การครอบงำของบริษัทข้ามโลก
หากเราสังเกตดูในชีวิตของเราตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงหลับตาเข้านอน เราจะถูกการโฆษณาต่างๆคอยบอกเราตลอดเวลาว่า เราต้องใช้สิ่งนั้น กินสิ่งนี้ ใส่สิ่งนู้น ถึงจะดี ถึงจะบ่งบอกความเป็นตัวของตัวเราเองมากที่สุด บางครั้งเราก็บริโภคสินค้าทุนนิยมเหล่านั้น โดยที่ตัวเราเองอาจจะไม่ต้องการมันเลยก็ได้ จั๊กแร้ขาว ฝ่าเท้าเรียบ ผมตรง หน้าไม่มัน ปากหอม คือตัวอย่างของการถูกครอบงำโดยโฆษณา กล่าวได้อีกอย่างว่า เราถูกครอบงำโดยสินค้าทุนนิยมจากบริษัทต่างๆโดยไม่รู้ตัว การรู้จักตัวเอง รู้ความพอดี ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง จะช่วยให้เราพ้นจากการครอบงำเหล่านี้ได้
 
แต่เชื่อไหมครับ มีการครอบงำอีกอย่างที่แนบเนียนจนเราแทบไม่รู้สึกตัวว่าถูกครอบงำ เป็นการครอบงำจากบริษัทใหญ่ที่ครอบงำได้ทุกคน ผมก็ไม่แน่ใจว่าชื่อบริษัทอะไร แต่ผมสมมติว่าชื่อ บริษัทกิเลส จำกัด ก็แล้วกัน บริษัทนี้มีหัวหน้าใหญ่หรือ CEO ชื่อว่ากิเลส แบ่งเป็นสามแผนกย่อยคือ แผนกโลภะ แผนกโทสะ และแผนกโมหะ แต่ละแผนกก็จะมีลูกน้องคอยแวะเวียนมาหาเราเป็นต้นว่า นายอิจฉา นางราคะ เด็กชายขี้ใจน้อย นายขี้โกรธ นางสาวขี้หงุดหงิด คุณลุงจอมเบื่อ คุณป้าผู้ง่วงซึม น้าสาวตื่นเต้น น้าชายขี้ระแวง คุณอาขี้กลัว คุณพี่พยาบาท คุณน้องหิวข้าว คุณน้าชอบสงสัย คุณหนูรักสบาย คุณชายขี้เกียจ เจ๊อยากได้ เฮียอยากมี เสี่ยอยากเป็น ซ้ออารมณ์ขัน ฯลฯ มีมากมายนับไม่ถ้วนเลยครับพนักงานของบริษัทนี้ ที่ผมไล่มานี่บางทีผมก็เจอมาเองบ้างบางคนผมก็ยังไม่เจอนะครับ ที่เจอแล้วผมก็ยังโดนเขาหลอกขายของอยู่ร่ำไปครับ
 
ของที่เขาเอามาขายผมก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน เป็นสิ่งที่เรียกว่า "ความสุข" นั้นเองครับ เขาจะคอยบอกผมว่า ต้องทำแบบนั้นสิ ต้องทำแบบนี้สิถึงจะมีความสุข บางทีเขาก็บอกว่าต้องตั้งใจเรียนจะได้งานดีแล้วจะมีความสุข ผมก็เรียนมาเหนื่อย หางานเหนื่อย ทำงานจนเหนื่อยได้เงินมา เอ้อ มีความสุข มีอยู่พักเดียวแหละครับ เขาก็จะมาบอกผมอีกแล้วว่า ต้องไปเที่ยวนะแล้วจะสุข ผมก็ต้องขวนขวายไปเที่ยว นั่งรถหลังขดหลังแข็งไป ถึงที่เที่ยวก็สุข กลับมาเหนื่อยสักพักก็บอกอีกว่า ไปกินนั่นสิสุข เราก็ชอบกินเลยไป ไกลแค่ไหนก็ไป กินเสร็จก็สุข ขับรถกลับบ้าน เจอปาดหน้า เค้าก็บอกว่าต้องปาดกลับแล้วจะสุขใจสบายใจ เราก็เสี่ยงขับรถอันตรายแทบตาย ปาดเขาได้ก็สบายใจ โดนเค้าปาดคืน ก็มันอยากจะสบายใจอีกเลยต้องปาดกลับ ปาดไปปาดมา รถโดนชนหมดสุข เค้าก็ช่วยปลอบผมว่าเอารถไปซ่อมเดี๋ยวก็เสร็จ ไปดูหนังแก้เครียดแล้วจะสุข เออไปดูก็สนุกก็สุข ดูเสร็จสักพัก เอ้า ปวดท้อง เค้าก็มาบอกว่าไปห้องน้ำแล้วสุข เออ สุขจริงนะครับ สักพักเอาอีกแล้ว ... ทำนั่นสิแล้วจะสุข... ทำนี่สิสุขแน่นอน... ... ...
 
