บำบัดทุกข์ บำรุงสุข
หลังจากที่ผมใช้เวลาไม่กี่เดือนสังเกตดูจดหมายอิเล็กโทรนิค หรือ email ที่ผ่านเข้ามา ผมพบว่าจดหมายบางฉบับที่เพื่อนผู้ปรารถนาดีได้ส่งถึงเพื่อนนั้น มักจะเป็นเรื่องของวิธีการมีความสุข ไม่ว่าจะเป็น วิธีการมีความสุขอย่างง่ายๆ ความสุขในชีวิตประจำวัน เคล็ดวิธีสร้างสุข การมีความสุขกับสิ่งรอบตัว ฯลฯ มีมากมายหลายเรื่องเชียวครับ แต่ละอันก็น่าอ่านทั้งนั้น อ่านแล้วก็เหมือนจะเป็นวิธีที่จะทำให้สุขจริงๆ ผมยกตัวอย่าง เช่น
1. จดบันทึกเขียนเล่าเรื่องถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน
2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจกรับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่
3. ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือย เปล่าย่ำบนผืนทราย
2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจกรับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่
3. ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือย เปล่าย่ำบนผืนทราย
4. ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้ว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
5. เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงน่าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวัน
...
เป็นต้นครับ เห็นไหมครับ นี่ผมยกมาไม่กี่ข้อถ้าลองทำตามหรือแค่คิดตาม เราก็จะมีความสุขขึ้นมาได้ ผมไม่บอกหรอกครับว่าวิธีเหล่านั้นดีหรือไม่ดี เพราะมันขึ้นกับแต่ละบุคคล คนแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน ลองไปหาอ่านวิธีสร้างความสุขนะครับ แล้วจะพบว่าไอ้ที่เขามีหลายๆข้อนั้น อาจจะเหมาะกับเราข้อใดข้อหนึ่งก็เป็นได้
แต่ถ้าได้อ่านไปเยอะๆ แล้วลองสังเกตดีๆนะครับ ส่วนใหญ่ ความสุขแบบ How to นี้มักจะเป็นวิธีการหลีกหนีความทุกข์ทั้งสิ้น หลักการง่ายๆครับ สุขมากทุกข์น้อย ถ้าทุกข์มากก็สุขน้อย หรือเขียนเป็นสมการเล่นๆก็จะได้ว่า "ความสุข = 1/ความทุกข์" ถ้าเราอยากสุขมากๆ เราก็ต้องขจัดทุกข์ ทุกข์ยิ่งน้อยสุขยิ่งเยอะ ดังนั้นคนทั่วไปที่อยากมีความสุข จึงต้องมุ่งกำจัดทุกข์ ต้องหนีทุกข์ เมื่อไม่ทุกข์ก็สุขเอง เราจึงมุ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุขกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยิ่งเรารู้สึกว่าเป็นทุกข์มาก เราก็ต้องยิ่งหาสิ่งเป็นสุขเข้ามามาก จนพวกเราเริ่มชินกับการใช้สุขบำบัดทุกข์กันไปแล้ว เราเอาสุขมาทำให้เราลืมทุกข์ไปชั่วขณะเท่านั้น พอสุขหมดความทุกข์ก็ปรากฏออกมาอยู่ดี
