ฉบับที่ 20 (22 เมษายน 2552)
ปัญหา “แรงงานต่างด้าว” ไปให้พ้นคำตอบสำเร็จรูป (เสียที!)
บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
20 เมษายน 52 เสียงโทรศัพท์ดังไม่ขาดระยะ เพราะใครหลายคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหา “แรงงานต่างด้าว” ต่างเฝ้ารอลุ้นและไถ่ถามว่าสำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าว (กบร.) จะมีมติออกมาหรือไม่ว่า จะอนุญาตให้มีการเปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติรอบใหม่ สำหรับแรงงานข้ามชาติไม่ถูกกฎหมายที่ทำงานอยู่แล้วในประเทศไทย แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน กับกลุ่มที่มีใบอนุญาตทำงานเดิมอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ต่ออายุในแต่ละปี ในที่สุดผ่านมาวันนี้ก็ไม่มีมติใดๆ ออกมา
ลาทวย เพื่อนสนิทชาวพม่า พูดกับผู้เขียนด้วยคำพูดบางประโยคที่ทำให้อึ้งไปชั่วขณะว่า “ถ้ารัฐบาลยังรีรออยู่อย่างนี้ เหมือนเข้าใจปัญหา แต่ก็ไม่เข้าใจ รัฐบาลไทยกำลังทำให้พวกผมผิดกฎหมายเสียเองนะครับ” ตอนแรกผู้เขียนไม่ได้คิดมากกับเรื่องดังกล่าว เพราะกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว รัฐบาลไทยไม่ว่ายุคสมัยใดๆ ก็ตามก็ไม่เคยมีนโยบายจัดการแรงงานข้ามชาติระยะยาวเสียที ฉะนั้นการที่ไม่มีมติออกมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใดๆ แค่รอลุ้นอย่างใจจดจ่อ (แบบมีความหวังบ้าง) ต่อไปเท่านั้นเอง[1]
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนอดรำคาญใจแกมเอือมระอาไม่ได้ คือ ได้อ่านข่าวเรื่อง ตามไปดู "แรงงานต่างด้าว" ที่ชายขอบด้าน"แม่สอด" ในหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 22 เมษายน 52 หน้า 21[2] ซึ่งเป็นการรายงานข่าวกรณีที่กองกิจการพลเรือนกองทัพไทย พาสื่อมวลชนเดินทางไปรับรู้ปัญหาแรงงานต่างด้าวด้านชายแดน ไทย-พม่า ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก แล้วอดไม่ได้จริงๆที่จะต้องบอกว่า ปัญหา “แรงงานต่างด้าว” เมื่อไหร่รัฐจะเลิกใช้คำตอบซ้ำซากอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวเสียที มิฉะนั้นรัฐจะไม่สามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้ และป่วยการที่จะไปหารูปแบบที่ดี (good practice) ของการจัดการ เพื่อนำเสนอในเวทีอาเซียนตามข้อปฏิบัติที่กำหนดไว้ในปฏิญญาเซบูทุกปี เพราะแค่ตัวปัญหา เราก็ยังสับสนกับมัน ตีโจทย์ไม่แตก ขบคิดไม่แจ้ง เสียแล้ว
นอกจากนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอีกเช่นกัน ที่เรายังคงมองการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติได้เพียง “สกัดกั้น ผลักดัน ปราบปราม จับกุม ส่งกลับ จดทะเบียนใหม่ พิสูจน์สัญชาติ” อันนี้ไม่นับคำตอบสำเร็จรูปตลอดกาลนานเทอญ ประเภทที่คิดอะไรไม่ออก ขอตอบไว้ก่อนว่า “อ๋อ! ปัญหาแรงงานต่างด้าวหรือครับ อันดับที่หนึ่ง ภัยความมั่นคง ต่อมาก่ออาชญากรรม ขนยาเสพติด สาธารณสุข ตัดไม้ทำลายป่า ปลอมแปลงบัตรประชาชน”
นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเปิดรับแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2535 ผ่านมาจนบัดนี้ 16 ปี เข้าไปแล้ว ถ้าเป็นคน เด็กคนนี้ก็ย่างเข้าสู่วัยรุ่นที่กำลังเลื่อนจากชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นวัยที่รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เริ่มต่อต้านความคิดแบบเดิมๆ ที่พ่อแม่สอนสั่ง มีความคิดเป็นของตนเองอย่างชัดเจน มีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์สูง เมื่อนำการเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กมาเทียบกับการจัดการปัญหาแรงงานข้ามชาติ กลับพบความผกผันอย่างน่าอัศจรรย์ใดว่า ทำไมเราถึงสามารถดูแล “เด็กคนหนึ่ง” ให้มีวุฒิภาวะย่ำอยู่กับที่ได้นานขนาดนี้
