ใช้วิธีระดมสมองอีกแล้ว เพื่อหาวิธีดำเนินการที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า"ดีที่สุด"
หลังจากสมาชิกในครอบครัวของเราเสร็จสิ้นภารกิจการไปหาลูกสุนัขมาเลี้ยง ตามที่ได้เล่าไว้ใน บันทึกก่อนๆ ตอนที่...1 ตอนที่...2 ตอนที่...3 และ ตอนที่...4 ครอบครัวเราสนุกสนานกับการเลี้ยงดูเจ้าลูกสุนัขได้ไม่นาน ก็ประสบปัญหาใหม่อีกแล้วค่ะ
ปัญหาเรื่องแรก ก็คือ “ยุง” ที่ว่ายุงร้ายกว่าเสือ เป็นเรื่องจริง ทุกๆเย็นหลังตะวันตกดิน เจ้ายุงร้ายก็จะออกมาวนเวียนกัดพวกเราเจ็บ คัน ไปทั้งตัว จุดยากันยุง ก็ไม่ได้ผลค่ะ ขนาดใส่กางเกงยีนส์ขายาว เจ้ายุงตัวดีก็ยังอุตสาห์กัดทะลุกางเกงเข้ามาจนได้...ความ"ยุง"ยังไม่ทันจะหาย ความ"ใบไม้"ก็เข้ามาแทรก...
ปัญหาเรื่องที่สองก็คือ เราพบว่าเจ้าต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ติดรั้วบ้านนั้น แต่ละวันก็ช่างสะบัดใบให้หล่นลงมาในบ้านเป็นจำนวนมาก มาก มาก...แรกๆก็เก็บกวาดไปใส่เป็นปุ๋ยดีอยู่ นานวันเข้ากองใบไม้ก็สะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ.....เก็บไม่ไหวแล้วค่ะครอบครัวของเราจึงต้องมาระดมสมอง ปรึกษาหารือ เพื่อหาทางแก้ปัญหาสองเรื่องนี้อย่างจริงจังกันอีกครั้งหนึ่ง...
ปัญหาเรื่องยุง...
- คุณพ่อบ้านบอกว่าให้ไปหาพืชสมุนไพร เช่นตะไคร้หอม กระเพราแดง ที่มีสรรพคุณไล่ยุงมาปลูกไว้ให้ทั่วบ้าน...ทุกคนเห็นด้วย...เราจึงต้องช่วยกันหาต้นไม้มาปลูกต้นไม้กันต่อไป
- ...แต่พี่เม่ยก็ยังมีความเห็นว่า เพราะข้างบ้านมีป่ารกครึ้มมากเกินไป ยุงจึงชุม ถ้าเราจัดการต้นไม้บางส่วนออกไปบ้างเพื่อให้มีแสงสว่างมากขึ้น ยุงก็น่าจะลดลง..คุณพ่อบ้านนิ่งเฉยเพราะไม่อยากตัดต้นไม้.....
ปัญหาเรื่องใบไม้...
- มีเสียงเสนอว่า เราทำปุ๋ยหมักขายเสียเลยดีไหม? ทุกคนนิ่งเงียบไม่ตอบเพราะถ้าใครเผลอตอบคนนั้นต้องเป็นคนทำอย่างแน่นอน
- ....ส่วนพี่เม่ยเสนอว่าให้โค่นต้นไม้ทิ้งไปเสียเลย เพราะเราเคยได้รับคำแนะนำจากช่างก่อสร้างบ้านแล้วว่า ให้โค่นต้นไม้ต้นนี้ทิ้งเสีย มันอยู่ใกล้กำแพงบ้านมากเกินไป รากของมันอาจทำให้โครงสร้างบ้านมีปัญหาได้ในระยะยาว ในตอนนั้นพี่เม่ยคิดแต่เพียงว่า ต้นไม้ยังมีคุณค่า อย่าไปทำลายมันเลย
- ...ถึงตอนนี้ ไม่ทำไม่ได้แล้วค่ะ เจ้าต้นไม้ใหญ่นับวันจะกลายเป็นต้นไม้ที่ ไร้ค่า เข้าไปทุกที ไม่มีเสียงคัดค้าน ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องโค่นต้นไม้ใหญ่ต้นนี้เสียที เพื่อไม่ให้มีเศษใบไม้ปลิวเข้ามาในบ้าน และช่วยให้บริเวณนั้นมีแสงสว่างมากขึ้น เจ้ายุงร้ายก็จะไม่มารบกวนเรา
สรุปว่า..คุณพ่อบ้านอีกแล้วค่ะ! ที่ต้องรับผิดชอบในการ “ตัดต้นไม้” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลำต้นของต้นไม้ใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางเกือบหนึ่งฟุต วิธีการที่คุณพ่อบ้านใช้ คือค่อยๆทำวันละนิด วันละหน่อย เมื่อมีเวลาว่างก็จะถือเลื่อยเดินลัดเลาะกำแพงบ้านไปเลื่อยลำต้นค้างไว้ .... ทำเช่นนี้อยู่ถึงสองสามสัปดาห์...
จนกระทั่งวันหนึ่ง พี่เม่ยก็ได้ยินเสียงโครมดังสนั่น เมื่อออกไปดูก็พบว่า ต้นไม้ใหญ่ที่เราคิดว่าไร้ค่าแล้วนั้น...ถูกโค่นล้มลงแล้ว และทิศทางที่ต้นไม้ล้มไปนั้นช่างเหมาะเจาะลงในที่ว่างที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใครๆพอดีเสียด้วย....
การโค่นต้นไม้ของเราสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เราได้ประโยชน์จากการปฏิบัติการครั้งนี้หลายประการค่ะ.....
- บริเวณนั้นก็มีแสงสว่างสอดส่องมาถึง เจ้ายุงร้ายก็ลดน้อยลง และไม่มีใบไม้ร่วงหล่นลงมากวนใจพี่เม่ยอีกแล้ว ยังนึกเสียดายอยู่ครามครันเพราะกว่าต้นไม้จะโตได้ขนาดนี้ คงต้องใช้เวลานานมาก
- แต่ก็เอาเถอะ! ยังมีต้นไม้อีกหลายต้นที่ให้ร่มเงาเราอยู่ ความผิดอยู่ที่เจ้าต้นนี้ดันมาโตใกล้รั้วบ้านเรามากเกินไป....
- นอกจากนี้เราได้ของแถมอย่างหนึ่งคือ..มีพุ่มเข็มป่าที่ถูกบดบังอยู่ใต้ต้นไม้ ซึ่งเมื่อแสงสว่างส่องถึง เข็มพุ่มนั้นก็ผลิดอกแตกใบมากมาย ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆในตอนกลางคืนเข้ามาในบ้านเราด้วย..หอมชื่นใจจริงๆ
อย่างน้อยก็ได้ประโยชน์คุ้มค่ากับการสูญเสียต้นไม้ไปต้นหนึ่งแหละน่า....พี่เม่ยคิด...

รูปภาพประกอบเป็นฝีมือน้องจิ้นรึเปล่าค๊ะ ? สวยค่ะ
ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องโค่นต้นไม้ใหญ่ต้นนี้เสียที
ดีครับ อ่านแล้วชอบ แต่จากข้อความตัวแดงข้างบน ทำให้คิดไปอีกเรื่อง คือไม้ใหญ่บางต้นในประเทศนี้ควรช่วยกันโค่นได้แล้ว โดยไม่ชักช้าด้วย เพราะเป็นต้นไม้แห่งความชั่วร้ายที่แผ่ขยายกิ่งก้าน และนับวันจะหยั่งรากลึกลงไปทุกที ทำอย่างไรดี อยากให้ช่วยกันคิดและทำครับ
อ้าว ! ลืมใส่ชื่อ ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เมื่อ อา. 28 พ.ค. คือ ผมเองครับ