1. ชวนฟังเสียงในใจ By ครูเล้ง (เข้าอ่านที่นี่ค่ะ)
2. เสียงในใจ By ครูดล (เข้าอ่านที่นี่ค่ะ)
3. เสียงในใจ By ครูหน่อย (เข้าอ่านที่นี่ค่ะ)
4. เสียงในใจ By ครูเงาะ (เข้าอ่านที่นี่ค่ะ)
5. เสียงในใจ By ครูเฉิด (เข้าอ่านที่นี่ค่ะ)
6. เสียงในใจ By ครูพรรณ (เข้าอ่านที่นี่ค่ะ)
7. เสียงในใจ By ครูอ๊อด (เข้าอ่านที่นี่ค่ะ)
8. เสียงในใจ By ครูปุ้ย (เข้าอ่านที่นี่ค่ะ)
9. เสียงในใจ By ครูแตงไืทย (เข้าอ่านที่นี่ค่ะ)

เสียงในใจช่วงอบรมครูระยะยาว By ครูอ๊อด

รวบรวมโดย ; ล.เล้ง เสียงกระดิ่งหยก                      
+ (เข้าอ่านงานทั้งหมดของ ล.เล้ง ที่นี่ค่ะ)                  
+(เข้าอ่านรายละเอียดอบรมครูโยคะระยะยาว ที่นี่ค่ะ)

 

พี่อ๊อด ครูประจำชั้นปีนี้ อดีตผอ. ฝ่ายคอมพิวเตอร์ บริษัทประกันที่ตั้งอยู่ ณ สี่แยก Auditor ถ. สาธรเหนือ เป็นผู้ที่ยอมทุ่มสุดตัว ขนาดลาออกจากงาน...มาเป็นครูประจำชั้นของเรา เพื่อหลักสูตรครูยาวของเราแล้ว พี่อ๊อดยอมทำทุกอย่าง (ทุกอย่าง จริงรึเปล่าพี่) เพื่อให้หลักสูตรนี้คงอยู่ คู่ TYI
(ติดตามอ่านในบันทึกถัดไป)

++++++++++++


พี่อ๊อดได้มีโอกาสเข้าคอร์สครูระยะยาวของสถาบันรุ่น 6 (ปี 2006) หลักสูตร 6 เดือน เรียนกับครูญี่ปุ่นสัปดาห์ละ 3 วัน ในช่วง 3 เดือนแรก และ ช่วง 3 เดือนหลังเป็นเรื่องของเทคนิคการสอน เรียนสัปดาห์ละ 1 วัน โดยมีค่ายเปิดและค่ายปิดครั้งละ 3 วัน 2 คืน

ที่มาที่ไปก่อนที่จะมาเรียน ก็คือได้เจอครูพรโดยบังเอิญ ทั้งที่เป็นเพื่อนเก่ากันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แล้วครูพรก็โทรมาชวนเรียน ทีแรกชวนตั้งแต่คอร์สครู 7 วันแล้ว แต่ทำใจไม่ได้ที่ต้องขาดงานติดต่อกัน ก็เลยผลัดไปก่อน จากนั้นก็มีคอร์สครูยาวนี้ ทีแรกก็นึกว่าคงไม่ไหว เพราะตั้ง 6 เดือนด้วยสภาพการทำงานตามปกติของบริษัท ที่เราก็คิดไปเองว่าคงไม่ไหวแน่ๆ แต่แรกที่ลงเรียนก็คือเกรงใจเพื่อน อุตส่าห์โทรมาชวน ก็เลยคิดว่าลองดูแล้วกัน ถ้าไม่ไหวก็คงค่อยๆ ล่องหนหายตัวไปตามระเบียบ เพราะเราก็ยังไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ผลที่ได้ก็เหลือเชื่อลองอ่านดูนะ