ผู้เขียนพบว่ามี 5 เรื่องปัญหา “แรงงานต่างด้าว” ที่ชะงักงันอยู่กับที่ แม้โลกจะมองเรื่องการย้ายถิ่นเป็นภาวะปกติไปแล้วก็ตามที ในครั้งนี้ผู้เขียนจะเลิกถกเถียงแล้วว่า แรงงานข้ามชาติเป็นปัญหาเรื่องแพร่เชื้อโรคร้าย แย่งงานคนไทย ภัยความมั่นคง จริงหรือไม่ เพราะมีบทความ งานวิจัย รายงานจำนวนมากที่อธิบายเรื่องดังกล่าวนี้ไว้แล้ว[3] (แม้ว่ามันจะอยู่บนหิ้ง และเราก็ไม่เคยปัดฝุ่นเกรอะ หยิบมันออกมาดูบ้างสักครั้งก็ตาม และมักทำให้เราอธิบายปัญหานี้แบบเดิม ๆ)
ผู้เขียนขอใช้เนื้อหาจากการรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการมองปัญหาแรงงานข้ามชาติให้ทะลุออกจากฝัก(เน่า)นี้
เรื่องที่ (1): ตัวเลขแรงงานข้ามชาติที่เพิ่มขึ้น มาพร้อมกับปัญหาที่สูงขึ้นติดตามมา
เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ว่าที่ไหนมี “คน” ที่นั่นย่อมจะมีปัญหา และปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำเป็นต้องเกิดมาจากแรงงานข้ามชาติเพียงเท่านั้น รวมทั้งในเมื่อรัฐบาลเข้าใจแล้วว่า เมื่อไม่สามารถสกัดกั้นไม่ให้แรงงานข้ามชาติเข้าประเทศได้ ดังที่พลตำรวจโทชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าวว่า “ถ้าจะแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว คือ ทำให้คนเหล่านี้ไม่เดินทางเข้ามา แต่เป็นเรื่องยาก เพราะชายแดนไทยพม่ายาวกว่า 2,000 กิโลเมตร คงเป็นเรื่องยากที่คนเหล่านี้จะไม่เข้ามา”[4] รัฐบาลควรจะหาทางรับมือกับปัญหามากกว่ามาพร่ำบ่นตามเวทีเสวนาต่าง ๆ และหาแนวทางจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ระดมสรรพกำลังจากฝ่ายต่างๆ ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยเหลือ มากกว่าฝากความหวังไว้กับกระทรวงแรงงาน หรือหน่วยงานความมั่นคง ที่แก้ปัญหาในระดับปลายน้ำแล้ว ตัวอย่างรูปธรรมการรับมือกับปัญหาที่น่าสนใจ คือ วันนี้สังคมไทยมีผู้สูงอายุจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาพักอาศัยอยู่ระยะยาวจำนวนมาก เช่น ในเชียงใหม่ มีถึง 2,000 คน พบว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายที่จะร่วมลงทุนกับภาคธุรกิจของญี่ปุ่นเพื่อสร้างลองสเตย์ ในลักษณะคอมเพล็กขนาดใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น บ้านพักมาตรฐาน โรงพยาบาล ฯลฯ ไว้รองรับปัญหาที่คนกลุ่มนี้จะเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
การแสวงหาหนทางจัดการปัญหาเป็นคนละเรื่องกับการดูแลให้เท่าเทียมพลเมืองไทย รัฐบาลไทยจะต้องไม่ตกหลุมพรางข้ออ้างดังกล่าวนี้และกลับไปใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือ จับกุม ส่งกลับ เพราะตามหลักพรบ.คุ้มครองแรงงานข้ามชาติ พ.ศ. 2541 หรือปฏิญญาเซบู หรือกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ก็ระบุถึงระเบียบปฏิบัติ แนวทางชัดเจนว่ารัฐบาลไทยสามารถทำอะไรได้บ้างต่อปัญหาแรงงานข้ามชาติที่เพิ่มสูงขึ้น และไม่เป็นปัญหาต่อสังคมไทยต่อไปในอนาคต
เรื่องที่ (2): แรงงานข้ามชาติมีความพยายามที่จะหลบหนีเข้าเมืองหลากหลายรูปแบบ ทำให้หน่วยงานความมั่นคงแก้ปัญหาไม่ได้
