เงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ให้เกิดผลดีทาง  (๑) สร้างสรรค์มหาวิทยาลัยวิจัย  (๒) ทำให้มหาวิทยาลัยวิจัยเป็น “หัวรถจักร” ขับเคลื่อน real sector  (๓) เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบวางรากฐานระยะยาว ยั่งยืน    ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ

          ไม่นับรวม “ไอติม” ที่หยดหล่นหายระหว่างทาง    ซึ่งเราต้องไม่ยอมให้เกิดต่อโครงการนี้


          การใช้เงินเพื่อการสร้างสรรค์ ให้เกิดความต่อเนื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเราคิดแบบราชการ    คือทำงานแบบหน่วยงานใครหน่วยงานมัน ต่างหน่วยต่างทำ    เพื่อสร้างผลงานของตนเอง    เมื่อได้งบประมาณก้อนใหญ่มา ก็ต้องใช้เอง ดูแลเอง สร้างระบบการจัดการขึ้นใหม่เอง เพื่อชื่อเสียงของตนเอง


          แต่เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว ถ้าเราลดอัตตาลงได้    ถ้าเราเอาผลประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองในระยะยาวเป็นหลัก   โดยเสาะหาโปรแกรมการจัดการในหน่วยงานต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว พิสูจน์แล้วอย่างยาวนานว่าใช้เงินแล้วได้ผลดี เกิดผลอย่างที่โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติต้องการ


          ในต่างประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาทำอย่างนี้ทั้งนั้น    เรียกว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ระหว่างกระทรวง    เพราะเขารู้ว่างานโครงการพิเศษนั้น การจัดการที่เข้มแข็ง เข้มงวด เวลาประเมินผลลัพธ์และผลกระทบ ได้ผลประสิทธิผล/ประสิทธิภาพ สูง เป็นหัวใจ 


          ผมจึงมองว่า เงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทนั้น    น่าจะแบ่งเป็นหลายก้อน กำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ของแต่ละก้อนให้ชัดแจ๋วแหวว    แล้วทำความตกลงกับโครงการ/ระบบจัดการที่มีอยู่แล้ว ว่าต้องการให้ร่วมมือเป็นผู้จัดการ โดยมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง    มีเกณฑ์ประเมินผลงานอย่างไรบ้าง    ให้แก่หลายๆ แห่งให้แข่งขันกัน และแข่งกับทีมจัดการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ในส่วนที่ดูแลเงินเองด้วย   เป็นการแข่งกันทำความดีให้แก่บ้านเมือง    โดยแก่นคือความร่วมมือกัน 


          ผมกัดฟันเอ่ยถึงโครงการ คปก. (เพราะผมคงโดนบางคนค่อนขอดอยู่ในใจว่ามี conflict of interest)   ว่าเป็นโครงการหนึ่งที่ทีมจัดการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ไปแสวงหาความร่วมมือ  

วิจารณ์ พานิช
๑๗ มิ.ย. ๕๒