์
กลุ่มภูมิปัญญา โบราณวัตถุฯ........แลกเปลี่ยนกันแล้วมันซึมในความรู้สึก
กลุ่มเยาวชน ประทับใจมากกับการทำงานของเพื่อนร่วมกลุ่ม แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้เยอะ วิธีทำงานกับชุมชนทำอย่างไร การเชื่อมโยงกับตรงอื่นทำอย่างไร ได้ความรู้ที่จะเอาไปใช้ต่อ
กลุ่มอาหารปลา คุยแล้วได้อาหารปู ได้อาหารคนรวย สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
คุณธวัชกล่าวว่าประเด็นก็คือว่าหัวปลาที่ตั้งอาจไม่ดีเท่าไหร่ เพราะตั้งกันเร็ว ที่สังเกตว่าวิธีการพูดคุย เรามักจะตกในร่องเดิมคืออภิปราย ถกเถียง ยกเหตุผล....ผลักเข้าไปร่องนี้ง่าย กลายเป็นบรรยากาศตึงๆ ลักษณะของการพูดคุยที่พยายามย้ำตอนแรกว่าให้เอาความสำเร็จขึ้นมาพูดคุย ถ้าเป็นแบบนี้บรรยากาศจะดี สิ่งที่เราคุยจะเชื่อมโยง วิธีการพูดคุยแบบนี้เขาเรียกว่าการเล่าเรื่อง สุนทรียสนทนา สานเสวนา ถ้าใช้หลักแบบนี้คนจะมีเรื่องมาเล่า เหมือนเราเห็นคุณค่าของคน ทุกคนจะรู้สึกดี ถ้ามีการคุยแบบนี้ในการทำงานหรือในเครือข่ายจะมีประโยชน์
เวลาเราตั้งวงเรามักจะเป็นการพูดคุยการอภิปราย แสดงให้เห็นว่าการตั้งวงพูดคุยดีๆ แบบนี้มันทำได้ ทำไปสักพักคนจะรู้ว่าเป็นเรื่องของการฟัง ฟังแบบเปิดใจ...จะเกิดบรรยากาศอีกอย่าง
ย้ำอีกทีให้คนพยายามหยิบความรู้มือหนึ่งมาเล่า มีใครบ้างที่มีความรู้สึกว่าฟังของเพื่อนแล้วเกิดอาการปิ๊งแว๊บอยากเอาไปใช้ มีผู้เข้าประชุมยกตัวอย่างให้เห็น
- สนใจเรื่องของพี่สาว แกทำอาหารปลาเอง ใช้สูตรง่ายๆ ลดต้นทุน ก็คิดจะเอาไปใช้
- เรื่องของความขัดแย้ง น่าจะเอาไปปรับใช้ เอารูปแบบไปใช้เป็นจุดเริ่มต้น
- ชมคนหนองหงส์ ฟังแล้วเป็นความน่าศรัทราที่กลุ่ม ๓๐ คน สามารถเชื่อมโยงไปยังผู้มีน้ำใจ ตั้งโดยกำลังผู้ที่มีจิตอาสา ไปช่วยกลุ่มคนที่ต้องการให้ช่วย แล้วยั่งยืน ติดใจในจิตอาสาของคนหนองหงส์
- ฯลฯ
การใช้เทคนิคตรงนี้เหมือนเป็นการให้โอกาสกับคนที่มีความรู้มือหนึ่ง ความรู้นี้หาในตำราไม่ได้ บรรพบุรุษให้มานานนมแต่ค่อยๆ หายไป ความรู้มือสองข่มทุกที บางทีไม่ใช่มือสอง แต่เป็นมือสามมือสี่มือห้า ไม่ได้ทำเองไปอ่านมา น่าจะให้ความรู้มือหนึ่งได้แสดงตัวออกมา เป็นเครื่องมือให้ลูกหลานได้เรียน
ความรู้พวกนี้มันเชื่อมโยงกันมาก เราอาจนึกไม่ถึง เช่น บางที่ทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เด็กไปคุยกับคนแก่วาดรูปเครื่องมือทำมาหากิน เอามานำเสนอ เกิดความรู้สึกรักชุมชน อยากลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง พอเด็กทำเรื่องนี้ทำให้ผู้ใหญ่เกิดความคิด บางเรื่องมันเชื่อมโยงแบบเรานึกไม่ถึง ความรู้พวกนี้มีผลต่อแรงจูงใจมากๆ ในการลุกขึ้นมาทำอะไร ถ้าอยากทำให้ได้ดี ต้องลองหลายๆ รอบ ลองเอาไปทำที่บ้าน
หางปลา อาจจะเก็บในรูปแบบของการเขียน อัดเสียง หรือเก็บเป็นเอามาเรียบเรียงเขียนเป็นเรื่องเล่า คลิป VDO เรื่องที่เล่าไปแล้วไม่ให้ลอยหายไปในสายลม บางที่เอาตัวหนังสือไปแปลงแสดงออกมาเป็นละคร การทำหางปลาทำได้หลากหลาย อาจใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น Weblog
การเก็บเรื่องเล่าทำได้หลายแบบ แต่สิ่งที่ควรจะมีคืออะไรบ้าง ตัวเรื่องเล่า เทคนิคเคล็ดลับอะไรที่ทำให้อร่อย การถอดบทเรียนที่ได้ และเจ้าของเรื่อง ต้องให้เกียรติเขาเสมอว่าคือใคร อยู่ที่ไหน เบอร์โทรศัพท์ เพื่อให้คนอื่นมาเรียนรู้เพิ่มเติม ยกตัวอย่างของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่มีเป็น ๑,๐๐๐ เรื่อง ต้องเก็บตามหมวดหมู่ วิธีการให้น้ำในสวนเกษตร มีการขุดร่องไปถึงบ่อ รอบๆ แปลง ปล่อยให้น้ำไหลลง....ความรู้เล็กๆ น้อยๆ ของคนที่ทำทุกวันมีเยอะ เอาไปคิดว่าชุมชนของเรามีเรื่องเล่าอะไรบ้าง เรื่องเล็กๆ จะได้เห็นว่าบ้านเรามีทุนอะไรบ้าง มา share มาแลกเปลี่ยนก็ได้ความรู้มากขึ้นเรื่อง
สรุป KM เหมือนปลาตัวหนึ่งที่มี ๓ ส่วน ประเด็น ได้ประเด็นแล้วเอามาเล่ามาแลก แล้วอย่าให้มันสูญ เก็บไว้ แต่ละที่จะไม่เหมือนกัน
วัลลา ตันตโยทัย