คนรู้ใจ
หากเอ่ยถึงเรื่อง"คนรู้ใจ"แล้ว หลายคนก็คงนึกไปถึงแฟนหรือคู่ชีวิตของตัวเอง หากมองให้ลึกเข้าไปในความหมายนั้น คนรู้ใจก็คือคนที่คอยเอาอกเอาใจเรา คอยตามใจ คอยตักเตือนเราในโอกาสต่างๆตามแต่ว่า "ใจ" ของเราเป็นอย่างไร เวลาเราร้อนใจเขาก็จะช่วยทำให้เราเย็นใจ เวลาเราทุกข์ใจเขาก็คอยให้กำลังใจ เวลาเราดีใจเขาก็ร่วมดีใจไปกับเรา ดังนั้น จึงคนรู้ใจไม่ได้จำกัดอยู่แค่แฟนหรือคู่ชีวิตเท่านั้น ยังมีพ่อแม่ ญาติสนิทมิตรสหายอีกหลายท่านที่เป็นคนรู้ใจให้กับเรา
 
และในขณะเดียวกัน เราก็เป็นคนรู้ใจให้กับคนอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร หรือแม้แต่แฟนของเรา แต่เคยสังเกตไหมครับว่าเรารู้ใจของคนเหล่านั้นได้อย่างไร หากเราไม่ได้มีญาณวิเศษที่จะล่วงรู้จิตใจคน หลายๆคนก็คงต้องใช้วิธีเดียวกันคือสังเกต เราก็สังเกต"คนที่เราไปรู้ใจ" ว่าเขามีสีหน้าอย่างไร น้ำเสียงเขาเป็นอย่างไร เขามีกริยาท่าทางหรือคำพูดอย่างไร เพื่อที่จะเดา"ใจ"เขาว่า มีอาการอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นอาการ ดีใจ เสียใจ ทุกข์ใจ สุขใจ ยินดี พอใจ โกรธ เบื่อ หงุดหงิด รำคาญ ฯลฯ ที่จะแสดงออกให้เรารู้สึกได้ทางสีหน้าแววตา คำพูด ท่าทาง
 
ส่วนใหญ่แล้วคนที่เราไปรู้ใจนั้น ก็มักจะเป็นคนที่เรารักใคร่ชอบพอ ซึ่งเห็นไหมครับว่าหลายๆคนถนัดที่จะรู้ใจคนอื่นจากการสังเกตอยู่แล้ว แต่เราลืมคนที่เรารักที่สุดไปอีกคนหนึ่ง คนนี้น่าสงสารมากครับ เรารักเขาอย่างที่สุด แต่เรากลับละเลยเขาอย่างร้ายกาจ เราไม่เคยรู้ใจเขาเลยแม้แต่น้อย อย่างดีเราก็แค่ดูแลเขาในด้านร่างกาย แต่ไม่เคยเหลียวแล"ใจ"ของเขาแม้แต่น้อย อยากรู้ไหมครับคนที่โชคร้ายที่สุดคนนั้นคือใคร คนที่เรารักเขาที่สุดแต่ไม่เคยเหลียวแลใจเขาเลยก็คือ ตัวเราเองนี่แหละครับ คนเรารักตัวเองที่สุด แต่ก็ลืมที่จะใส่ใจ"ใจ"ของตัวเองที่สุดครับ ลองหันกลับมาดูแล"ใจ" ของตัวเองบ้างสิครับ (หลายคนอาจจะเถียงว่า ฉันรักคนอื่นมากกว่าตัวเองนะ หรืออะไรก็แล้วแต่ ลองมองดีๆสิครับ ที่ทำอะไรไป ทำเพื่อสนอง"เรา"ทั้งนั้น)
 
