ต่างคนต่างใจ

เคยสังเกตไหมครับว่า ทำไมมันฝรั่งทอด เขาถึงทำออกมาขายเราหลายรสนัก ทั้งรสธรรมดา รสบาร์บีคิว รสสาหร่าย เดี๋ยวนี้มีรสพริกเผา รสกุ้ง รสพริกไทย ฯลฯ มากมายจนนับไม่ถ้วน แล้วคุณชอบรสอะไรกันบ้างครับ ลองนึกเล่นๆดูสักสองหรือสามรสที่ชอบเป็นพิเศษ แล้วถามเพื่อนๆสิครับ ว่าเขาชอบรสไหน เหมือนกับเราไหม หรือเราลองไปดูเรื่องนมกันบ้าง ปัจจุบันนี้มีนมรสต่างๆให้เลือกมากมาย แค่นมวัวก็มีรส จืด รสหวาน รสช็อกโกแลต รสสตอเบอรี่ แล้วนะครับ แล้วยังมีนมเปรี้ยวรสผลไม้ต่างๆ นมถั่วเหลืองทั้งแบบธรรมดาและแบบผสมธัญญาพืช หรือแม้แต่น้ำนมข้าวโพด หรือนมแพะก็ยังมีให้เราเลือกทานเลือกดื่ม แล้วคุณล่ะครับ ชอบดื่มนมแบบไหน ลองนึกๆและถามเพื่อนๆดูสิครับ ต่อให้เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด ที่นิสัยคล้ายเราที่สุดแล้ว หรือเป็นพี่น้องกันก็ตาม เค้าก็อาจจะชอบมันผรั่งคนละรสกับเรา เค้าก็อาจจะชอบทานนมคนละประเภทกับเรา

ที่เกริ่นมายืดยาว ผมต้องการจะบอกเพียงแค่ว่า เราทุกคนมีรสนิยมต่างกัน ชอบอะไรที่แตกต่างกัน ไม่มีใครมาทำอะไรเหมือนกันหมดได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันออกรู้ดี จนพัฒนารูปแบบสังคมให้สามารถยอมรับตวามแตกต่างระหว่างบุคคลและอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข แต่โชคไม่ดีที่ทางตะวันตกเค้าคิดว่า คนเราควรจะชอบอะไร ทำอะไรเหมือนๆกัน วัยรุ่นควรจะใส่ยีนส์ กินแมคและดื่มโค้ก จึงพยายามเผยแพร่วัฒนธรรมที่เป็นหนึ่งเดียวให้ทุกคนเห็นดีเห็นงาม โดยผ่านการโฆษณา ผ่านดารานักร้องชื่อดัง เมืองไทยเรารับวัฒนธรรมนี้มานานแล้ว เราเลยมีพื้นฐานความคิดที่ว่า หากอยากเป็นคนที่เท่ เก่ง ประสบความสำเร็จ ก็ต้องทำอะไรคล้ายๆหรือพูดง่ายๆ คือเลียนแบบวิธีการเค้านั่นแหละ จนเกิดแนวคิดที่ว่า ถ้าจะประสบความสำเร็จ ก็ต้องทำตามแนวทางนี้ เราถึงได้มีชีวิตที่แทบจะเหมือนกันหมด ต่างกันแค่เวลาเลือกมันฝรั่งทอด นม อาหารการกิน หรือของใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น

เชื่อไหมครับว่า การพยายามทำให้ทุกๆคนเหมือนกันหมดนี่ลามเข้ามาสู่การปฏิบัติธรรมด้วย ผมเคยเห็นคอร์สฝึกอบรมธรรมะที่เอาคนนับร้อยนับพันไปปฏิบัติธรรมด้วยแนวทางเดียวกันหมด ถ้าคุณเคยลองไปปฏิบัติธรรมหมู่แบบนี้แล้วไม่ประสบความสำเร็จก็อย่าท้อใจนะครับ คุณอาจเห็นคนที่เค้าก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว โดยที่คุณไม่ไปถึงไหนเลยก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพายว่าชั้นบาปหนา ทำบุญมาไม่ดี ชาตินี้คงเอาดีทางนี้ไม่ได้แล้ว และหันหลังให้กับธรรมะไปตลอดเลยนะครับ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ คนแต่ละคนมีรสนิยมต่างกัน ชอบอะไรไม่เหมือนกัน หรือเรียกง่ายๆว่ามีจริตนิสัยที่แตกต่างกันนั่นเอง คนที่มีนิสัยง่วงหงาวหาวนอน ถ้าจะให้ไปนั่งนิ่งๆ รับรองว่านั่งไม่นานก็บรรลุถึงนิทราแน่นอนครับ คนที่ชอบคิดชอบพิจารณา หากจะให้คอยดูกายเคลือนไหวก็คงหลงไปคิดตลอด แถมยังลืมกายลืมใจไปทั้งวันแน่ๆครับ แล้วจะทำอย่างไรดีครับ

