ยาวนานมาพอสมควรแล้วครับ นับๆ ไปเกือบจะครึ่งปีเข้าไปแล้ว ที่ในสาขาวิชาไม่ได้ตั้งวงสนทนาวิชาการกัน จำได้ว่าครั้งหลังสุด ตั้งวงคุยกันเรื่องของการนำประเด็นทางจิตวิทยาสู่การวิจัยปฏิบัติการ รอบนี้โอกาสดีมากครับ มีเวลาว่างพอได้นั่งคุยกันห้าหกคน เลยหยิบประเด็นวิชาการมาถกกันครับ เราหยิบเรื่องของทฤษฏีการศึกษาในอิสลามมาถกกัน (แต่รอบนี้ผมถูกห้ามนำเส้นทางการถกกันมานำเสนอครับ สามารถนำเสนอได้เฉพาะข้อสรุป เพราะว่าแค่เอ๋ยปากตั้งประเด็นคุยกันเรื่องนี้ก็โดนแซวเลยว่า มีหวังถูกเอาไปเขียนในบล็อกแน่ ฮิฮิ ก็เลยขออนุญาตวงสนทนาว่า ขอเอาเป็นข้อสรุปมานำเสนอแล้วกัน เผื่อมีคนสนใจอ่าน) เรื่องมีอยู่ว่า คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า คำว่า การศึกษาภาคบังคับรายบุคคล (ฟัรดูอีนย์) หมายถึง การศึกษาศาสนา ส่วนการศึกษาภาคบังคับรวมในสังคม ประเด็นเด็นของการประกอบอาชีพ หรือศาสตร์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งอันนี้ผมตั้งฐานไว้ว่า เป็นการคิดที่ผิดครับ ถามว่าทำไม? ก็เพราะว่า เนื้อหาความรู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นศาสนาโดยตรงแต่ก็จำเป็น เช่น ทักษะการอ่าน การเรียนรู้ภาษา คณิตศาสตร์เบื้องต้น หากไม่เรียนกลุ่มนี้ก่อน การเรียนศาสนาก็ล้มเหลว เพราะอันนี้คือเครื่องมือการเรียน ในขณะเดียวกันเนื้อหาชั้นสูงที่เป็นภาคบังคับรวมในสังคม ก็มีบางประเด็นที่ไม่ใช่เฉพาะในสายของการประกอบอาชีพ เช่น การเรียนรู้ชั้นสูงเกี่ยวกับฟิกฮ์ อัลกุรอาน เพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านนี้ ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องเรียน แต่เป็นเฉพาะบางคนที่มีความถนัดเฉพาะ เช่นเดียวกับอาชีพแต่ละอาชีพนั่นแหละครับ คนแต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน
ประเด็นต่อมาคือ ฟัรดูอีนย์จบการเรียนในขั้นไหน ตัวอย่างเช่น เมื่อมาเรียนในระดับอุดมศึกษา ก็มีเนื้อหาสาระบางอย่างที่คนระดับการศึกษาขั้นต้นต้องเรียนเป็นภาคบังคับอีกเช่นกัน นอกจากวิชาที่เป็นวิชาเฉพาะทาง สรุปว่า ฟัรดูอีนย์ก็ยังไม่ได้สิ้นสุดในการศึกษาขั้นต้นเท่านั้นครับ
ประเด็นการแบ่งวิชา การจัดทำหลักสูตรในการจัดการศึกษาอิสลาม เริ่มเมื่อไร และดำเนินไปในรูปแบบใด ฮือ อันนี้ถกกันในข้อปลีกย่อยหลายประเด็นมากครับ และเราใช้เวลาในการคุยเรื่องนี้นานมาก สำหรับผมผูกข้อมูลการเรียนรู้ในด้านนี้ไว้ด้วยการศึกษาฮาลาเกาะห์ของปอเนาะครับ ผมเองเคยอ่านงานวิจัยของหลายท่าน พยายามจะบอกว่า ในปอเนาะสอนแบบไม่มีหลักสูตร ซึ่งในความจริงแบบแผนการเรียนของปอเนาะมีครับ โต๊ะครูจะวางแผนการสอน หนังสือที่จะนำมาสอน และกลวิธีในการศึกษาของศิษย์ไว้อย่างพอดี แต่ที่ต่างกันคือ ปอเนาะแต่ละปอเนาะมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน ดังนั้นโต๊ครูบางคนจะได้รับฉายาตามความถนัด เช่น โต๊นาฮู โต๊ะฟารออิส เป็นต้น และจะพบว่า เมื่อศิษย์สำเร็จจากปอเนาะหนึ่งแล้ว ก็อาจจะเปลี่ยนไปเรียนอีกปอเนาะหนึ่งก็มีเยอะครับ เพราะเขารู้ว่า ปอเนาะแต่ละแห่งเด่นดังไม่เหมือนกัน
ในสมัยรอซูล (ซ.ล) มีกลุ่มซอฮาบะห์ที่เรียกว่า อะห์ลุสซัฟฟะห์ครับ กลุ่มนี้เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มนักศึกษาระดับสูงในสมัยรอซูล มีการเรียนรู้ มีการประกอบอาชีพในระหว่างเรียนครับ ในยุคต่อมาที่ความสำเร็จการศึกษาในอาณาจักรอิสลามสูงสุด ก็คือสมัยอับบาสียะห์ คำถามคือ อะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จนี้?
