สกว. มีอายุย่างเข้าปีที่ ๑๗ ก็เผชิญวิกฤติใหญ่ ร่วมกับประเทศไทยที่กำลังเผชิญวิกฤติใหญ่เหมือนกัน
ที่จริงวิกฤติกับโอกาสเป็นสิ่งเดียวกัน อยู่ที่ว่าเราจะมองมันอย่างไร
ประเทศไทยเจอวิกฤติเศรษฐกิจ ต้องตัดงบประมาณแผ่นดินลงไป จึงตัดงบประมาณของ สกว. ลงไปเกือบ ๓๐%
แค่นี้ผมก็มองเห็นวิกฤติของประเทศไทย/สังคมไทย ที่รุนแรง/น่ากลัว กว่าวิกฤติใดๆ คือวิกฤติปัญญา และวิกฤติความเห็นแก่ตัว
เราไม่มีปัญญาพอที่จะเห็นการลงทุนวิจัยที่ก่อผลสร้างรากฐานปัญญาระยะยาว ว่าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ในยามคับขัน ต้องไม่ลดเงินส่วนนี้ลงไป
จริงๆ แล้วเงินงบประมาณแผ่นดินถูกกวาดเข้าไปสู่งบกระตุ้นเศรษฐกิจ อ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หลายส่วนจะก่อผลไม่คุ้มค่า หรือสูญเปล่า ส่วนที่ไม่สูญเปล่าคือ บางคน บางหน่วยงาน บางพรรค ได้ผลงาน (ปลอมๆ)
นั่นคือวิกฤติประเทศไทยตัวจริง ทำจริง
วิกฤติความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ส่วนรวม
วิกฤติสายตา (สมอง) สั้น ไม่มองไกล
สกว. เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ย่อมต้องเข้าใจสภาพนี้ และต้องหาทางทำประโยชน์ให้แก่สังคมโดยดิ้นรนสร้างฐานสนับสนุนจากสังคม ว่า สกว. ทำประโยชน์ให้แก่สังคม โดย “สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ” เป็นที่รู้กัน ว่า สกว. มีประสิทธิภาพสูง ด้านการจัดการ ซึ่งหมายความว่า หากจัดงบประมาณให้ สกว. ประเทศจะได้ value for money สูง
แต่งบประมาณแผ่นดินของไทย มันไม่ไหลไปสู่ที่ value for money สูงต่อสังคม มันไหลไปตามท่อที่มีแรงดูดสูง สกว. จึงต้องสร้างแรงดูดด้วย
สกว. เพิ่งผลัดเปลี่ยนผู้นำองค์กร ทั้ง ผอ., ประธานบอร์ดนโยบาย, และประธานบอร์ดประเมินผล นี่ก็เป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง ที่เกิดเปลี่ยนในช่วงวิกฤติงบประมาณพอดี
สกว. จะเผชิญภาวะ งบประมาณดำเนินการ ๗๐% อย่างไร
วิธีการที่โง่ (แต่ง่าย) ที่สุด คือลดงบประมาณทุกส่วนงานลง ๓๐%
วิธีที่รุนแรงที่สุดคือ ตัดงานบางส่วนที่ไม่ใช่ core business ทิ้งไป ภาระหนักหน่วงคือจะนิยามว่าส่วนไหนไม่ใช่ core business ใช้กระบวนทัศน์ไหนในการกำหนดนิยาม
ผมไม่ชอบทั้งสองแนวทางข้างต้น แต่ผมชอบวิธีที่ไม่อยู่ในร่องในรอย (เดิม) ผมคิดว่าต้องหาทางออกที่ประเทศจะได้ประโยชน์ที่สุด คือส่วนที่เห็นชัดว่ามี value สูงต่อประเทศ แต่ สกว. อ้างได้ ว่าไม่ใช่ core business ของ สกว. ต้องไปรับงบประมาณจากส่วนอื่นของประเทศ
สกว. มีความกล้าที่จะสละความเป็นเจ้าของ (disown) บางส่วนที่มีคุณค่าสูง และยกให้สังคมไทย หรือไม่
วิจารณ์ พานิช
๒ ก.ค. ๕๒