วันก่อนเห็นเด็กเค้าเล่น เป่ายิ้งฉุบ กันก็ขำดีนะครับถ้ายังจำกันได้ คนออกค้อนจะแพ้กระดาษ คนออกกระดาษจะแพ้กรรไกรคนที่ออกกรรไกรจะแพ้ค้อน ก็ขำดีครับ แต่มองในมุมที่เป็นธรรมะก็ได้นะครับลองคิดดูเล่นๆนะครับ คนที่ออกค้อนจะทำมือเป็นก้อนกลมๆ มองเล่นๆคล้ายๆเลขศูนย์เปรียบไปก็เหมือนกับความว่าง หรือจิตเดิมแท้นั่นเองแต่ไอ้ความว่างหรือจิตเดิมแท้กลับพ่ายแพ้ต่ออวิชชาที่มาห่อหุ้มอวิชชาที่มาห่อหุ้มก็เหมือนเราแบมือจะมาหุ้มมือที่กำเป็นก้อนกลมๆ มองง่ายๆคิดออกค้อนจะแพ้ต่อกระดาษพอมีอวิชชาเราก็ต้องมีสติมีปัญญามาแหวกทำลายสิ่งที่ห่อหุ้มนั้นออกไปการแหวกทำลายนั้นก็คือมีสติมีปัญญานั่นเองแต่การมีสตินั้นเราต้องไม่ไปเพ่งไปกดไปจงใจ ดูเป็นกลางๆไม่ไปปรุงแต่งหรือให้ค่ากับมัน การตั้งใจจงใจก็ไม่อาจจะเทียบได้กับจิตเดิมแท้ที่ไม่มีการปรุงแต่งก็คือการออกกรรไกร สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อค้อนหรือจิตเดิมแท้อยู่ดี
น่าขำดีนะครับ การเป่ายิ้งฉุบก็สอนธรรมะเราได้จิตเดิมนั้นมักจะถูกปรุงแต่งด้วยอวิชชา อวิชชาถูกทำลายด้วยสติแต่สติที่ตั้งใจจงใจไม่เป็นกลางก็ไม่อาจจะเทียบกับจิตเดิมแท้ พูดง่ายๆว่าสภาวะนิพพานอยู่ต่อหน้า แต่เรากลับไปปรุงแต่งจนมองไม่เห็นและคิดว่ายากและห่างไกลจนต้อ
พยายามตัดกิเลส หาวิธีพ้นทุกข์ แต่สุดท้ายทางออกก็คือการไม่ปรุงแต่งนั่นเอง
ที่ผมเกริ่นมาอาจจะดูงงหน่อยนะครับผมแค่หาเรื่องมาเปรียบเทียบให้พวกเราเลิกบูชาธรรมะกันซะทีเลิกกราบไว้ธรรมะราวกับว่าเป็นของสูงส่งจับต้องไม่ได้พูดง่ายๆว่าเรามาเอาธรรมะออกจากหิ้งกันเถอะครับที่บอกว่าเลิกบูชาธรรมะนี่ผมหมายความว่าให้เลิกบูชาแบบงมงายนะครับ กราบไปไหว้ไปใจเคารพทั้งๆที่ไม่รู้ว่าธรรมะของพระพุทธองค์นั้นสอนอะไร รู้แค่ว่ากราบแล้วดียกไว้อยู่สูงแล้วดี ก็ทำตามๆเขาไป เลิกนะครับอย่าไปกราบไหว้พระธรรมของพระพุทธองค์แบบนั้นเลย ไม่มีประโยชน์ประโยชน์ของธรรมะของพระพุทธองค์จะเกิดก็ต่อเมื่อ เราศึกษาและน้อมมาปฏิบัติการน้อมมาปฏิบัติจนเกิดความเข้าใจด้วยตนเองนี่แหละครับถึงจะเป็นคุณวิเศษของพระธรรมที่แท้จริง แล้วเราก็จะกราบพระธรรมด้วยความเคารพและศรัทธาจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริง
ผมอยากให้ทุกคนเห็นธรรมะเป็นของใกล้ตัวไม่ใช่อยู่สูงจนต้องทำกันร้อยชาติหมื่นชาติ หรือมาคิดว่าเราไม่สามารถจะไปถึงได้อย่าลืมนะครับ ถ้าเริ่มเสียแต่วันนี้ เราก็จะเข้าใกล้ธรรมะขึ้นทีละนิดถ้าไม่เริ่มก็มีแต่จะถอยห่างออกไป หลวงพ่อปราโมทย์ท่านสอนไว้ว่าคนที่ขี้เกียจในวันนี้ แล้วจะรอไปเอธรรมมะในวันหน้า หรือจะรอไปพบพระศรีอารย์นั้นจิตใจก็มีแต่จะพอกพูนความขี้เกียจต่อไปเรื่อยๆผมคิดต่อเองว่าหากเขาได้เจอกับพระศรีอารย์จริงตามที่เขาตั้งใจไว้เขาก็คงจะเป็นคนที่ขี้เกียจมากๆๆๆ จนไม่อาจจะปฏิบัติธรรมใดๆแล้วก็เป็นไปได้เริ่มวันนี้ก็เข้าใกล้มากขึ้นนะครับ อย่าไปเทียบกับคนอื่นเลยว่าทำไมคนนั้นเร็วคนนี้เก่ง ก่อนที่เขาจะง่ายอย่างนี้ เขาก็ต้องผ่านความยากมาแล้วด้วยกันทั้งนั้นถ้าวันนี้เราเริ่ม วันหน้าคนอื่นก็จะมาดูเรา โอ้โห คนนี้ทำแล้วง่ายดีเนอะทำไมเรายากจัง แต่ถ้าเราไม่เริ่ม วันหน้าเราก็ต้องบ่นว่ายากและดูคนอื่นง่ายอยู่เรื่อยไป