หากเราพิจารณาข้อบังคับ หลักการของอิสลามจะพบว่า แนวคิดการศึกษาอิสลามมีความแตกต่างจากแนวคิดการศึกษาของตะวันตกในหลายมิติ ย้ำว่า หลายมิติ หมายถึง มีหลายส่วนที่เหมือนกัน และก็มีหลายส่วนที่ต่างกัน ดังนั้นบางครั้งที่มีคนพยายามจะบอกว่า การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นแนวคิดของอิสลามแล้ว ผมก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ส่วนหนึ่งของการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอาจจะสอดคล้องกับแนวทางของอิสลาม แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มีอีกหลายมิติการรูปแบบการสอนที่มีไม่เหมือนกัน
ยิ่งสรุปเหมือนจะยิ่งทำให้งงครับ จบเรื่องเครียดๆ ไว้เท่านี้ดีว่า มาฟังเรื่องสบายๆ สไตล์เตาฟิกกันต่อดีกว่าครับ (ฮา ล่วงหน้า)
เย็นวันนี้มีเรื่องต้องเข้าเมืองยะลาอีกครั้งหนึ่งครับ ขากลับหน้าค่ายจุฬาภรณ์ มีการปิดถนนครับ ทีแรกคิดว่ามีอาจจะมีแขกสำคัญมาเยี่ยมค่าย เลยปิดถนนไว้ แต่ดูไม่ดูมาคิดว่าไม่ใช่ ปรากฏมีเสียงดังตูม ฮือ ความคิดเปลี่ยนครับ คิดว่าน่าจะเป็นการเก็บกู้ระเบิดหรือเปล่า แต่ทำไมเสียเบาจัง ผ่านไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง แอ๋ะทำไมยังไม่เปิดทาง อิลฮามเริ่มกลัวครับ บ่นจะกลับบ้านอย่างเดียว แต่เตาฟิกยังร่าเริงครับ ปากก็พูดไปด้วยว่า เตาฟิกไม่กลัวๆ ย้ำอยู่อย่างนี้แหละครับ ปรากฏเสียงดังอีกครั้งพร้อมประกายไฟ สีสวยเชียวครับ (กู้ระเบิดอะไร ใช้พรุสีสวยเชียว) ก็เลยวุ่นอยู่กับการปลอบอิลฮามครับ ปลอบได้สักครูนึกถึงเตาฟิกขึ้นมา ทำไมไม่ได้ยินเสียงเตาฟิก เตาฟิกหายไปไหน เหลียวหลังไปมองก็ไม่เห็นที่เบาะหลัง แฮะแฮะ หาเจอแล้วครับ เตาฟิกหมอบอยู่ที่วางเท้าเบาะหลังครับ อือ ไปเอาท่านี้มาจากไหนว่า เลยต้องเอื้อมมือไปสะกิดเตาฟิก แล้วบอกว่า ไม่ต้องกลัว ลุกขึ้นมานั่งข้างบนลูก
พอเตาฟิกเงยหน้าขึ้นมา สิ่งแรกที่พูดออกมาคือ เตาฟิกไม่กลัวราเบิดครับอาบีย์! ฮาฮา อดหัวเราะคนกล้าไม่ได้จริงๆ ครับ (ขี้โม้เหมือนใครหว่า)
สนุกสนานบนรถได้สักครู่ ก็ได้ยินเสียงอีกครั้งครับ แต่คราวนี้ตามด้วยเสียงประกาศจากค่ายทหารว่า นี้เป็นการฝึกซ้อมเตรียมการของทางค่ายครับ จากนั้นการจราจรก็เป็นปกติครับ ฝั่งออกจากยะลารถไม่เยอะครับ แต่อีกด้านหนึ่งคือ ด้านเข้าเมืองยะลา รถต่อแถวยาวเป็น กม.เลยครับ
กลับมาถึงบ้านเตาฟิก ก็ยังไม่หยุดโม้ครับ เตาฟิกไม่กลัวราเบิ้ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนกระทั่งจะเข้านอนครับ ยังมาบอกอีก แต่คราวนี้สงสัยจะลืม เลยเปลี่ยนเป็นมาถามอาบีย์แทนว่า อาบียๆๆ เตาฟิกไม่กลัวอะไรแล้ว? ฮิฮิ เลยต้องบอกครับ ระเบิด เตาฟิกไม่กลัวระเบิด เตาฟิกยิ้มแล้วพูดว่า เตาฟิกไม่กลัวราเบิ้ด แล้วก็ไปนอน
หลับฝันดีครับ
มาฮาเตาฟิกด้วยคน ฮาจริงๆๆด้วย งง งง ว่าทำไมซ้อมแล้วไม่ได้ติดป้ายไว้ว่าเป็นการซ้อมหรือครับ คนคง งง งง
เห็นด้วยครับอาจารย์ ดร.ขจิต ฝอยทอง ถ้าซ้อมก็น่าจะมีอะไรบอกเหตุบ้าง ไม่ใช่ให้นั่งลุ้นเกือบครึ่งชั่วโมง
ขอบคุณครับอาจารย์ Ibm ครูปอเนาะ ڬوروفوندق
ผิดจริงครับ ตอนเขียนไม่ได้คิดอะไร ใส่ ย์ เพราะนึกถึงตัวอีนครับ ฮิฮิ ลืมคิด