เรื่องนี้เปรียบเทียบง่ายๆครับ เหมือนคนที่มีปัญหามากๆ เขาก็ไปดื่มสุรา เวลาดื่มเขาลืมปัญหาเขาก็คิดว่าเขานั้นสุขแล้ว อันนี้แหละเป็นวิธีทำให้สุข แต่ทุกครั้งที่ตื่นหรือหายจากอาการเมา ปัญหามันก็จะปรากฏออกมา คนที่เฉลียวฉลาดหลายๆคนจึงคิดว่าสุรานั้นไม่ใช่ทางออก เวลาเขามีปัญหา ก็จะไปแก้ที่ปัญหานั้น ไม่มามัวแต่หนีปัญหาชั่วครั้งชั่วคราวด้วยการดื่มสุรา หรืออกไปเที่ยว เช่นกันกับคนที่มองชีวิตเป็นทุกข์ว่ามีเกิด มีแก่ เจ็บและตาย ก็จะกลัวว่าร่างกายจะไม่สุข ก็พยายามปรนเปรอร่างกายให้สุข ให้ลืมทุกข์ และพยายามหาทางให้ความสุขนั้นมันคงที่แบบนั้นตลอดไป แต่ก็ไม่มีใครหนีกฏแห่งธรรมชาติพ้น เกิดแก่เจ็บตายล้วนมีแก่ทุกสิ่ง
เมื่อเห็นดังนี้แล้ว จะพบว่า เราไม่มีทางหนีทุกข์ได้ตลอด คนที่พยายามหนี ก็ล้วนแต่ต้องเจอในวันใดก็วันหนึ่ง แต่มหาบุรุษท่านหนึ่งได้ทรงค้นพบวิธีการพ้นทุกข์ที่แตกต่างจากคนทั่วๆไป คนอื่นอาจจะอยากพ้นทุกข์ด้วยการหนีทุกข์ แต่พระองค์ทรงค้นพบทางพ้นทุกข์ด้วยการรู้ทุกข์ ท่านผู้นั้นคือ พระพุทธเจ้านั่นเอง พระองค์ทรงสอนไว้ว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรรู้รอบ หรือทุกข์มีไว้ให้รู้ ไม่ใช่ให้ละ นั่นเอง แล้วการรู้ทุกข์จะได้อะไร ต้องบอกก่อนนะครับว่าการรู้นี่คือรู้ด้วยใจที่เป็นกลางนะครับ ไม่ใช่พอเห็นว่าเป็นทุกข์ เป็นอกุศล ก็รังเกียจ พออันไหนเป็นสุขเป็นกุศลก็น้อมรับเข้ามาใส่ตัว ต้องรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย ไม่ให้ค่ากับทั้งสองสิ่งไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ เป็นกุศลหรืออกุศล มีสติรู้ตามจริงไป
เมื่อเรามีสติรู้ตามจริงแล้ว ก็จะพบว่าจิตเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราบังคับจิตไม่ได้ ตัวจิตนี่แหละเป็นทุกข์ พอเห็นดังนั้นเราก็จะปล่อยวางจิต พอเราวางตัวที่เป็นทุกข์ ก็ไม่มีอะไรต้องทุกข์อีกต่อไป เมื่อถึงตอนนั้น ก็จะพบกับความสุขที่อยู่เหนือความสุขใดๆ เป็นสุขที่ปราศจากทุกข์โดยสิ้นเชิงนั่นเอง การรู้ทุกข์ก็คือมีสติรู้ตามจริง ให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ไม่น่ายึดมั่น เราจะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องด้วยการรู้ทุกข์นี่แหละครับ ไปวิ่งหนีก็ไม่มีทางได้รู้จักกับตัวทุกข์
ถ้าสังเกตสมการความสุขเล่นๆนะครับ ที่ว่าไว้ว่า "ความสุข = 1/ความทุกข์" นั้น ถ้าเราลองย้ายสมการเล่นๆก็จะเป็น "ความสุข x ความทุกข์ = 1" เห็นไหมครับ สุดท้ายแล้ว สุขหรือทุกข์ มันก็เหลือแค่ 1 เท่านั้น แต่คุณจะหาความหมายของ 1 เจอหรือเปล่าเท่านั้น
หมายเหตุ การจะรู้ด้วยใจที่เป็นกลางนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ ศีล นะครับ เพมาะเวลาที่จิตใจคิดอะไรไม่ดีออกมาเนี่ย ศีลจะเป็นปราการด่านสุดท้ายที่จะเตือนให้เราไม่ทำไม่ดีกับคนอื่น