ทิ้งทำได้ธรรม
ในสมัยเมื่อตอนเป็นเด็ก มีโฆษณารถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง เขาบอกว่าคุณจะสามารถควบคุมได้ทุกๆสิ่งในการขับขี่เมื่อใช้รถคันนั้น ตอนนั้นก็ยังขำที่เค้าช่างหาคำพูดมาหลอกลวงเรา เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเวลาที่เราขับรถออกไปบนท้องถนน เราสามารถควบคุมได้แค่ 20-30 % จากการขับขี่ของเรา ส่วนอีก 60- 70% นั้น เราไม่สามารถควบคุมได้เลย เช่น รถคันข้างหน้า รถคันข้างหลัง คันข้างๆ หรือคนเดินถนน ฟ้าฝน รวมไปถึงหมาแมวที่อาจจะวิ่งตัดหน้าเราได้ทุกเมื่อ การคิดว่าเราสามารถควบคุมทุกอย่างได้ 100 % นั้น เป็นการหลอกให้ดำรงตนอยู่ในความประมาทนั่นเอง
 
พอมามองย้อนดูตัวเอง ไอ้ความคิดที่ว่าเราสามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นอย่างที่เราต้องการนั้น มันก็ไม่ต่างจากการดำรงตนในความไม่ประมาทนั้นเอง เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย เราหลงไปตามแล้วแต่กิเลสจะจูงเราไป แล้วแต่ว่ากิเลสจะหลอกให้เราคิดว่าเราควบคุมทุกอย่างได้ ผมเลยมาคิดได้ว่า ความคิดว่า เราจะควบคุมได้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น เป็นทัศนคติอันตราย เสียยิ่งกว่าอันตรายอื่นๆ ไอ้ความคิดที่เราจะควบคุมอะไรได้นั้น เป็นเหตุให้เราคิดว่าเราสามารถมีความสุขได้ตลอดเวลา เป็นเหตุให้เราคิดว่าเราสามารถสงบมีความสุขถาวรได้ นี่แหละความอันตรายของมัน
 
เพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย รวมทั้งตัวผมเองมักจะปฏิบัติเพื่อหวังว่า เราจะควบคุมจิตใจของเราได้ เราจะดูแลไม่ให้มันถูกกิเลสได้ เราสามารถทำให้มันสงบนิ่งถาวรได้ ฯลฯ ความคิดเหล่านี้นี่เองครับที่เป็นสิ่งกีดขวางความเจริญก้าวหน้าทางธรรม เราะในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถควบคุมสิ่งใดๆได้เลยแม้แต่ใจของเราเอง อยู่ๆมันจะสุขมันก็สุข อยู่ๆมันทุกข์ เราจะไปบังคับให้มันสุขก็ไม่ได้ มันตื่นเต้นดีใจเราจะไปบอกให้มันอยู่นิ่งๆก็ยาก เราไม่สามารถบังคับใจเราได้แม้แต่น้อย แต่เราก็มักจะคิดว่าเราสามารถควบคุมมันได้เป็นอย่างดี
 
ผมก็เคยเป็นกรณีแบบนี้มาครับ เลยอยากมาเล่าสู่กันฟัง เพราะบางวันผมก็รู้สึกว่า ผมรู้ตัวได้ดีเลยนะครับ รู้ได้บ่อยและรู้ได้แบบ(ที่ผมคิดว่า)เป็นธรรมชาติ แต่ผ่านไปสองสามวันนี่ ไม่รู้เลยครับ หายไปเลยทั้งวัน ทำอย่างไรให้มันกลับมาก็ไม่ได้ด้วย บังคับจิตบังคับใจนี่บังคับกันไม่ได้แม้แต่นิดเดียวเลยนะครับ ไม่ทราบว่าเพื่อนหลายคนเป็นแบบนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นก็ไม่ต้องกังวลนะครับ ตั้งใจต่อไป เดี๋ยวสติก็กลับมาเอง เค้าแสดงธรรมให้เราเห็นว่าไปบังคับอะไรไม่ได้เลยครับ
 
