นี่คืออีเมลติดต่อจากผู้อ่าน กรุณาตอบโดยตรงไปยังผู้อ่านนั้น
------------------------------------------------------------
ชื่อ: XXXXX XXXXXXXXXXX
อีเมล: xxxxxxx@hotmail.com
หัวเรื่อง: ปรึกษาการทำวิจัยเชิงนโยบาย
ข้อความ:
กราบเรียนอาจารย์ครับ
ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย........(ขอลบทิ้ง).......... ป เอก การบริหารการศึกษา
ผมต้องการทำการวิจัยเกี่ยวกับ
เรื่อง การวิจัยเชิงนโยบายการกระจายอำนาจทางการศึกษา โรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน : โรงเรียนประเภทที่ 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรบ้านครับ อาจารย์ ขอข้อแนะนำด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
xxxx (ขอซ่อน)
------------------------------------------------------------
อีเมลนี้ส่งมาจาก: 125.26.142.219
Department of Plant Science and Agricultural Resources
Faculty of Agriculture,
Khon Kaen University,
Khon Kaen 40002
- ให้เลือกระดับ (heirrachy) ที่ทำได้ดีที่สุด อาจแค่ระดับสาขาวิชา สถานศึกษา สพท. ภาค กรม แต่ถ้ามั่นใจ ก็เล่นระดับกรม หรือ กระทรวงไปเลย
- ให้กำหนดทางเลือกให้ชัด ว่ามีกี่ทาง เลือกเด่นๆมาอย่างน้อยสองทาง ถ้าเพียงทางเดียวจะหาตัวเทียบเพื่อสร้างทางเลือกไม่ได้ จะเทียบกับไม่ได้ทำก็ดูว่าเอาเปรียบกันมากเกินไป ไม่น่าสนใจ
- กำหนดวิธีการศึกษา ทดสอบในเชิงหลักการ ในเชิงการปฏิบัติ และปรับใช้จริง
- กำหนดเทคนิควิธีการเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ
- กำหนดวิธีการประเมินผล และผลกระทบ ทั้งเชิงการปฏิบัติ และเชิงนโยบาย
- กำหนดแนวทางการนำผลการศึกษาไปปรับใช้เชิงนโยบาย (ที่ต้องสอดคล้องกับการปฏิบัติจริง ไม่สอดคล้องอย่าทำให้เสียเวลา ไม่มีใครเขาเห็นด้วยหรอก)
- ถ้าจะทดสอบขั้นการปรับใช้นี้ด้วยก็จะมีพลังมากขึ้น แต่อาจเวลาไม่พอ น่าจะสรุปประเด็นได้ประมาณนี้
การทำงานใดๆ ต้องทำแบบเน้นๆ และหวังผล อย่าทำแบบชกลม เตะลม หรือสร้างวิมานในอากาศ อย่างน้อยๆ ถ้าไม่ได้เตะคู่ต่อสู้ ก็ต้องเตะกระสอบทรายไว้ก่อน
คิดใหม่ ทำใหม่ ทำจริง ให้เห็นผลจริง
ไม่งั้นกลับบ้านไปนอนเล่น ได้ประโยชน์กว่า ไม่เหนื่อยด้วย
ไม่เข้าใจให้ถามมาใหม่ แบบ "สมศักดิ์ศรี" หน่อย
ถามแบบเดิม ถ้าผมเป็นกรรมการ จะไล่ลงเวทีทันทีเลยครับ (ชกไม่สมศักดิ์ศรี)
ขอให้โชคดีครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์..
โดนใจมากค่ะ..ใช่เลยนี่แหละปัญหาการศึกษาไทยของแท้
ได้รับคำถามลักษณะนี้บ่อยมากเช่นกันค่ะ..จากอีเมล
ทั้งของผู้ที่เรียนต่อและผู้ที่จะทำผลงานทางวิชาการ
รู้สึกอึดอัดในอก..จนต้งย้อนถามเช่นอาจารย์เหมือนกันค่ะ
บางคนรับได้ก็ย้อนกลับมาใหม่อีก..บางคนรับไม่ได้ก็หายจ้อยไปเลย...
ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ
ที่จริงคำถามแบบนี้ผมตอบแบบสาธยายยาวๆ บ่อยๆ
ถ้าไม่บอกว่าเรียน ป เอก ผมคงตอบไปแล้ว
พอบอกมา ผมก็เลยต้องคิดใหม่นะครับ
ว่าคำถามนั้น สะท้อนความคิดระดับไหน
และหวังว่าจะเป็นการติเพื่อก่อนะครับ
การศึกษาไทย มีปัญหามากอยู่แล้ว ช่วยกันแก้เถอะครับ อย่าซ้ำเติมเลย
ขอขอบคุณทุกท่านที่จะร่วมพัฒนาการศึกษาไทยครับ
เรียน ท่านอาจารย์ แสวง รวยสูงเนิน
ผมมองเห็น ผมสัมผัส คนที่อยากเรียน ป.เอก ไม่ใช่เพื่อสร้างองค์ความรู้แต่อย่างใด เพียงแต่อยากได้สิ่งที่ตามมาจากการได้ปริญญานั้นเสียมากกว่า
อาจารย์ในมอผม ... ขอทุนไปเรียนต่อกันมากมาย แต่ ... ขออภัยครับ ร้อยละ 80 คือ คนเห็นแก่ตัว ทะเยอทะยาน ต้องการแค่ UPGRADE เท่านั้น
ไม่ต้องประเทศชาติที่จะพังหรอกครับ มอผม ... เรียบร้อยตั้งแต่คนพวกนี้ขอทุนเรียนต่อแล้วล่ะครับ
ตรงไปหรือเปล่าครับ ขออภัยอาจารย์ครับ
ขอบคุณข้อมูลแลกเปลี่ยนจากบันทึกของอาจารย์ครับ ;)
ขอบคุณครับ
การศึกษาไทยอยู่ในสภาพที่แย่มากๆ แทบทุกมุมมอง
ผมเคยสัมภาษณ์ผู้อ้างว่ามีใบปริญญาตรี เพื่อเข้าศึกษาปริญญาโท ถามอะไรก็บอกว่า
"ผมเรียนตั้งแต่เทอมที่แล้ว ลืมไปแล้วครับ"
อ้าว แล้วหลักสูตร วิชาแกน วิชาบังคับ วิชาชีพ เขามีไว้ทำอะไร
มีไว้ให้สอบผ่านแล้วก็ลืมเช่นนั้นหรือ
แล้วจะเรียนไปทำไม เมื่อเรียนแล้วก็ลืม นำไปใช้อะไรไม่ได้
เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และการประหยัดงบประมาณ
ผมเลยเคยขอเสนอให้ยุบหน่วยงานย่อยๆในสถาบันการศึกษาทั้งหมด
เหลือไว้ หน่วยงานรับลงชื่อ และแจกปริญญาบัตรก็พอ
ที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่แค่ ๗ คน ก็พอ ได้แก่
เท่านี้ก็ได้ผลไม่ต่างจากเดิมมากนัก
เพราะ เรียนกับไม่เรียน ก็ได้ผลไม่ต่างกัน จะเสียเวลาและทรัพยากรไปทำไม
สู้แจกใบปริญญาไปเลยจะง่ายกว่า
ประหยัดกว่ากันมากมาย
แต่หวังว่าเราจะไม่ทำแบบนี้
แต่หันไปปรับปรุงระบบการศึกษาให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ยอมเสียเงินงบประมาณ และใช้ให้คุ้มค่า
น่าจะดีกว่า
ทำแบบประหยัด แต่ได้ผลเท่าๆเดิมอย่างที่ผมเสนอมานะครับ
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในใจศิษย์ตลอดมาจนทุกวันนี้ คือความพยายามของท่านอาจารย์ ที่ศิษย์ไม่เคยเจอจาก ครูใดๆในชีวิตที่ศิษย์สัมผัสได้ ศิษย์ขอเคารพในทุกๆอาจารย์ที่เคยสอนทุกท่าน แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากอาจารย์ คือการมองความรู้ในระดับ การออกจากเอกสารมาตรวจสอบกันในสนามจริงๆเหมือนกับทดสอบว่า สิ่งที่ทำๆหรือวิจัยกันมานั้นได้ผลหรือไม่อย่างไร ศิษย์ชื่นชมและให้ความเคารพอาจารย์มาก ในการตรวจสอบวิชาการที่ทำได้บนสนามจริงเพื่อยันข้อมูลอีกครั้ง (Triangulation) เพราะจะได้รู้ว่าหรือยืนยันได้ว่า ใช้ได้จริงไหมหรือมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ไม่ใช่เอาเอกสารตีพิมพ์มาว่ากันอย่างเดียว