เรารู้ใจคนอื่นมามากแล้ว ลองหันกลับมารู้ใจตัวเองบ้างสิครับ ไม่ยากอะไรเลยครับ เราเคยรู้ใจคนอื่นด้วยการสังเกต เราก็ใช้วิธีสังเกตแบบเดียวกับที่เราทำกับคนอื่นนั่นแหละ แต่แตกต่างนิดหน่อยตรงที่ว่า กับคนอื่นเราต้องสังเกตกริยาท่าทาง แววตา คำพูด เพื่อที่จะเดาใจเขา แต่กับตัวเราเองนั้น เราแค่รู้สึกไปตรงๆที่ใจเลยว่า ตอนนี้เรารู้สึกอะไรอยู่ อารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดีใจ เสียใจ ทุกข์ใจ สุขใจ ยินดี พอใจ โกรธ เบื่อ หงุดหงิด รำคาญ ฯลฯ เรียกว่าไปรู้ความรู้สึกของใจ หรืออาจจะใช้วิธีการดูว่า เราหลงไป เผลอไป หลงลืมตัวเองไปก็ได้ครับ ลองสังเกตดูสิครับ ส่วนมากเรามักจะหลงไปคิด เวลาที่คิดเป็นตุเป็นตะ เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ว่าจะเหตุการณ์ในอดีต หรือเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เราจะรู้แต่เรื่องที่เราคิด เราไม่รู้ตัวว่าเรากำลังคิด อย่างนี้เรียกว่าหลงไปคิดครับ การดูอย่างหลังนี่เรียกว่าไปรู้กริยาอาการของใจ ดูได้ทั้งสองแบบครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดแบบไหน
 
ที่สำคัญคือเรารู้ไปเล่นๆสบายๆนะครับ อย่าไปนั่งจ้องนั่งเพ่งตลอดเวลา คิดถึงเวลาที่เราไปรู้ใจแฟนเราสิครับ เราไม่สามารถไปนั่งจ้องดูเขาได้ตลอดเวลา ถ้าเราไปจ้องเขามากๆ แฟนเราก็จะเกร็งทำอะไรไม่เป็นธรรมชาติ เราก็จะไม่รู้ว่าจริงๆแล้วแฟนเราเขาเป็นอย่างไร เราจะรู้แต่ที่เขาเสแสร้งแกล้งดัด เพราะเรานั่งจ้องเขาอยู่ ถ้าเขาอึดอัดมากๆเราก็อาจจะโดนตบได้ใช่ไหมครับ เช่นกันการรู้ใจของตัวเราเองนั้นเราก็ดูแบบสบายๆ เหลียวดูเป็นระยะว่าตอนนี้เป็นอย่างไร เพราะถ้าไปจ้อง ใจเราก็จะเกร็งไม่เป็นธรรมชาติ เราก็จะไม่รู้ว่าจริงๆแล้วในเวลานั้นใจของเราเป็นอย่างไร จ้องมากๆเราจะอึดอัดเอง นี่โชคดีนะครับที่ใจเรามันตบเราไม่ได้ เราก็ลองดูใจไปเรื่อยๆ ถ้ารู้สึกอึดอัด แน่นๆ ก็แสดงว่าเรากำลังเพ่งนั่นเอง
 
หลายคนอาจจะงงว่าการที่เราตามรู้ใจเราเองนั้นดีอย่างไร ทำไมต้องทำด้วย ดีตรงที่ว่า เวลาที่อารมณ์อะไรเกิดขึ้นแล้วเราไปรู้ทันเข้า เราก็จะดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ยกตัวอย่างนะครับ เวลาเจอคนอื่นมาด่ามาต่อว่าเรา เราก็จะโกรธใช่ไหม ถ้าเราไม่รู้ทันเราก็อาจจะด่าตอบโต้ หรือลงไม้ลงมือตบไปเลย แต่ถ้าเรารู้ทันใจของเราว่าเราโกรธ เราก็จะสามารถหยุดคิดได้ชั่วขณะ เขาว่าเรานั้นเราบกพร่องจริงหรือไม่ แล้วเราควรจะตอบโต้ไหม ทำไปแล้วได้อะไร พูดง่ายๆก็คือ ช่วยให้เราเลือกรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาได้อย่างมีสติ เคยเห็นคนที่โกรธมาก เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ฆ่าคู่กรณีไปแล้วไหมครับ เราอยากเป็นอย่างนั้นหรือ
 