แม้ว่าวันนี้รัฐบาลไทยจะยอมรับแล้วว่าประชาชนจากพม่าหลบหนีมายังประเทศไทย เป็นผลมาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่างๆ แต่รัฐบาลไทยกลับหยุดการมองไว้ที่ปัญหาดังกล่าวเพียงเท่านั้น และทำเป็นลืมๆ ที่จะอธิบายต่ออีกสักหน่อยว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนในฐานะการเป็นประชาชนชาติพันธุ์ มาพร้อมกับการเป็นศัตรูของรัฐบาลพม่า ส่งผลให้ประชาชนจากพม่า เช่น กะเหรี่ยง มอญ ไทใหญ่ คะเรนนี ไม่สามารถเป็นพลเมือง/เข้าไม่ถึงการเป็นพลเมือง การไม่เป็นพลเมืองทำให้ประชาชนพม่าไม่สามารถเข้าเมืองใด ๆ บนโลกใบนี้ได้อย่างถูกกฎหมายได้ ซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงแค่ประเทศไทยเท่านั้น ความไม่เป็นพลเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่นำมาสู่การหลบหนีเอาตัวรอดมาที่ประเทศไทยในรูปแบบต่างๆ
เรื่องที่ (3): เมื่อรัฐบาลส่งแรงงานหลบหนีเข้าเมืองกลับประเทศของตนเองไปแล้ว เดี๋ยวพวกนี้ก็กลับมาใหม่อีก
ดังที่อธิบายไว้ในตอนต้นแล้ว ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเหตุผลสำคัญของการต้องหลบหนีออกนอกประเทศของประชาชนจากพม่า แต่ปัญหาหนึ่งที่เรามักจะไม่ค่อยพูดถึงกัน เพราะอาจจะละอายใจหรือเป็นประเภทวัวสันหลังหวะก็ตาม คือ ผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ต่างประเทศเข้าไปลงทุนในประเทศพม่า เช่น ไทย สิงค์โปร์ มาเลเซีย ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัด คือ โครงการเกษตรพันธะสัญญาไทย- พม่า ที่ย้ายการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ถั่วเหลือง ละหุ่ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ จากไทยไปปลูกในประเทศพม่าเพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ชาวบ้านต้องถูกยึดที่ดินทำกินหลายหมื่นไร่ รายงานภาคสนามขององค์กรเบอร์มาอิชชูระบุว่า เพียงต้นปีที่แล้วเฉพาะเขตมะริด-ทวาย ที่เดียว โครงการเกษตรเหล่านี้ได้ยึดที่ดินทำกินของชาวบ้าน ป่า และไร่หมุนเวียน ไปปลูกปาล์มน้ำมันให้ไทยไปแล้วกว่า 2 หมื่นไร่ และประชาชนที่ถูกยึดที่ดินเหล่านี้ก็มุ่งหน้ามาหางานทำในประเทศไทยต่อไป
เรื่องที่ (4): เพราะแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในภาคเกษตรแถบภาคเหนือและภาคตะวันตกจำนวนมาก ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า และเกิดภูเขาหัวโล้นไปทุกหย่อมหญ้า
เวลามองปัญหานี้มักทำให้เราเคลิ้มไปกับคำพูดดังกล่าวโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเฉลียวใจและฉุกคิดสักหน่อย จะพบว่ากรณีนี้เป็นปัญหาจับแพะชนแกะหรือผิดรูปผิดรอยอย่างมหันต์ ในพื้นที่ภาคเหนือหรือพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศไทย เป็นพื้นที่เพาะปลูกไร่ส้ม ไร่กุหลาบ ขนาดใหญ่มากจนสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ในไร่เหล่านี้อุดมไปด้วยแรงงานข้ามชาติไม่ถูกกฎหมายที่ใช้หยาดเหงื่อแรงกายเป็นเวลานานทุกวี่วัน สูดดมสารเคมีนับไม่ถ้วน เจ็บป่วยล้มตายจากสารเคมีเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้
ไร่ส้ม ไร่กุหลาบเหล่านี้เจ้าของส่วนใหญ่ คือ นักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศไทยแทบทั้งนั้น ฉะนั้นข้อหาเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า คงมีคำตอบแล้วว่าเป็นผลมาจากเรื่องใดกันแน่
เรื่องที่ (5): ปัญหาแรงงานข้ามชาติก็เหมือนกับเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นในร่างกาย นับวันแต่จะลุกลามกินพื้นที่มากขึ้น กระทั่งท้ายที่สุดเจ้าของร่างกายนั่นเองต้องจบชีวิตลง
