...

การศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง อายุ 20-89 ปี มากกว่า 61,566 คน กลุ่มตัวอย่างครึ่งหนึ่งกินมังสวิรัติ ติดตามไปนานกว่า 12 ปี พบว่า คนที่ไม่กินเนื้อลดเสี่ยง (ความน่าจะเป็น) โรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดลง 12%

โรคที่ลดลงมากที่สุด คือ กลุ่มมะเร็งเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia - ลูคีเมีย), ลิมโฟมา (non-Hodgkin's lymphoma / NHL) ฯลฯ ซึ่งลดลงไปมากถึง 45%

...

มะเร็งกระเพาะอาหารกับมะเร็งกระเพาะปัสสาวะก็ลดลงไปมาก และที่ลดลงไปแบบสุดๆ เลยคือ มะเร็งในไขกระดูกชนิดหนึ่ง (multiple myeloma) ลดลงไป 75%

มะเร็งกระเพาะอาหารลดลงไป 1/3 เมื่อเทียบกับคนที่กินเนื้อ

...

ข่าวดีสำหรับท่านที่ชอบปลา คือ คนที่กินปลาก็เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารน้อยลงเช่นกัน

ศ.ทิม เคย์ (Tim Key) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาแห่งสถาบัน Cancer Research UK และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดกล่าวว่า คนเรามีโอกาสเป็นมะเร็งในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตประมาณ 1/3

... 

คน 100 คนที่ไม่กินมังสวิรัติมีโอกาสเป็นมะเร็ง 33 คน... ถ้ากินมังสวิรัติ ความเสี่ยงจะลดลงเป็น 29 คน (จาก 100 คน) หรือลดลงเฉลี่ย 12%

อย่างไรก็ตาม... ถ้าเทียบกับการกินอาหารที่มีผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วนบริโภคเป็นประจำแล้ว ความเสี่ยงนี้ต่างกันไม่มาก

...

1 ส่วน = กล้วยหรือส้มขนาดกลาง 1 ผล = ผักผลไม้เท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ผู้หญิง ไม่รวมนิ้วมือ หนาเท่าข้อปลายนิ้วก้อย

การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การกินเนื้อสัตว์ใหญ๋ หรือเนื้อแดง เช่น วัว แพะ แกะ หมู ฯลฯ, เนื้อสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน หมูหยอง หมูแผ่น หมูยอ ไส้กรอก เนื้อสวรรค์ เนื้อเค็ม เนื้อแห้ง ฯลฯ เพิ่มเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

...

กลไกที่เป็นไปได้ คือ อาหารมังสวิรัติที่ชาวตะวันตก (ฝรั่ง) กินมักจะเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ เส้นใยหรือไฟเบอร์สูง

ส่วนอาหารมังสวิรัติในไทยหลายแห่งออกไปทางเค็ม และมีสัดส่วนอาหารทอดค่อนข้างสูง ทำให้อาจไม่ได้รับผลดีเท่ากลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้ (ยกเว้นเป็นอาหารเค็มน้อย-ทอดน้อยเช่นกัน)

...

 

ข้อควรระวังในการกินอาหารมังสวิรัติได้แก่

  • (1). ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่เกลือมาก เค็ม และอาหารทอด
  • (2). ควรตรวจเลือดปีละครั้ง ดูว่า เลือดจางหรือไม่ เนื่องจากธาตุเหล็กในพืชดูดซึมได้น้อยกว่าธาตุเหล็กในอาหารจากสัตว์ และอาหารมังสวิรัติเกือบทั้งหมดไม่มีวิตามิน B12 (ยกเว้นสาหร่ายสไปรูลีนามี B12 แต่แพงมาก)

...

  • (3). ถ้าบริจาคเลือด ควรเตรียมผงเกลือแร่ละลายน้ำ (ORS) ไปละลายน้ำ หรือเครื่องดื่มเกลือแร่เสริมก่อนบริจาค และ 1-2 หลังบริจาค เนื่องจากร่างกายจะได้มีปริมาณน้ำเลือดเสริมได้เร็วขึ้น (น้ำเกลือแร่มีน้ำตาลเล็กน้อย ช่วยให้การดูดซึมเกลือแร่ทำได้ดีขึ้น)  
  • (4). ถ้าบริจาคเลือด ควรกินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก และวิตามิน B12 เสริม

...

  • (5). ถ้าไม่บริจาคเลือดและไม่เสียเลือด เช่น ไม่มีประจำเดือน ไม่ได้ตั้งครรภ์ ไม่ได้ให้นมลูก ฯลฯ ไม่ควรกินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็กเสริมนานเกิน 1 เดือน/ปี หรือ 30 เม็ด/ปี ยกเว้นหมอแนะนำ เนื่องจากการมีธาตุเหล็กเกินอาจมีพิษต่อตับ และกล้ามเนื้อหัวใจได้

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ > [ อ้างอิงไว้ที่นี่ ]

... 

 > นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง > Thank MailOnline; BBC