ฉบับที่ 21 (28 เมษายน 2552)
“ปฏิบัติการขบวนการแรงงานไทย ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ”
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 ณ พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และเครือข่ายองค์กรพันธมิตร ได้ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง “ปฏิบัติการขบวนการแรงงานไทย ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ” โดยเป็นการนำเสนอถึงทิศทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงาน เพื่อผลักดันต่อภาครัฐ ภายหลังการเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และแก้ไขปัญหา
ผู้ถูกเลิกจ้างและว่างงาน
วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย แถลงว่า จากสถานการณ์การเลิกจ้างที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในรอบปี 2551 พบว่ามีสถานประกอบการปิดกิจการและเลิกจ้างแรงงานไปแล้วอย่างน้อย 597 แห่ง มีแรงงานถูกเลิกจ้างไปแล้วอย่างน้อย 50,000 คน จึงทำให้กระทรวงแรงงานคาดการณ์ว่าจำนวนตัวเลขผู้ว่างงานจากวิกฤติครั้งนี้จะสูงถึง 2 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าจำนวนตัวเลขผู้ว่างงานในปี 2540-43 ที่มีเพียง 1 ล้าน 5 แสนคน ทั้งนี้เนื่องจากภาคชนบทซึ่งเป็นฐานที่รองรับส่วนของภาคแรงงานในอดีตนั้น ไม่สามารถรองรับสถานการณ์นี้ได้แล้วในปัจจุบัน
แม้ว่ากระทรวงแรงงานจะมีมาตรการในการรับมือกับวิกฤติผู้ถูกเลิกจ้างและว่างงานหลายประการ แต่ทางคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและเครือข่ายองค์กรพันธมิตรเห็นร่วมกันว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ใช่มาตรการที่มีประสิทธิภาพยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงานได้จริง ดังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ และถูกรายงานโดยสื่อมวลชนมาอย่างต่อเนื่องถึงสภาพปัญหาดังกล่าว
ฉะนั้นเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและเครือข่ายฯ จึงได้ร่วมกันเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และแก้ไขปัญหาผู้ถูกเลิกจ้างและว่างงาน โดยเปิดเป็นศูนย์ในระดับชาติและในระดับเขตพื้นที่ย่านอุตสาหกรรม รวม 20 ศูนย์ ครอบคลุมทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ และแรงงานหญิง ที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย
จากการดำเนินการของศูนย์ฯ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม –20 เมษายน 2552 พบว่ามีแรงงานจำนวน 13,270 คนมาร้องเรียนที่ศูนย์ฯ แบ่งเป็นแรงงาน 4 กลุ่ม คือ แรงงานในระบบ 12,693 คน แรงงานข้ามชาติ 500 คน แรงงานหญิง 77 คน และแรงงานนอกระบบ ไม่มีตัวเลขยืนยันที่ชัดเจน ประกอบไปด้วยปัญหา 6 เรื่องหลัก คือ
(1) ผู้ใช้แรงงานในระบบ ถูกนายจ้างฉวยโอกาสใช้ข้ออ้างเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจมาเลิกจ้างผู้ใช้แรงงาน
(2) ผู้ใช้แรงงานในระบบ ถูกนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น การถูกลดเวลาทำงาน ลดค่าจ้าง ไม่ได้รับค่าชดเชย
(3) ผู้ใช้แรงงานนอกระบบ ไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ
(4) ผู้ใช้แรงงานข้ามชาติ เข้าไม่ถึงการคุ้มครอง
(5) ผู้ใช้แรงงานหญิง ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของสมาชิกในบ้านที่ยังไม่สามารถทำงานได้เพิ่มขึ้น
(6) ผู้ใช้แรงงานทุกกลุ่ม ขาดการรับรู้ข้อมูลส่วนราชการ และเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือต่างๆจากภาครัฐ
โดยทางคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและองค์กรพันธมิตร ได้วิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของศูนย์ได้ข้อสรุปร่วมกันใน 6 ประการ คือ
(1) นายจ้างจำนวนมากได้ใช้ประโยชน์จากกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 75 ที่เปิดโอกาสให้นายจ้างสามารถหยุดกิจการชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้กับผู้ใช้แรงงานเต็มจำนวน ในทางปฏิบัติ พบว่านายจ้างยังมีการให้ผู้ใช้แรงงานบางคนหรือบางกลุ่มหยุดงานชั่วคราวอย่างสม่ำเสมอ โดยละเลยข้อกำหนดต่างๆ โดยเฉพาะการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หรือในบางกรณีก็ขอร้องให้ผู้ใช้แรงงานตกลงหยุดงานชั่วคราวในลักษณะสมัครใจ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการจ่ายค่าจ้างให้ แต่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด
(2) การสะท้อนถึงพฤติกรรมของนายจ้างที่ไม่เป็นธรรม อาทิเช่น การคัดผู้ใช้แรงงานออกโดยไม่ชี้แจงหลักเกณฑ์ให้ทราบ การเลิกจ้างที่พุ่งเป้าไปที่กรรมการลูกจ้างหรือกรรมการสหภาพ รวมทั้งการพยายามโยกย้ายการผลิตออกไปใช้ระบบการจ้างแบบเหมาช่วงแทน เนื่องจากแรงงานเหมาช่วงเป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจต่อรอง เพราะไม่ถือว่าเป็นพนักงานของบริษัท จึงไม่ได้รับสวัสดิการตามกฎหมาย เหล่านี้เป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้แรงงานสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมากยิ่งขึ้น