ข้อนี้เป็นปัญหาที่สะท้อนวิธีคิดที่สำคัญมาก ผู้เขียนอยากให้เราย้อนนึกไปถึงสมัยหนึ่ง คือเรื่อง โรคเอดส์ ที่ครั้งหนึ่งเรากลัวกันมากขนาดที่ว่า ไม่สามารถกินข้าวร่วมวงกับคนที่เป็นเอดส์ได้ เพราะกลัวติดโรคนี้ หรือกรณีเรื่องการรักษาโรคมะเร็ง ที่ต้องตัดเนื้อร้ายทิ้งเท่านั้น ผู้ป่วยถึงจะมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ แต่มาวันนี้ทั้ง 2 เรื่องที่ยกมากลับมีมุมที่พลิกกลับในการคิด ทั้งการที่เราสามารถอยู่ร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ หรืออยู่ร่วมกับเชื้อมะเร็ง ไม่ต้องตัดอวัยวะที่ติดเชื้อทิ้งไปได้อย่างเป็นสุข เช่นเดียวกับเรื่องแรงงานข้ามชาติ ทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนมุมคิด พลิกปัญหาและเป็นโอกาสดูบ้าง ไหนๆ เราก็ไม่สามารถปฏิเสธลูกจ้าง คนงานข้ามชาติจำนวนมากได้แล้ว แทนที่จะหวาดระแวง ตื่นกลัว ไม่ไว้วางใจ ลองเปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้าเดินเข้าไปหา และใช้สโลแกน “ยิ้มสยาม” ที่เรามักอ้างว่า เมืองไทยเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มต้อนรับแขกผู้มาเยือนเสมอ เป็นเครื่องมือใช้นำทางเพื่อการอยู่ร่วมกัน อาจได้ผลกว่าการตั้งการ์ดป้องกันตัวไว้ก่อนเป็นไหน ๆ
อาจมีบางคนบอกว่าช่วงนี้มีข่าวแรงงานจากพม่าฆ่าปาดคอ ชิงทรัพย์ คนไทยหลายราย ผู้เขียนอยากให้เราลองตั้งสติและพิจารณาข้อความนี้กันอีกสักนิดว่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนมีเหตุปัจจัยทั้งนั้น และเราต่างสามารถเป็น “เหยื่อ” จากภัยรอบตัวได้ตลอดเวลา และจาก “คนจากประเทศไหนๆก็ได้” ฉะนั้นแทนที่เราจะหวาดระแวงต่อกัน สู้หันมาพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนร่วมกัน มีเวทีที่ทำให้คนไทย และคนจากพม่าได้สนทนากัน น่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่าต่างคนต่างอยู่
ผู้เขียนเชื่อว่าปัญหา “แรงงานต่างด้าว” ไม่มีทางหมดไปจากโลกใบนี้ได้ง่าย และอาจไม่มีวันหมดเสียด้วยซ้ำ เมื่อการย้ายถิ่นของคนเร็วขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แทนที่เราจะหมกมุ่นอยู่ในโลกการแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ ที่เราคุ้นชิน ทำไมเราไม่เปิดใจ และสร้างมุมใหม่ๆ ในการมองปัญหาแรงงานข้ามชาติขึ้นมา จากใจที่เต็มไปด้วยปัญหา เป็นใจที่เปิดรับปัญหาและใช้สตินำทางเพื่อแก้ปัญหา สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย วันนี้สังคมไทยมีความรู้ที่อยู่ในคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งภาครัฐ วิชาการ ธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือในตัวแรงงานข้ามชาติเอง ความรู้ที่กระจัดกระจายเหล่านี้เองจะเป็นคำตอบที่สำคัญของการแก้ปัญหา “แรงงานต่างด้าว” ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี แต่เราก็ “หลงลืม” ที่จะนำมาสิ่งเหล่านี้มาเป็น “คำตอบ” ดูสักครั้ง
[1] อ่าน “10 ข้อเสนอ หากประเทศไทย ไม่เปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ” โดย บัณฑิต แป้นวิเศษ
[2] http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra02220452§ionid=0131&day=2009-04-22
[4] เวทีเสวนา 1 ปีโศกนาฏกรรม 54 ศพ แรงงานพม่า วันนี้ยังมีความหวัง เมื่อวันที่ 20 เมษายน 52 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย