ท่องไปในโลกแคบ
ตอนเด็กๆ ผมเคยอยากไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ อยากไปเที่ยวทะเล ดำน้ำดูประการัง ตกเย็นพักสบายๆริมหาด ดื่มน้ำมะพร้าวพร้อมดูพระอาทิตย์ค่อยๆกลืนเส้นขอบฟ้าที่แบ่งแยกท้องฟ้าและทะเล จนลับสายตา อยากไปภูเขา อยากไปอยู่บนดอยอากาศเย็นๆ ตื่นเช้ามาจิบกาแฟดูพระอาทิตย์ค่อยๆทอแสงท่ามกลางทะเลหมอก หรือที่เค้าบอกกันว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องพิชิตภูกระดึงให้ได้ ฟังแล้วก็อยากจะเดินทางไปเที่ยวภูกระดึงเหมือนกัน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีโอกาสไปเสียที
จนมาวันหนึ่ง เมื่อผมได้อ่านพระไตรปิฏกบางเล่ม ซึ่งได้กล่าวถึงสังสารวัฏเอาไว้ แม้ผมจะไม่สามารถระลึกได้ด้วยตนเอง แต่จากการที่ได้ฟังจากผู้อื่นและได้อ่านเองจากพระไตรปิฏก ทำให้ผมเห็นถึงภัยแห่งสังสารวัฏที่ยาวนานและน่าเบื่อ อืม ผมสมมติง่ายๆ ว่าถ้าคุณต้องเกิดใหม่แล้วมาเรียนหนังสือ มาสอบ ทำงาน กดดัน เครียด เจ็บ และตาย วนอบู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆสัก 10-20 ครั้งจะรู้สึกอย่างไรครับ นี่ผมยกตัวอย่างดีมากเลยนะครับว่าคุณได้เกิดเป็นมนุษย์ต่อๆกันถึง 10-20 ชาติ เพราะในความเป็นจริงแล้วถ้าเราประมาท เราจะไปเที่ยวเล่นในนรก หรือในภพภูมิของเดรัจฉานอย่างง่ายดายเลย และสิ่งที่ผมจะบอกต่อไปคือ ที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น แสดงว่าเราได้เวียนว่ายตายเกิดมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว และถ้าเราประมาท เราก็จะต้องหลงวนเวียนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
เป็นอย่างไรบ้างครับ เริ่มเห็นภัยของสังสารวัฏกันบ้างหรือยัง พอรู้แบบนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าไอ้อารมณ์อยากไปเที่ยวริมชายหาด หรือบนดอยนั้น จืดลงไปสนิทเลย ยิ่งที่บอกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องพิชิตภูกระดึงให้ได้ นั้น ผมรู้สึกว่าไม่เท่าไหร่ แต่ครั้งหนึ่งในสังสารวัฏได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นโชคดีมหาศาล และยิ่งได้เกิดมาในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาด้วยแล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นนาทีทองในสังสารวัฏเลยทีเดียว อ่านถึงตรงนี้เริ่มจะรู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าที่คุณได้มาอ่านเรื่องของผมนี้ แสดงว่าคุณสั่งสมเหตุมาอย่างดีมาก จนได้มาเจอกับนาทีทองแห่งสังสารวัฏ แล้วคุณจะปล่อยโอกาสนี้ทิ้งไปหรือครับ การเกิดครั้งต่อๆไป อาจจะไม่ได้เจออะไรแบบนี้แล้วก็ได้ หรือคุณอยากจะเป็นมนุษย์ที่เกิดมาพบกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่กลับดำรงชีวิตด้วยความหลงขาดสติ ไหลไปตามกระแสของอวิชชา จนสูญเสียนาทีทองนี้ไป
เมื่อผมพบภัยที่แสนร้ายกาจนี้แล้ว ผมก็เริ่มมาคิดได้ว่า การท่องไปในโลกกว้างไม่ว่าจะเพื่อเปิดหูเปิดตา เพื่อความบันเทิง หรือเพื่ออะไรก็แล้วแต่ กลับไม่มีประโยชน์สำหรับการพ้นจากสังสารวัฏนี้เลย การท่องไปในโลกแคบนี่แหละ กลับเป็นทางออกที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากมหันตภัยที่แสนร้ายกาจนี้ได้ โลกแคบที่ว่านี้ก็คือ กายที่ยาววาหนาคืบกว้างศอกที่มีสัญญาและใจครอง การท่องไปในโลกแคบนี้ก็แสนจะง่าย เพียงแค่มีสติตามรู้เท่านั้น ที่ผมบอกว่าง่ายจริงๆแล้ว มันยากครับ มันยากที่เราจะมาคอยหมั่นมีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง แค่หมั่นมีสตินี่ก็ยากจะแย่อยู่แล้ว แต่ต้องมารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงยิ่งยากขึ้นไปอีก เดี๋ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งท้อ การเดินทางในไปในโลกกว้าง เราต้องลำบากตรากตรำก่อนเพื่อสุขสบายฉันใด การเดินทางในโลกแคบเราก็ต้องฝ่าฝันไปก่อนจึงจะพบกับจุดหมายที่ต้องการ แต่จุดหมายของการเดินทางในโลกแคบนั้น ส่งผลยิ่งใหญ่และคุ้มค่ากว่าการเดินทางในโลกกว้างเป็นไหนไหน
อย่าท้อนะครับ มีสติรู้กายรู้ใจมันเข้าไป รู้เฉยๆ รู้เล่นๆ รู้แบบสบายๆ อย่าไปเครียด อย่าไปเพ่งมัน รู้เข้าไป รู้มันอย่างเดียว สงสัยว่าถูกไหม ก็รู้ไปว่าสงสัย รู้แล้วดีใจก็รู้อีกทีว่าดีใจ รู้แล้วเศร้าก็รู้มันอีกซักทีว่าเศร้า รู้มันอย่างเดียว ดูที่ตัวเราเองไม่ต้องไปดูคนอื่น หลวงพ่อปราโมทย์บอกว่า การปฏิบัติธรรมกับไม่ปฏิบัติต่างกันนิดเดียว เวลาเราโกรธใคร คนที่ไม่ปฏิบัติจะไปดูคนอื่น โกรธคนนั้นว่าคนนี้ แต่คนที่ปฏิบัติพอโกรธ ก็ต้องมีสติมารู้ตัวเอง เห็นไหมครับ การปฏิบัติแค่หันมาดูโลกแคบของตัวเอง เห็นว่ามันต่างกันแค่นี้นะครับ แต่ผลที่เกิดขึ้นนี่ต่างกันมหาศาลเลยนะครับ
สุดท้ายผมขอยกคำของท่านพุทธทาสมาเล่าสู่กันฟังบ้างดีกว่า เผื่อจะทำให้เห็นอะไรกันบ้าง ท่านว่าไว้ว่า "นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ ไส้เดือนไม่เห็นดิน หนอนไม่เห็นคูถ คนไม่เห็นโลก" ขอให้สาธุชนทั้งหลาย เจริญในธรรมนะครับ
หมายเหตุ ขยันรู้นะครับ อย่าท้อ รอยเท้าของครูบาอาจารย์ยังมีให้เราตามไปได้ เราเจอรอยเท้าแรกแล้ว ขยันๆเข้าไว้ เราจะต้องเจอรอยเท้าถัดๆไปแน่นอนครับ
กรุณาแจกแว่นขยายเพื่อประกอบการอ่านด้วยนะคะ..
ตัวเล็กแบบนี้อ่านลำบากมากค่ะ..
โลกแคบจริงๆค่ะ...ท่องไปไม่ได้เลย.อิอิ