ธรรมะไม่ใช่เรื่องอยู่สูงเลยนะครับ อยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี่แหละทุกอย่างถ้าเรารู้จักมองมันก็คือธรรมะทั้งนั้น แต่ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าธรรมะนั้น หลักก็คือ ทุกสิ่งเป็นอนิจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เป็นทุกข์ ไม่คงอยู่ถาวรและบังคับอะไรไม่ได้ นี่แหละครับหลักของธรรมะจริงๆผมเห็นบางท่านนำหลักอริยสัจสี่ไปอธิบายเป็นคุ้งเป็นแควว่า เวลาทำงานเราต้องรู้ปัญหารู้เหตุของปัญหา รู้ผลลัพธ์ที่ต้องการ และหาทางแก้อันนั้นมันเป็นการเอาหลักธรรมของพระพุทธองค์ไปบิดเบือนให้เข้ากับเรื่องทางโลกเท่านั้นไม่ใช่หลักธรรมของพระพุทธองค์แท้ๆ หลักธรรมของพระพุทธองค์แท้ๆนั้นลึกซึ้งอย่างที่สุดเลยนะครับ เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อกำจัดอวิชชาทั้งหลายให้เห็นว่าอุปทานขันธ์คือตัวทุกข์มีสติปัญญามุ่งไปที่การพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง
เริ่มง่ายๆครับ มีสติรู้สึกตัว รู้ตามจริงสั้นๆง่ายๆแค่นี้แหละครับ ดูง่ายดีนะครับไม่น่าเชื่อว่าธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นง่ายๆแค่นี้เอง แต่ต้องบอกก่อนนะครับเรื่องการมีสติรู้สึกตัว ทุกๆคนอาจจะคิดว่า เราเองก็มีสติรู้สึกตัวอยู่แล้วนี่นาต้องบอกก่อนว่า จริงๆแล้วเราหลงต่างหาก หลงคิดด้วยว่าเรารู้สึกตัวการรู้สึกตัวที่แท้นั้น ต้องรู้ว่าจิตเราขณะนั้นมีอารมณ์ใด เช่นเวลาที่เรากำลังคิดว่าพรุ่งนี้จะไปไหนดี เราก็คิดวางแผนต่างๆนานาคุณอาจจะบอกผมว่าคุณรู้ไงว่าเมื่อสักครู่นั้นคิดแต่ความจริงแล้วคุณกำลังหลงอยู่ต่างหาก คุณกำลังหลงไปอยู่ในเรื่องที่คิดคุณลืมเนื้อลืมตัวลืมกายลืมใจหลงไปคิดเรื่องจะไปเที่ยวพรุ่งนี้ตลอดเวลาคิดอย่างเมามันสนุกสนานเลย แต่คุณไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลยสักนิดว่า จิตมันกำลังคิดจิตมันกำลังยินดีพอใจกับเรื่องที่คิด จิตมันสนุก คุณไม่รู้เลย
ลองสังเกตตัวเองดูสิครับ ไม่ว่าจะกินข้าว อาบน้ำ ขับรถ กวาดบ้านล้างห้องน้ำ คุณมักจะหลงไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ตลอดเวลาคุณแทบจะไม่ได้ย้อนกลับมาดูจิตตัวเองเลยว่า กำลัง ยินดีพอใจ โกรธโมโห เผลอลืมสติหงุดหงิดรำคาญ อิ่มอกอิ่มใจ ฯลฯ นี่แหละครับ การไม่มีสติ การไม่อยู่กับปัจจุบันลองหัดดูนะครับ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ไม่ยากครับ เวลาเรารู้สึกว่ายากเราก็รู้ไปว่าเราท้อ เวลาเรางงว่าถูกหรือผิด เราก็รู้ไปว่าเราสงสัย เท่านี้เองครับลองหาครูบาอาจารย์ช่วยแนะนำก็ได้ พระอาจารย์ปราโมทย์ หลองพ่อคำเขียน อาจารย์กำพล (ทองบุญนุ่ม) หลวงพ่อมนตรี พระอาจารย์คึกฤทธิ์ หรือ อาจารย์สุรวัฒน์ ก็ได้ครับมีตั้งหลายแนวทางหลายวิธีให้เราเลือกปฏิบัติให้ตรงกับจริตของเราสำคัญคือเริ่มเลยนะครับ อย่าปล่อยธรรมะไว้บนหิ้ง
หมายเหตุ ผมไปอ่านเจอว่าที่ดนตรีไทยไม่ได้พัฒนาหรือไม่แพร่หลายนั้นเพราะคนส่วนใหญ่มองว่าดนตรีไทยเป็นของสูงส่ง ไม่ได้เอาไว้เล่นกันเล่นๆดูเป็นพิธีการ ดนตรีไทยเลยจำกัดอยู่แค่คนบางกลุ่ม ไม่แพร่หลายในวงกว้างพอมันอยู่ในวงแคบๆ คนที่มีความรู้ความสามารถไม่รู้จักดนตรีเลยไม่อาจจะพัฒนาและแพร่หลายต่อไป อย่าปล่อยให้ธรรมะเป็นแบบนั้นนะครับธรรมะไม่ได้อยู่บนหิ้งเอาไว้กราบไหว้บูชาอย่างงมงาย ธรรมะมีไว้น้อมเข้ามาสู่ตัวมีเอาไว้ปฏิบัติให้เห็นแจ้งด้วยตนเองธรรมะก็เรื่องธรรมดานี่เองแหละครับ