ปรากฏการณ์ที่มักจะพบเจอในชั่วโมงเรียนวิทยาศาสตร์ที่ได้ดำเนินการสอนด้วยรูปแบบปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบแล้วว่าจะเป็นอย่างไร เหมือนกับดูภาพยนต์เรื่องเดี่ยว ๆ ซ้ำแล้วว้ำอีก แต่ก็ตอบตนเองไม่ได้ว่า ทำไมนักเรียนในชั้นจึงยังคนตื่นเต้น และจดจ่อกับผลการทดลองดังกล่าว ซึ่งกระบวนการ สอนวิทยาศาสตร์ แบบ ECL (Easy LAB Control) ได้ผลเกินคาด ด้วยเหตุที่ว่า
๑.นักเรียนจะเชื่อมั่น และมั่นในตนเองว่าอุปกรณ์หรือแนวทางของตนเองที่ได้เตรียมมาเพื่อปฏิบัติการนั้นจะให้ผลที่ดีกว่าเพื่อนกลุ่มอื่น ๆ ในชั้น หรือสายชั้น
๒.เพราะนักเรียนไม่เบื่อการทดลอง นักเรียนมองเห็นความสำเร็จของปฏบัติการล่วงหน้าแล้ว ซึ่งต่างกับโครงงานวิทยาศาสตร์ทั้งครูและนักเรียนยังต้องคลำทางและคำตอบ
๓.การมีส่วนร่วมของเพื่อน ผู้ปกครองนักเรียนที่มีส่วนช่วยในการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ก็จะมีความควาดหวังในความสำเร็จ คำถามที่ผู้ปกครองถามนักเรียนส่วนใหญ่ มักจะถามว่าวันนี้ผลการทดลองเป็นอย่างไร ผลการทดลองได้ผลไหม คำตอบที่ภุมิใจของนักเรียนที่ตอบกับผู้ที่มีส่วนช่วย ครูก็จะกำหนดให้นักเรียนใช้คำว่า "มันได้ผลเกินคาด" "มันเยี่ยมมาก" กลายเป็นการโยงจิตวิทยากลับสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน เสียงสะท้อนที่ผู้ปกครองนักเรียนที่มักจะบ่นในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ กลับกายเป็นคำชม ดังผู้ปกครองท่านหนึ่งที่เป็นพยาบาลมีเวลาที่จะจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่น้อยมาก บ่อยครั้งการเตรียมอุปกรณ์กลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากที่สุด แต่ตอนนี้กลับภูมิใจในตัวลูกเช่นกัน เพราะลูกก็จะชมแม่ว่า ทำไมแม่ถึงรู้ว่า LAB นี้จะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ดังกล่าว จึงได้ผล ซึงนักเรียนชั้นประถมศึกษาจะพึ่งผู้ปกครองมากที่สุด Model การสอนด้วย ECL จึงเหมาะสำหรับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษามาก
๔.ความคลาดเคลื่อนในความเข้าใจกลับกลายเป็นความเข้าใจใหม่ หรือได้พบว่าปฏิบัติการดังการที่กำหนดวิธีการใช้ได้บางกรณี อย่างน้อย ๆ ก้จะได้ใช้คำกล่าวที่ว่า "อย่างน้อย ๆ ก็รู้ว่ามันทำไม่ได้" คำกล่าวปลอบใจสำหรับนักเรียนกลุ่มที่ไม่บังเกิดผลดังที่คาดหมายของปฏิบัติการ จึงจำต้องศึกษาและพัฒนา
บางจุดอ่อนที่ ECL พบก็มากเช่นเดียวกัน ปฏิบัติการเดียวอาจทำให้กำลังใจของนักเรียนลดน้อยลงได้ ครูจะต้องมีความเป็นมืออาชีพ และชำนาญมากพอที่จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติการ
สภาวะที่เป็นสมาธิ เป็นอาการ หรือสภาพบรรยากาศรอบ ๆ หรือทุก ๆ ความสนใจรวมอยุ่ในจุดใดจุดหนึ่ง อย่างมีความหวังและความหมายใช่หรือไม่
นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากจะมีสมาธิที่แกร่งกล้า
สมาธิมี 3 ระดับ คือ
1. สมาธิชั่วขณะ มักเกิดในเวลาปฏิบัติภารกิจประจำวัน (ขณิกสมาธิ)
2. สมาธิจวนจะแน่วแน่ สูงกว่าระดับแรก (อุปจารสมาธิ)
3. สมาธิแนบแน่นสนิท เป็นสมาธิระดับฌาน (อัปปนาสมาธิ)
การเข้าใจที่สืบเนื่องมาจากสมาธิก็ยากที่แสดงออกด้วยอาการและสื่อให้บุคคลอื่นทราบ