ไม่ใช่แค่เรื่องโกรธนะครับ เวลาดีใจ เสียใจ พอใจ หงุดหงิด เศร้า ผิดหวัง สมหวัง ถ้าเรามีสติไปรู้ทัน เราก็จะรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้นได้ดีกว่าที่เราจะปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์ใช่ไหมครับ อย่าไปกดว่าไม่โกรธ ไม่เสียใจนะครับ ใจเขาจะโกรธก็ปล่อยเขาโกรธไป เรามีหน้าที่ไปรู้ทันและคอยเตือนไม่ให้ทำอะไรไม่ดีเท่านั้น เช่นกันก็เหมือนกับว่าเวลาเราเห็นว่าแฟนหรือเพื่อนเราโกรธ เราไปห้ามให้เขาโกรธก็ไม่ได้ คนโกรธๆอยู่เราจะไปบังคับอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง หรือหากเราเก่งในการบังคับมากๆ เขาอาจจะหยุดแต่ในใจเขาก็ยังดิ้นๆอยู่นั่นเอง เราได้แต่ไปรู้และเตือนเขาด้วยเหตุผลเท่านั้น ไม่ให้เขาแสดงกริยาที่ไม่สมควร แน่นอนว่าเขายังโกรธอยู่ เนื่องจากเหตุที่ทำให้โกรธยังมีอยู่ แต่พอหมดเหตุที่จะทำให้โกรธแล้ว ความโกรธก็ดับไปเองครับไม่ต้องไปบังคับอะไรเลย
 
ตอนเรารู้ใจเพื่อน พอรู้แล้วเราก็อาจจะเตือนให้เพื่อนรู้ว่ากำลังโกรธ แต่การดูใจตัวเอง เวลาเรารู้เราไม่ต้องไปเตือนอะไรนะครับ รู้ไปเฉยๆ เราไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการไปดูหรือไปรู้ เรารู้เพื่อเตือนตัวเองไม่ให้ไปแสดงกริยาหรือการกระทำที่ไม่สมควร ไม่ต้องไปแทรกแซงใจให้หาย ไม่ต้องอยากให้อารมณ์อยู่นานๆ แค่รู้ใจเท่านั้น อย่าไปบังคับใจ ที่สำคัญคือ รู้ตามความเป็นจริงในปัจจุบันนะครับ เช่น เวลาที่โกรธแล้วอยากหายโกรธ เวลาที่เบื่อแล้วอยากหายเบื่อ เราลืมดูไปว่าเรากำลังอยาก หรือเวลาดีใจแล้วอยากประคองให้รู้สึกดีอย่างนี้นานๆ ไม่อยากให้หาย เราลืมไปว่าเราอยากอีกแล้ว เราไม่อยากอีกแล้ว
 
ข้อดีในระยะยาวของการมีสติรู้ใจตัวเองนั้น ก็จะทำให้เราเห็นความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วกายเราใจเรามันก็ดิ้นรนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราไปบังคับอะไรมันไม่ได้เลย เราก็จะรู้เองว่าที่เราทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้เพราะเราไปยึดไปถือมันเอาไว้ ถ้าเราไม่ถือมันก็ไม่มีน้ำหนัก วันนี้ครูบาอาจารย์ของผมท่านถือของสองสิ่งให้ดู มือหนึ่งท่าถือกระดาษชำระ อีกมือท่านถือขวดน้ำ เราก็คงเห็นแล้วว่าขวดน้ำนั้นหนักกว่า แต่พอท่านวางขวดน้ำลง ขวดน้ำนั้นไม่ได้มีน้ำหนักสำหรับท่านแล้ว ท่านสอนว่าของที่เราวางไม่ไปยึดไปถือมัน มันก็ไม่มีน้ำหนัก เมื่อเราไม่ไปแบกมันเราก็จะไม่ทุกข์ กายหรือใจของเราก็เป็นอย่างนั้นนั่นเอง
 
อย่าลืมเริ่มต้นรู้ใจของตัวเองนะครับ หากไม่ถนัดก็ลองรู้กายก่อนก็ได้ ไม่มีอะไรมาก ไม่มีอะไรยากครับ แค่มีสติรู้กายรู้ใจลงปัจจุบันด้วยใจตั้งมั่นและเป็นกลาง มีหลักแค่นี้เองครับ รู้ใจตัวเองไปนะครับคนรู้ใจทั้งหลาย
 
หมายเหตุ ผมได้ยินได้ฟังคำสอนจากครูบาอาจารย์แล้วเอามาเขียนด้วยความรู้ความเข้าใจของผม บางครั้งการอ้างอิงนั้นก็มาจากการตีความตามประสบการณ์ของผม ซึ่งอาจจะผิดเพี้ยนคลาดเคลื่อนไปได้ อย่าเชื่อผมนะครับ ลองหาครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนดีกว่าจะได้ไม่หลงทาง