ผลทางกาย

จากที่เคยน้ำหนักขึ้นพรวดๆ เมื่ออายุย่างเข้าเลข 4 ตามกรรมพันธุ์ของแม่ น้ำหนักก็กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น พยายามคุมอยู่แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลขึ้นๆ ลงๆ พอช่วงที่เรียน 6 เดือน น้ำหนักลดไปประมาณ 5-6 กก.ได้ อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจลด เพราะว่ามันเป็นไปตามวัยอยู่แล้ว แต่เพราะว่าเรียนตอนเย็น แล้วก็จะกลับค่ำ พอถึงบ้านก็หลับปุ๋ย เลยอดมื้อเย็นไปโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าหิวหรือกระวนกระวายอะไร แถมตื่นเช้าเพราะว่าต้องไปทำงานแต่เช้า โดยไม่รู้สึกว่าเพลียเลย สำหรับการที่ต้องไปเรียนตอนเย็น และกลับค่ำๆ แถมต้องตื่นเช้า เพื่อที่จะเข้างานให้เร็ว เพื่อที่จะสามารถออกจากออฟฟิศเร็วกว่าปกติเพื่อไปเรียนได้นั่นเอง แต่ก็ไม่มีการป่วยเลยตลอดเวลาเรียน 6 เดือน ทั้งที่ดูแล้วก็กินน้อยลง แต่ที่ได้แน่ๆ คือหลับสนิทเต็มอิ่ม และไม่เพลีย

ผลทางใจ

จิตใจเข้มแข็ง มั่นคงมากขึ้น จากที่คิดว่า 6 เดือนคงจะล่องหนจากคอร์สไปกลางคันตามข้ออ้างในใจ ปรากฏว่ามีพลังภายในที่สามารถพาตัวมาเรียนได้ตลอดต่อเนื่อง แถมว่าไม่อยากขาดเรียนเลยถ้าไม่จำเป็น บางวันแม้จะรถติดต้องมาสาย แต่ก็รู้ว่ามาสายดีกว่าไม่มาเลย มาเรียนก็มีความสุขกลับไปทุกวัน

ผลทางสังคม

นอกจากได้นำความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ ไปเผยแพร่ต่อกับเพื่อนๆ ที่ทำงานแล้วยังทำให้มีโอกาสได้คุยกับผู้คนมากขึ้น ในหัวข้อที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น แทนที่จะเป็นเรื่องงานตามเดิม เพื่อนๆ ก็จะให้ความไว้ใจกับเรามากขึ้น ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เรื่องลับเฉพาะภายในครอบครัว ก็แอบมาปรึกษาด้วย เพราะตั้งแต่เอาโยคะไปจัดกลุ่มสอนเพื่อน ก็ทำให้เขารับความรู้สึกดีๆ ที่ถ่ายทอดไปกับบทเรียน ความสงบ และความผ่อนคลาย แล้วเราก็เอาสิ่งดีๆ ที่ได้จากครูถ่ายทอดต่อไป จึงทำให้สิ่งแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยนไปมากในช่วงหลัง ต่อมาเมื่อจบคอร์สแล้ว ก็เลยได้มาอีกอย่างคือได้มีสังคมกับชาวโยคะ ซึ่งแต่เดิมเราอยู่แตกต่างกันคนละองศาของโลก เพราะทำงานด้านเทคโนโลยีตะวันตก โอกาสที่จะมาพบปะคนในเส้นทางสายโยคะตะวันออกก็น้อยมาก รู้ได้ว่าการเข้าสังคมของเราเปลี่ยนไป การที่เริ่มนำสอนเพื่อนกลุ่มเล็ก ทำให้การปรับตัวเข้าสังคมกับคนของเราก็เปลี่ยนไป ทำใจกับท่าทีต่างๆของคนแปลกหน้าได้มากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาที่ต้องเข้าไปในสังคมแปลกหน้า แล้วพบแววตาท่าทีของคน เราจะเกิดความไม่มั่นคงทางใจ หวั่นไหวและหลบเลี่ยงไปเลย แต่พอเราใช้โยคะไปเรื่อยๆ เห็นใจตัวเองเต้นแร้งเต้นกา แล้วเรารู้ทัน มีวิธีจัดการกับมัน เราก็เลยสามารถที่จะคงอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย

ผลทางปัญญา

ได้เรียนรู้ความรู้สึกภายในตัวเรามากขึ้น ซึ่งทำให้ต่อยอดมาสามารถเข้าใจเรื่องการพัฒนาจิตตามที่ครูบาอาจารย์สอนปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น จากที่แต่เดิมยังไม่เข้าใจ แต่พอฝึกโยคะไปด้วย พร้อมกับการตามดูกาย ดูใจไปด้วย ก็ทำให้เห็นหลายอย่างในตัวเรา เกิดการยอมรับความจริงหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ดีในตัวเราได้ กับอีกอย่างคือศรัทธาที่มีกับครูญี่ปุ่นที่ค่อยๆเกิดขึ้นระหว่างเรียน ที่ทำให้เห็นการใช้ชีวิตที่เราทึ่งว่ามีแบบนี้ด้วยหรือ ครูใช้ชีวิตแบบที่เราไม่คิดว่าเราจะกล้าทำได้ แต่เห็นครูทำได้และเป็นอยู่ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดทางจิตวิญญาณของเราค่อยๆ เคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากกรอบความคิดเดิม ทำให้พบความสุขได้ง่ายขึ้น กับเรื่องรอบตัวและกับสิ่งที่เผชิญ สิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจและสร้างศรัทธาขึ้นภายใน ก็ที่ครูมักจะพูดในทำนองว่า คนที่ฝึกโยคะแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นวันพรุ่งนี้ จะดีหรือร้าย เราก็จะอยู่ได้ท่ามกลางสถานการณ์นั้น ได้ยินประโยคทำนองนี้ทีไร เรารู้เลยว่าใจมันมีพลังได้ทุกที และนี่คงเป็นสาเหตุที่อยากให้คอร์สนี้มีอยู่ต่อไปเพื่อให้อีกหลายๆ คนได้มีโอกาสสัมผัสกับพลังที่เราเคยได้รับมา

++++++++++++

เกือบจบ แล้วจ้า ...ทนอ่านอีกนิดนึงนะ......

ปุ้ย ครูรุ่น 8 เธอเป็นจอมมารร้าย ในสายตาคนที่ไม่รู้จักคุ้นเคย ด้วยมาดคุณนายไฮโซ (เพื่อนๆ เค้าว่ากันนะ เล้งไม่ได้ตั้งเอง) นิ่ง หยิ่ง ไม่สนใจมนุษย์ ทำให้เพื่อนๆ ร่วมสถาบันเข้าใจเธอผิดอยู่เสมอ มาดของเธอคล้ายๆ พิมพ์ลภัส ในเรื่องบ่วงหงส์ ละครหลังข่าวที่ช่อง 7

แท้จริงแล้ว ปุ้ยเป็น Encyclopedia เคลื่อนที่ของเล้ง อยากรู้อะไร กดปุ่มถามได้เสมอ หากเธอตอบไม่ได้ เธอจะเข้า ไป search ใน Google และ Wikipedia หรือโกดังหนังสือที่บ้านเธอ และจะหาคำตอบมาให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

ประโยชน์อะไรจากการเรียนโยคะที่ปุ้ย เล่ามาเยอะแยะ เล้งจำไม่ได้เลย...ยกเว้น เรื่องเลิกทะเลาะกับสามี เพราะเอาเวลามาทำการบ้านส่งพี่อ๊อด...อันนี้เป็นรูปธรรม เห็นได้ชัดเจนมาก มิน่า...สามีเธอถึงสนับสนุนให้มาเรียนโยคะ และ ไม่เคยบ่น ไม่เคยว่าที่ต้องมารับมาส่ง ไม่ว่าจะกี่โมงกี่ยามก็ตาม

(ติดตามอ่านในบันทึกถัดไป)