แต่ต้องคิดมาก คิดละเอียด คิดชัดเจน หาจุดเปลี่ยนผันมาทำวิจัย อย่างน้อยหนึ่งประเด็น หรือหลายประเด็นร่วมกัน

ในระยะยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปมีส่วนร่วมกับการทำงานวิจัยเชิงนโยบายในหลายวาระ ตั้งแต่

·        โครงการพัฒนาการเกษตร

·        โครงการพัฒนาพื้นที่สูง

·        โครงการพัฒนาระบบเกษตรชลประทาน

·        โครงการพัฒนาพื้นที่ลาดชัน

·        โครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำ (ใช้ในนโยบายระดับท้องถิ่น)

·        โครงการเกษตรอินทรีย์ (เป็นวาระแห่งชาติแล้ว)

·        โครงการเกษตรประณีต ๑ ไร่ (เป็นนโยบายระดับชาติแล้ว)

·        โครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชน (แทรกใน พรบ. ทรัพยากรน้ำ ที่กำลังร่าง และเสนอ สภาฯ)

จนกระทั่งในปัจจุบัน กำลังดำเนินการคือ

·        การจัดการทรัพยากรน้ำระดับครัวเรือนและชุมชน

·        การพัฒนาพลังงานทดแทน

·        การผลิตอาหารแบบพึ่งตนเองและปลอดสารพิษ

·        การพัฒนาชุมชนนักวิจัย

·        การพัฒนาทรัพยากรชบบทแบบบูรณาการ

·        การพัฒนาความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ทำให้ผมพอจะมองเห็นว่า การทำงานให้เกิดผลกระทบเชิงนโยบายนั้นมีทางเลือกอะไรบ้างเนื่องจาก “ความเชื่อ” ที่ผ่านมา ได้แก่

  • บางคนบอกว่า ถ้าจะทำงานเชิงนโยบาย ต้องเป็นโครงการใหญ่
  • บางคนบอกว่า ต้องเป็นโครงการที่ยาก ซับซ้อน ทึมงานครบสาขา แบบ สหวิทยาการ
  • บางคนบอกว่า ต้องทำงานกับหน่วยงานที่ทำงานเชิงนโยบาย หรือฝ่ายแผนและนโยบาย
  • บางคนบอกว่า ต้องทำงานเชื่อมโยงกับนักการเมือง สส. รัฐมนตรี

ที่ทำให้ฟังแล้ว เป็นเรื่องยาก หาทีมยาก หางบยาก หาจังหวะยากเลยไม่ทำซะเลย หันมาทำอะไรง่ายๆ ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับใครมากๆ เป็นดีที่สุด

จึงทำให้งานวิจัย จำนวนหนึ่ง กลายเป็นงานวิจัยเพียงเพื่อเก็บไว้ขอตำแหน่ง หรือมีไว้อ้างอิงว่า “ทำงานแล้ว”

แต่ที่ผมลองทำและได้ผลพอสมควรนั้น ไม่อยู่ในเงื่อนไขต่างๆดังกล่าวแต่อย่างใด

การทำงานเชิงนโยบายนั้น อาจทำได้แบบง่ายๆ แทบไม่ลงทุน หรือลงก็เล็กน้อยมาก

เช่น

การลองทำสวนหลังบ้าน

ว่าปลูกอะไรได้บ้าง ใช้น้ำ ทุน และปัจจัยการผลิตสักเท่าไหร่ และไปชวนเครือข่ายปราชญ์อีสานทำด้วยกัน แบบไม่ลงทุน (เพื่อให้พัฒนาง่าย และเริ่มต้นได้ง่าย) ทำให้พบว่า

แค่ประมาณ ๑ ไร่ มีน้ำเล็กน้อย หรือไม่มีเลย (อาศัยน้ำฝน) ก็สามารถผลิตพืชอาหารเลี้ยงคนได้อย่างน้อย ๔ คน หรือ มีรายได้ เดือนละ หมื่นกว่าบาท จากแรงงานหนึ่งคน

ที่นำไปใช้กำหนดแผนแก้ไขปัญหาความยากจนในภาคเกษตรกรรม

จนกระทั่งมีการนำไปสร้างเป็น “นโยบายเกษตรประณีต ๑ ไร่” แก้ปัญหาความยากจนในภาคเกษตรกรรม ที่มีปัญหาจากหนี้สิน และการพึ่งพาแหล่งอาหารจากภายนอกมากจนเกินไป (จนธุรกิจขายของแบบ “รถพุ่มพวง” ขยายผล และรวยไปตามๆกัน)

และสามารถแก้ปัญหาการผลิตอาหาร และการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร

จนเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรในระดับชาติ ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ และยังคงดำเนินการอยู่ จนถึงปัจจุบัน

 

อีกกรณี ที่กำลังแทรกแนวคิดเข้าสู่ระดับนโยบายในหลายมุมก็คือ

การทำวิจัยปลูกข้าว โดยไม่มีน้ำขัง

เลียนแบบข้าวไร่ ภายใต้ชื่อ “นาบก” ที่ทดลองปลูกข้าวบนคันนา หรือในแปลงผัก

ที่พบว่าข้าวให้ผลผลิตได้เท่ากับการขังน้ำ ถ้าดินดีพอ

ที่แสดงว่า การใช้น้ำทำนาในปัจจุบัน เป็นการใช้ที่ไม่จำเป็น ถ้ามีการปรุงดินให้ดี และลดปริมาณหญ้าได้  เรื่องนี้สามารถนำไปใช้เชิงนโยบายได้ในประเด็น

  • การจัดการน้ำแบบประหยัดเพื่อการทำนาในทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือน ไปจนถึงลุ่มน้ำ ถ้าใครบอกว่าน้ำไม่พอใช้ แสดงว่ายัง “จัดการไม่ได้” มากกว่าการ “ไม่พอ” ที่สามารถนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ เพื่อการแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็น มากกว่า ที่จะแก้แบบอ้อมๆ
    • โดยเฉพาะการใช้น้ำเพื่อกำจัดหญ้า มากกว่าที่จะใช้น้ำเพื่อการปลูกข้าว
    • การใช้น้ำไปละลายปุ๋ยเคมี ที่ใส่แบบรีบๆ แทนการปรุงดิน ที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี
  • การพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ และการปรุงดิน เพื่อลดความจำเป็นในการใช้น้ำมาแช่ดินให้ปุ๋ยละลาย ถ้าเข้าใจแล้วก็อาจถือได้ว่า ผิดวัตถุประสงค์การใช้น้ำ และน่าจะใช้น้ำเพื่อการอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่า

นี่เป็นประเด็นที่กำลังแทรกเข้าสูนโยบายการพัฒนาของชาติ

 

ทั้งสองกรณี

เป็นงานวิจัยเล็กๆ ใช้เงิน ทุน และกำลังคนเพียงเล็กน้อยที่คิดคร่าวๆ ไม่เกินระดับหมื่นบาท

โดยเฉพาะงานชิ้นหลังนี้ เป็นแค่ ปัญหาพิเศษของนักศึกษาปริญญาตรี เท่านั้น

ผมจึงนำเสนอมาเพื่อให้เกิดแนวคิดในการทำงานวิจัยเชิงนโยบาย ว่า

·       ไม่ต้องใหญ่

·       ไม่ต้องมาก

·       ไม่ต้องยาก และ

·       ไม่ต้องนาน

เห็นไหมครับ ก็แค่นั้นเอง

เลิกทำใหญ่ แต่ได้ผลน้อย

แต่

มาทำน้อยให้ได้ผลมากจะดีกว่าครับ

ประเทศไทยเรายิ่งยากจนอยู่

แล้วจะทำน้อยให้ได้ผลมากได้อย่างไร

ก็ต้องคิดมาก คิดละเอียด คิดชัดเจน หาจุดเปลี่ยนผันมาทำวิจัย

อย่างน้อยหนึ่งประเด็น หรือหลายประเด็นร่วมกัน

แบบที่เขากล่าวกันว่า

การวางแผนดี สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งนั่นแหละครับ

วัตถุประสงค์แฝงที่ผมเขียนครั้งนี้ก็

เพื่อ ลดการทำใหญ่ ได้ผลน้อย ที่กำลังทำงานวิจัยเชิงนโยบาย

เพราะกระบวนการคิดยังตกผลึก “ไม่พอ” เลยออกมาแบบนั้น

ก็เท่านั้นเองแหละครับ

ช่วยกันหน่อยนะครับ ถือว่าเห็นแก่ประเทศจนๆ อย่างประเทศไทยเถอะครับ

ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