พระพุทธองค์ท่านบอกไว้ว่า สติปัฎฐานนี่แหละเป็นทางสายเอกทางสายเดียวที่จะทำให้พวกเราพ้นทุกข์ แต่ในสติปัฎฐานก็ยังแยกออกมาเป็น 4 หมวด คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งใครถนัดดูด้านไหน ก็ตามรู้ตามดูสิ่งนั้นไป ซึ่งในสติปัฏฐาน 4 ยังแยกย่อยออกมาได้อีกหลายวิธี แล้วแต่ความชอบ หรือจริตของแต่ละคน เปรียบไปเหมือนกับยอดเขา ที่น่อมต้องมีทางขึ้นหลายทาง บางคนก็ถนัดทางโล่งๆ บางคนถนัดทางที่มีต้นไม้เยอะๆ บางคนถนัดทางชัน ถ้าให้คนชอบทางโล่งไปขึ้นทางที่มีต้นไม้รก ก็คงขึ้นไม่ถึงเป็นแน่ เลยต้องแยกกันขึ้นนะครับ ใครชอบทางไหนก็ไปทางนั้น การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน กุญแจสำคัญของการปฏิบัติ คือการมีสติ ใครทำอะไรแล้วสติเกิดบ่อยก็ทำแบบนั้นไป ไม่จำเป็นต้องยึดรูปแบบว่า ต้องดูลมหายใจนะ ต้องพุทโนะ ต้องดูท้องพองยุบนะ ต้องเดินจงกรมนะ ถ้าทำแล้วสติไม่เกิด ก็ลองหากิจกรรมอย่างอื่นทำดีกว่าครับ

ผมเคยอ่านประวัติของ อ.กำพล ทองบุญนุ่ม ท่านพบว่าท่านพับผ้าแล้วสติเกิดบ่อย ท่านก็พับผ้าตลอดเลยครับ หรือที่พระอาจารย์ปราโมทย์เล่าถึงหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อเทียนท่านขยับมือแล้วจิตตื่นมีสติตลอด แต่บางคนอาจจะเข้าใจผิด ไปขยับมือตามท่านแต่ไม่มีสติเหมือนท่านแม้แต่น้อย อย่าลืมครับว่ากุญแจสำคัญคือการมีสติ ทำอะไรแล้วมีสติ เกิดสติบ่อยก็ทำเลยครับ อ้อ แต่ต้องเลือกหน่อยนะครับ ว่ากิจกรรมนั้นๆ ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ใช่เวลาตบยุงแล้วมีสติ ก็ตั้งหน้าตั้งตาตบยุงลูกเดียว อันนี้ก็เกินไปหน่อย จะทำอะไรต้องมีศีลนะครับ ศีลจะเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ช่วยปกป้องเราจากอกุศลกรรม ปกป้องเราจากอกุศลกรรมของเราเองนะครับ ต้องบอกไว้ก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวคนมีศีลไปเจอนักเลงถือปืนแล้วทรนงว่าตัวเองมีศีล แอ่นอกรับลูกปืนอย่างผึ่งผาย เราอาจจะต้องไปเยี่ยมคนมีศีลที่โรงพยาบาลหรือไม่ก็วัดนะครับ

นอกจากมีสติ มีศีลแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมีก็คือ ปัญญา แม้ตอนนี้เราอาจจะไม่มีปัญญาทางธรรม แต่ก็ควรมีโยนิโสมนัสิการ หรือการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย ว่าอะไรควรไม่ควรด้วยนะครับ พระอาจารย์ปราโมทย์ท่านเคยเล่าให้ฟังสนุกๆว่า คนภาวนาแล้วไม่มีปัญญาเวลาเจอหมาบ้า ก็จะไปคิดว่าถ้าโดนกัดก็คงเป็นกรรมของเราเอง เลยยืนนิ่งๆแผ่เมตตาให้หมาบ้า ผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงไม่สนุกแน่ๆ ถ้าต้องไปถูกหมาบ้ากัดเล่นแบบนั้น ถ้าเรามีทางหนีก็หนีนะครับ ไม่ใช่ไปยืนเฉยๆ ต้องมีให้ครบทั้งสติ ทั้งศีล และปัญญา

 ลองดูนะครับใครปฏิบัติอะไรแล้วสติเกิดบ่อย ทำแล้วรู้จัวบ่อยก็ทำเลยนะครับ บางคนนั่งในที่เงียบๆแล้วสติเกิด บางคนต้องที่ครึกครื้นสติจึงเกิด บางคนเดินแล้วสติเกิด บางคนสวดมนต์แล้วสติเกิด ทำอะรก็ได้ที่อยู่ในขอบเขตของศีลและปัญญา ทำแล้วสติเกิดก็ทำมันบ่อยๆ จะแปรงฟัน อาบน้ำ ใส่เสื้อ ใส่รองเท้า รอรถ ขับรถ ขึ้นลงบันได กินข้าง กินน้ำ ดูลมหายใจ ดูท้องพองยุบ ดูกายเคลื่อนไหว ทำเลยครับ ลองหัดสังเกตตัวเองดู สติเกิดบ่อยจากการทำอะไร ก็ตามรู้มันเลยครับ

 หมายเหตุ สติมีเกิดขึ้นแล้วก็หายไปเป็นของธรรมดา พอเกิดขึ้นอย่าไปประคองนะครับ รู้มันไปเฉยๆ มันหายไปแล้วเสียดาย ก็รู้ไปว่าเสียดายครับ อยากให้เกิด ก็รู้ว่าอยากครับ รู้เข้าไป