เมืองแม่ฮ่องสอน กลางฤดูแล้ง
        ผมขับรถมุ่งหน้าไปอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ด้วยจิตใจที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่ เสียงเครื่องยนต์คราง อือๆ ตามแรงขับ ลดเลี้ยวเลาะตามภูมิประเทศที่สูงชัน ฤดูกาลที่ผันเปลี่ยนทำร้ายใบไม้สีเขียว มันจึงดูแห้งกรอบ บ้างก็เลือกที่จะปลดปล่อยตัวเองปลิดปลิวไปตามกระแสลมแล้ง และร้อน...


          เสียงล้อรถบดกับใบไม้ที่แห้งกรอบ ช่วงนี้ดูไปทางไหนก็ไม่สบายตาเอาเสียเลย ไม่ต่างกับสภาพจิตใจที่กำลังบอบช้ำจาก “ใครบางคน” ในตอนนี้
          ขับรถถึงเมืองแม่ฮ่องสอน ตรงไปที่พักที่มีคนจัดไว้ให้ พรุ่งนี้มีการประชุมเพื่อพิจารณาโครงร่างวิจัยร่วมกับ สกว.แม่ฮ่องสอน บรรยากาศรอบข้างตอนนี้ดูเงียบงันเหลือเกิน ผมเลือกที่จะเก็บตัวเองไว้ในห้องพักแคบๆของรีสอร์ท นอนพักฟังเสียงแอร์เก่าๆพอให้ทราบว่ามันยังทำงานตามหน้าที่ได้อยู่
          ออกเดินจากห้องพักเทียวถามบริกรว่า น้องสาวอีกคนมาถึงหรือยัง ทราบมาว่าจะมีน้องสาวคนหนึ่งในทีมงานจะมาร่วมประชุมด้วยและพักที่เดียวกัน ทำให้พอใจชื้นว่า ยามนี้หากมีใครสักคนที่พอจะพูดคุยบ้างก็คงดี
          เริ่มมืดแล้ว...เดินออกจากห้องพักไปหน้ารีสอร์ทอีกครั้ง  เสียงรถรับจ้างจอดอยู่ข้างหน้า น่าจะใช่ “น้องสาว” น่าจะมาถึงแล้ว เธอเดินลงรถอย่างทุกลักทุเลพร้อมเป้และสัมภาระที่นำติดตัวมาส่วนหนึ่ง
          “สวัสดีค่ะ...พี่” เสียงน้องสาวทักทาย “พี่มาถึงนานหรือยัง” เธอยังถามคำถามอย่างไม่ลดละ โดยที่ผมไม่ได้ตอบคำถามเธอเลย ผมถามกลับ ทำไมถึงมาค่ำมืดขนาดนี้ เครื่องมีปัญหาเหรอ? เธอยิ้มน้อยๆที่มุมปาก  “ไม่ได้มาเครื่องหรอกมารถยนต์พอดีรถยนต์มันเสียกลางทาง เลยมาช้าหน่อย”  เสียงพึมพัมของเธอฟังดูเหมือนอ่อนแรง และเหน็ดเหนื่อย...
         น้องสาวและผม ชวนกันมานั่งที่โต๊ะหน้ารีสอร์ท แสงไฟข้างสนาม ไล้ใบหน้าของเธอ ทำให้พอสังเกตได้ว่า น้องตาคล้ำแดง ดูน่าตาไม่ค่อยร่าเริงเหมือนที่เคยเจอ
         เธอและผมนั่งโต๊ะตัวยาวคนละฟาก ต่างคนต่างเงียบงัน ในบรรยากาศค่ำคืนฟ้าหม่น ผมพอรู้ก่อนหน้านั้นแล้วว่า น้องสาวอกหักจาก “ใครบางคน” ของเธอเหมือนกัน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมและน้องสาว แทบไม่ต่างกัน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
          อกหักใช่มั้ย?  ผมเลือกจะถามตรงๆ เธอยิ้มดูเศร้าๆพร้อมพยักหน้าช้าๆ จริงๆแล้วผมรู้มาก่อนหน้าจากเพื่อนอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของเธอที่ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสพอสมควร มาถึงวันนี้เธอยังดูอาการหนักในสายตาของผม
          ในยามนี้...ไม่รู้ว่าใครจะปลอบใคร ในเมื่อผมเองก็มีสภาพไม่ต่างจากน้องสาวเลย มันดูแย่มากๆ นึกถึงงานประชุมวันพรุ่งนี้ ผมกับน้องสาว จะต้องเป็นผู้จัดการประชุม ผมนึกไม่ออกว่า บรรยากาศการประชุมจะเป็นอย่างไร...?
            หลังจากน้องสาวขอตัวไปพักผ่อนแล้ว ผมยังนั่งคิด ทบทวนตัวเองเงียบๆ เรื่องของ “ปัญหา” ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็น “ทุกข์” และจะทุกข์มากขึ้น หากผมไม่รู้จักปล่อยวาง เพื่อนคนหนึ่งบอกกับผมว่า “เวลา” จะช่วยเยียวยาทุกอย่างเอง ผมก็เชื่ออย่างนั้น แต่เวลาที่มันเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆนี่สิ มันทรมานมากในความรู้สึก ขณะนี้ดูเหมือนความทุกข์ของผมจะใหญ่โตจนเหมือนกับว่า มันปิดกั้นความสุขในชีวิตผมทุกไปหมด ผมขอไม่เลือกเอา “เวลา” มาช่วยทำให้ทุกข์คลาย แต่ขอเลือกเอา “การปล่อยวาง” ไม่ยึดติด และทำใจให้ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น  เอาประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะกับตัวเอง กับน้องสาว หรือคนอื่น มาเรียนรู้และทบทวนตัวเอง “หากมองในแง่ดี นี่ก็เป็นโอกาสที่ให้เราได้ทดสอบตัวเอง เป็นบทเรียนเพื่อให้เรียนรู้ เพื่อให้สอบเลื่อนชั้นได้”
          วันนี้ผมเลือกจะเอาเรื่องส่วนตัว มาคุยสาธารณะ ซึ่งผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ทุกคนมีพัฒนาการการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดๆ และเคยหลงทาง หาทางออกแทบไม่เจอ หรืเจอก็เวลาล่วงเลยมากแล้ว แน่นอนว่ามีวิธีการแก้ไขปัญหามากมาย แล้วแต่ใครจะเลือกใช้  “จุดสะดุด” ในชีวิตของผมและน้องสาวในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องราวของคนธรรมดาที่พยายามแก้ไขปัญหา เพียงแต่ว่า “ต้องมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง” ก่อนครับ
ปล. เรื่องราวนี้เกิดขึ้นมานานแล้วครับ วันนี้พอนึกวันเก่าๆก็อดจะยิ้มๆไม่ได้