เวลาวิ่งตามความสุขมากๆนี่ก็เหนื่อยนะครับ มีคนชวนไปนั่งสมาธิข่มจิตข่มใจ เออ ดีนะสุขแบบนี้ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน นั่งให้ใจมันนิ่งๆ ความสุขสงบที่แท้อยู่นี่นี่เอง เราก็นั่งมันเข้าไปจนใจสงบ รู้สึกดีเลยแหละครับ ท่านCEO กิเลส ไม่สามารถมาทำอะไรผมได้แล้ว ดีใจเป็นที่สุด เรานี่มีบุญจริงๆได้มาทำแบบนี้ ขับรถกลับบ้านใจก็ยังเป็นสุข มันสบายแบบบอกไม่ถูกเชียว อ้าว มีรถมาปาดหน้า หนอยบังอาจมาปาดหน้าคนมีบุญ ยอมไม่ได้ ต้องเอาคืนให้สะใจ ปาดคืนได้เริ่มหิว ไปหาอะไรอร่อยๆกินดีกว่า เขาว่าแถวบางแสนปลาสด ไปกินสักหน่อย ไกลไม่เป็นไร เราพบวิธีมีความสุขแล้ว ต้องให้รางวัลกับตัวเองบ้าง กินเสร็จก็ปวดท้องเข้าห้องน้ำถึงจะสุข เอ๊ะ การทำสมาธิข่มใจให้นิ่งนี่มันเป็นการตัดตัวเองออกจากบริษัทกิเลสชั่วคราวนี่นา พอเผลอเขาก็เอาความสุขมาขายให้เราลืมทุกข์อีกแล้ว ยิ่งเขาไม่ได้ขายเรานานๆ พอกลับมาทีนี่เร่ขายความสุขกันแบบรุนแรงมากเลยนะครับ ทำอย่างไรดีครับทีนี้
 
โชคดีที่มีมหาบุรุษท่านหนึ่งค้นพบบริษัทกิเลสที่ว่านี้ ท่านรู้จักทุกคนในบริษัทนี้ รวมไปถึงผู้ถือหุ้นใหญ่ห้ารายที่พวกเราไม่รู้จักอีกก็คือ คุณมัจจุมาร คุณเทวปุตมาร คุณอภิสังขารมาร คุณกิเลสมาร และคุณขันธมาร ตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า มารทั้งหลายเรารู้จักเจ้าหมดแล้ว พญามารถึงกับนั่งถอดใจ พร่ำบ่นว่า พระพุทธองค์รู้จักเราแล้ว ๆ และเป็นที่โชคดีอีกครั้งที่คำสอนของพระพุทธองค์ได้ทิ้งร่องรอยให้เราได้ทำความรู้จักกับกิเลสและพวกพ้องของเขา วิธีนี้เริ่มง่ายๆก็คือ การมีสติรู้สึกตัว รู้ว่ามีอารมณ์ใดเข้ามากระทบ แค่รู้นะครับ ไม่ต้องไปชอบหรือไปเกลียด รู้อย่างเดียว เหมือนเรานั่งอยู่หน้าบ้าน เวลาคุณกิเลสและลูกน้องมาขายความสุขเราก็นั่งดูไป ถ้าเราเผลอหรือไม่มีสติ เราก็จะหลงซื้อความสุขจากคุณกิเลส ซึ่งยิ่งซื้อยิ่งใช้ มันจะยิ่งติด ทีหลังๆเราจะกลายเป็นสมาชิกผู้จงรักภักดีของบริษัทนี้ไป แต่ถ้าเราไปปฏิเสธ ไม่เอา ไป ชั้นไม่ใช้ เขาก็จะยิ่งหากลวิธีใหม่ๆมาขายความสุขแก่เราให้ประณีตไปอีก เปรียบไปก็เหมือนกับพวกเรา ถ้าหากไม่หลงไม่เผลอ ก็จะไปข่มกดทับกิเลสไว้นั้นเอง
 
การปฏิบัติที่ถูกก็คือ รู้มันอย่างเดียว รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่หลงไม่เผลอ และ ไม่เพ่ง ไม่กำหนด รู้แบบสบายๆไปเรื่อย หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไปเพื่ออะไรเพราะปกติเราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรที่บริษัทกิเลสเขาครอบงำเรา ก็จริงอยู่ถ้าหากเรามีชีวิตที่สุขสบายอยู่แล้วตอนนี้ เราก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปไม่ต้องสนใจการครอบงำ แต่ต้องไม่ลืมว่าบริษัทกิเลสนี้เป็นใหญ่ครอบงำได้ข้ามโลก ข้ามภพ ข้ามชาติ ครอบงำเราได้ตลอดทั้งสังสารวัฏ ความหน้ากลัวของสังสารวัฏอยู่ที่มันปิดบังตนเองได้ จนเราไม่อาจจะรู้ถึงการมีอยู่ของมันได้ หากเรายังถูกครอบงำ เราก็ต้องวิ่งไขว่คว้าความสุขจนเหนื่อยไปตลอดกาล แต่แค่เรามีสติรู้ตามจริง เราก็จะเห็นทางออกแห่งสังสารวัฎอยู่ไม่ไกล ความสุขที่แท้มันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละครับ 
 
หมายเหตุ ข้อเขียนวันนี้อาจจะเพ้อเจ้อไปหน่อยนะครับ แต่เห็นว่าเราอยู่ในสังคมที่มีการครอบงำและการซื้อขายอยู่แล้ว เลยอยากเปรียบเทียบเรื่องกิเลสให้เห็นง่ายๆน่ะครับ