เวลาที่คนเขายกธรรมะของพระพุทธองค์มาพูด ก็มักจะยกมาเรื่อง อนิจจัง กับทุกขัง เรามักได้ยินรอบข้างพูดธรรมะปลอบใจให้ฟังเสมอว่า "อะไรก็ไม่เที่ยง เป็นอย่างนี้แหละ" หรือไม่ก็ "ใจเย็นๆ ทุกอย่างมีเกิดก็ต้องมีดับ"  "เอาน่า ผ่านมาเดี๋ยวก็ผ่านไป" หรือไม่ก็ "ชีวิตก็แบบนี้แหละเป็นทุกข์ไม่นานก็ผ่านไป" ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่บอกเราเรื่อง อนิจจังกับ ทุกขัง เท่านั้น แทบจะไม่มีใครเคยบอกเราเลยว่า มันเป็นเรื่องของอนัตตา หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นคือ เราควบคุมอะไรไม่ได้แม้แต่ตัวแม้แต่ใจของเราเอง มาถึงตรงนี้หลายคนคงจะยอมรับยากนะครับ อยู่ๆมีคนมาบอกว่าเราควบคุมอะไรไม่ได้ มันงงเลยนะครับ แต่ต้องยอมรับนะครับว่ามันคือความจริงข้อหนึ่งซึ่งคุณเลี่ยงไม่ได้ ให้เวลาทำใจพักหนึ่งก่อนแล้วค่อยอ่านต่อก็ได้ครับ
 
ผมต้องขอย้ำหลังจากที่ท่านทำใจแล้วนะครับ ว่า เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ และอยากให้ท่านตั้งความคิดไว้แบบนี้ก่อนด้วย เพราะผมอยากให้ท่านไม่ลืมว่า เราจะปฏิบัติกันเพื่อพ้นทุกข์ เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อหวังจะได้อะไรที่ดีที่วิเศษ เราไม่ได้ปฏิบัติให้เราควบคุมใจได้ แต่เราปฏิบัติเพื่อให้เรารู้ว่า จิตมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ เราควบคุมไม่ได้ ย้ำนะครับ จุดมุ่งหมายหลักของเราคือพ้นทุกข์ ไม่ได้อยากได้นู้นได้นี่ ของพวกนั้นสำหรับพวกเราที่อินทรีย์ยังไมกล้า มันเป็นแค่เครื่องล่อให้เราหลงออกนอกทาง เมื่อเรารู้แบบนี้แล้วเราก็อย่าไปหลงกับมัน
 
อย่าลืมนะครับ มีสติรู้ตามจริงก็คือ ไม่หลงไป ไม่เผลอไป มีสติระลึกตาม อย่างไม่ยินดียินร้าย รู้มันเฉยๆก็พอ รู้ให้บ่อยๆ แต่ที่คุยกับหลายคนแล้วมักจะสงสัยว่า จะรู้ได้อย่างไรในเมื่อส่วนใหญ่มักจะไปเพ่ง นั้นก็เป็นเพราะเราหวังอยากจะทำให้ดี อยากจะทำให้บ่อย ก็วิธีง่ายๆก็ได้ครับ เราต้องตั้งใจปฏิบัติ แต่เราอย่าไปหวังผลที่จะเกิดขึ้น เพราะเมื่อเวลาที่เราไปหวังผลนั้น เรามักจะทุ่มแรงไปเฝ้าไปรอดูมัน ผลที่ได้มันก็คือการเพ่ง แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจปฏิบัติ เราก็จะได้การหลงนานๆ เป็นผลตอบแทน ต้องทิ้งการทำถึงจะได้ธรรมนะครับ
 
หมายเหตุ ยิ่งเห็นภัยที่เกิดขึ้นบนโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือภัยธรรมชาติต่างๆ ก็ทำให้คิดได้ว่าเราไม่รู้ว่าเราจะตายไปเมื่อไหร่ อย่าไปคิดว่าจะเริ่มปฏิบัติตอนแก่นะครับ เราอาจจะอยู่ไม่ถึงก็ได้ มีวันนี้ก็ปฏิบัติกันเสียแต่วันนี้ครับ อย่าผลัดวันกับท่านมัจจุราชเลยครับ :)