(3) บางพื้นที่ เช่น สมุทรสาคร ในกิจการจ้างงานทั่วไป พบว่า ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ที่ไม่มีสหภาพแรงงานหรือที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพ ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิที่ตนควรได้รับจากนายจ้าง เมื่อถูกเลิกจ้าง แรงงานจึงตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง และไร้ความมั่นคงอย่างสูง ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจต่อรองของแรงงานที่มีไม่มากอยู่แล้ว กลับลดลงและแทบสูญเสียความสามารถในต่อสู้เรียกร้องสิทธิไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งเมื่อเกิดข้อพิพาทด้านแรงงานขึ้น กระบวนการทางศาลกลับมีความยืดเยื้อยาวนานหลายปี จนผู้ใช้แรงงานไม่สามารถแบกรับต้นทุนของเวลาและค่าใช้จ่ายได้ ข้อเท็จจริงนี้กลับกลายเป็นผลดีกับฝ่ายนายจ้างและอาจเป็นแรงจูงใจให้นายจ้างเลือกที่จะฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน
(4) ประเด็นสำคัญหนึ่งที่กระทรวงแรงงานหรือผู้เกี่ยวข้องต่อการแก้ไขปัญหามักจะละเลยหรือมองไม่เห็น คือ การลดอำนาจในการต่อรองของสหภาพแรงงานลง โดยอ้างความชอบธรรมจากสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อไม่ต้องปรับเพิ่มสวัสดิการให้กับลูกจ้าง ดังตัวอย่างที่พบในกรณีของแรงงานบริษัทแคนาดอล เอเชีย จำกัด และ บริษัทแคนนาดอล ไพพ์ จำกัด หรือกรณีของบริษัทผลิตยางกู๊ดเยียร์ บริษัทสยามมิชลิน เป็นต้น
(5) กระทรวงแรงงานมักให้ความสนใจ ยึดติดอยู่กับตัวเลขถูกเลิกจ้างงานในลักษณะมหภาค มากกว่าการพิจารณาการเลิกจ้างเป็นรายกรณี ขาดความสนใจในระดับผู้ใช้แรงงานแบบลักษณะคนต่อคน ดังเช่น ภาพสะท้อนของผู้ถูกเลิกจ้างรายบุคคลที่เข้ามาร้องเรียนที่ศูนย์ ฯ
(6) จากการทำงานของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่ได้ดำเนินการช่วยเหลือให้แก่แรงงานโดยมาตรการต่าง ๆ ก็ยังพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายบริษัทยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยังมีการถ่วงปัญหาให้ยืดเยื้ออกไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกระทรวงแรงงานและฝ่ายนายจ้างเอง การแก้ปัญหาเป็นเพียงการเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นครั้ง ๆ ไป แต่ไม่ใช่บทสรุปของการแก้ไขปัญหาที่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงานที่ประสบปัญหาได้จริง จึงเป็นภาพสะท้อนถึงตัวบทกฎหมายที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ว่าเอื้อประโยชน์ต่อนายจ้างมากกว่าผู้ใช้แรงงาน
ทางคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและเครือข่ายองค์กรพันธมิตร จึงได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไปแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2552 เดือนมกราคม โดยมีทั้งข้อเสนอการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และข้อเสนอการแก้ไขปัญหาระยะยาว มีรายละเอียดดังนี้
(1) ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาระยะสั้น
ให้กระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการ ที่มีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ที่ไม่ใช่เพียงองค์กรแรงงานที่ถูกกฎหมายเท่านั้น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบสถานประกอบการที่มีการเลิกจ้างผู้ใช้แรงงานและปิดกิจการ ว่าประสบปัญหาจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่เพียงวิธีการหนึ่งในการเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต และปิดสถานประกอบการเพื่อย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่อื่น
การผลักดันแก้ไขการประกันการว่างงานของประกันสังคม โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานสูงอายุ ที่มีการตัดสิทธิผู้ได้รับประโยชน์เนื่องจากอายุเกิน 55 ปี
การตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ใช้แรงงานที่ไม่ได้รับค่าชดเชย
จัดทำโครงการเงินกู้ยืมแก่ลูกจ้าง เพื่อให้มีการสร้างอาชีพใหม่ โดยการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน
มีมาตรการยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือลดอัตราการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลง
กำหนดให้สถานประกอบการเปิดเผยข้อเท็จจริงในการประกอบการกิจการให้ผู้ใช้แรงงานและสาธารณะได้รับทราบ
(2) ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาระยะยาว
รัฐต้องเร่งการสร้างงานในชนบทที่ยั่งยืน จัดทำนโยบายการกระจายรายได้สู่ชนบท ในรูปแบบการสร้างอาชีพในชนบทที่ยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการกระจายเงินลงไปอัดฉีดเท่านั้น
จัดตั้งสถาบันฝึกคนตกงาน (re-training) เพิ่มศักยภาพให้ผู้ใช้แรงงานพร้อมกลับสู่ตลาดแรงงาน
กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องกำหนดให้นายจ้างปฏิบัติตามกรอบ OECD และจรรยาบรรณการค้าระหว่างประเทศ หรือ Code of Conduct ของแต่ละบริษัท หรือแต่ละสายอุตสาหกรรม