ดังที่เคยยกตัวอย่างหากมองถึงในแต่ระดับชั้น ความรู้ของเกษตรกรใช้ในการจัดการฟาร์มนั้น มิติการทำงานของเกษตรกรมีความลุ่มลึก หลายชั้นกว่าเป็นไหนๆ ผ่านทั้งฐานมิติทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาที่สั่งสมจากประสบการณ์ วิถีชีวิต และเชิงเศรษฐศาสตร์ระดับต่างๆ (ครัวเรือน/ท้องถิ่น/ระดับชาติ/นานาชาติ) ตลอดจนวัฒนธรรม และยังมีปัจจัยอื่นๆนอกจากนี้อีกซึ่งมากมายงานที่ยังไม่ทดสอบจริงในสนาม พร้อมทั้งการมีข้อแนะนำไปใช้จากหลายๆมุมมอง ยังห่างไกลความหมายของการวิจัย ในเชิงการวิจัยเพื่อพัฒนา วันนี้ศิษย์ขอบพระคุณในวิญญาณความเป็นครูของท่านอาจารย์ผ่านบล๊อก ตอนได้ทุน ศิษย์มีอาจารย์วิริยะ ที่ได้รับทุน คปก. มีศิษย์เป็นผู้ช่วยวิจัย ซึ่งท่านอาจารย์ก็มีน้ำใจ มีความเมตตา ฝึกให้ยืนบนขาตัวเอง ลุ่มลึกสงบ ส่วนท่านอาจารย์ Prof. Richard Bellคืออาจารย์ที่ช่วยเหลือให้คำแนะนำในเชิงการตีพิมพ์อย่างมากมาย ในส่วนท่านอาจารย์ (อ.แสวง) ก็ต่อยอดช่วยแนะนำให้ศิษย์ “สัมผัสกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่” ซึ่งเติมเต็มในแต่ละมุม “ศิษย์เหมือนออกจากโลกของมายาออกจากกับดักความคิด” ที่ติดกับเอกสาร มาดูสิ่งที่เป็นจริงๆ แล้วถามตัวเองว่า ที่ผ่านมา เรามาเรียนเอาอะไร เราได้อะไรที่เป็นแก่นสารของชีวิตหรือไม่ หรือเพื่อเอาปริญญาเพื่อสร้างตัวเองเฉพาะทางวัตถุเท่านั้น ทำให้ตัวเองที่มีคุณลักษณะ “นักบริโภคนิยมที่เน้นการแสวงความสุขใส่ตัวเอง (self-lenient consumer) โดยที่ นึกถึงแต่การตอบสนองต่อความอยากตัวเองเป็นหลัก”หรือเราต้องการเป็นบัณฑิตที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์บ้าง ลดตัวตนลงบ้างเพื่อความมีอิสระไหนหลายๆมุม วันนี้ศิษย์มีคำตอบแล้ว เป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของศิษย์ที่มี “อาจารย์ที่หลากหลายมิติและลุ่มลึก” ซึ่งมีคุณสมบัติ แนวคิดเชิงระบบ (system thinking and perspective) ทุกครั้งเวลาที่กระผมกลับไปบ้าน เดินไปสวนเกษตรที่บ้านทำให้จิตใจสงบ ศิษย์นึกถึงคำแนะนำจากท่านอาจารย์ที่ช่วยเปิดพื้นที่ทางปัญญาและตลอดจนแนวคิดต่างๆ นึกถึงสมัยตอนที่ทำเกษตรพลิกฟื้นดินสู้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาพยายาม คิด คิด และ คิด แต่บางครั้งการคิดเกินไปกลับหาทางออกไม่ได้ แต่เมื่อหยุดคิด (มาก)“มาอยู่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่”กลับพบทางออก ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นเอง ครับผม
ด้วยความเคารพอย่างสูง
นิสิต คำหล้า
ทำดีกว่าพูด และดีกว่ามัวแต่คิดครับ
เป็นครั้งแรกที่ได้ยินท่านพูด...
นับเป็นบุญตา มีจริงๆ
โชคดีของวงการศึกษาของประเทศไทย
ขอบพระคุณค่ะ
ย้อนกลับไปดูความเป็นมาพื้นฐานของมนุษย์ ถ้าเหมือนกันหมดก็คงจะเหมือนกันหมด
ถ้าเหมือนแบบนี้ก็แย่เลยครับ
เหมือนแบบดีๆ ก็พอว่าครับ