ประวัติบ้านดู่ หมู่ที่ 5 ตำบลนารุ่ง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
เดิม บ้านดู่ชื่อว่า บ้านป่าเนินซรุย หรือโนนดู่ เพราะว่ามีต้นประดู่มากมาย มีสิงสาราสัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่มาก เมื่อก่อนนั้นได้มีชนเผ่าชาวกูย (ส่วย)กลุ่มหนึ่งได้อพยพถิ่นฐานมาตั้งรกรากในที่แห่งนี้ นำโดยนายทูล (พ่อทวดทูล) เมื่อปี พ.ศ 2289 มีสมาชิกในหมู่บ้านนับได้ 11 หลังคาเรือน โดยแต่งตั้งให้พ่อทวดทูลเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก เหตุที่หมู่บ้านนี้ชื่อว่า "บ้านดู่" อาจเป็นเพราะว่าพ่อทวดทูลมีลูกชายชื่อว่า "ดู่" ก็ไม่อาจทราบได้ เมื่อปี พ.ศ 2343 จึงได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 23 หลังคาเรือน ประชาชนในหมู่บ้านดู่ นั้นอาศัยอยู่แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เสมือนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน อาชีพหลักคือ การทำนา นอกจากนั้นจะมีการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม เพื่อทอใช้เองในครอบครัว ภาษาส่วยเรียกว่า "ตานเพรีย" "ชิกโซด"
ด้านการปกครองนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับผู้ปกครองหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) รวมแล้ว 8 คน ปัจจุบันผู้ใหญ่บ้านชื่อว่า นายตอง ศุภนาม มีจำนวนหลังคาเรือนทั้งสิ้น 113 หลังคาเรือน
อาณาเขตบริเวณรอบหมู่บ้านรวมทั้งสิ้น 26 ไร่ พื้นดินเป็นแบบร่วนปนทราย มีลักษณะภูมิประเทศร้อนชื้น มี 3 ฤดู คือ ร้อน ฝน หนาว วัฒนธรรมประเพณีของชาวบ้านดู่ส่วนใหญ่จะยึดติดกับประเพณีของชาวอีสานในเรื่อง "ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่" แต่จะมีประเพณีที่แตกต่างจากหมู่บ้านอื่นเช่น รำแม่มด รำอ้อ รำมอ เลี้ยงปู่ตา(พระภูมิเจ้าที่) นอกจากนั้นก็จะมีประเพณีตามหลักของชาวอีสานคือ ลอยกระทง บุญบั้งไฟ เข้าพรรษา ออกพรรษา แห่กันหลอน บุญกฐินหรือบุญอาทะ งานแต่ง งานบวช ชาวบ้านดู่จะมาศาลปู่ตาที่เคารพบูชาเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจได้แก่ เจ้าปู่หรือเพาะจู๊ ทิศใต้ได้แก่เพาะจู๊กำ ทิศตะวันออกได้แก่เพาะจู๊พังรวบ ทิศเหนือได้แก่เพาะจู๊หย๋ง เครื่องเซ่นไหว้ปู่ตา ได้แก่ เหล้าสาโท เหล้าเด็ด(เหล้าขาว)ไก่ต้ม น้ำมันใส่ผม ยากะเร็ดหรือยาขาว เป็นต้น
อาณาเขตของบ้านดู่
ทิศตะวันออกติดต่อกับเขตบ้านอาราง หมู่ 7 ตำบลนารุ่ง
ทิศเหนือติดต่อกับเขตบ้านตรึม ตำบลตรึม
ทิศใต้ติดต่อกับเขตบ้านลูกไก่ หมู่ 6 ตำบลนารุ่ง
ทิศตะวันตกติดต่อกับเขตบ้านหนองแคนหมู่ 4 ตำบลนารุ่ง
มีที่สาธารณะ จำนวน 7 แห่งได้แก่
- ป่าช้า(วัดป่า) บ้านดู่ - อบต นารุ่ง(แห่งใหม่)
- หนองคู - หนองโสน
- หนองโพธิ์ - หนองวึ
- หนองตราว
การทำมาหากินของชุมชนบ้านดู่นั้น นอกจากจะทำนาแล้วยังยึดเหนี่ยววัฒนธรรมประเพณีของการทำมาหากินอันได้แก่ การลงแขกเกี่ยวข้าว ลงแขกนวดข้าว ลงแขกปั้นคันนา ลงแขกไถนา ดำนา ถอนกล้า
ลงแขกปลูกบ้าน รื้อบ้าน เวลามีงานก็จะลงแขกหาบน้ำ เก็บใบตอง เพื่อห่อกับข้าว ห่อเนื้อให้แขกที่มาช่วยงาน แสงส่องสวางในยามค่ำคืน เมื่อก่อนนั้นใช้กะบองขี้ไต้ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ 2507 จึงใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดและตะเกียงจ้าวพายุ