ภาพข้างหลัง
เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยถ่ายรูป หรือไม่ก็เคยวาดรูปในวิชาศิลปะ อาจารย์ที่สอนศิลปะแก่ผม ท่านสอนไว้ว่า เวลาจะวาดรูปหรือถ่ายภาพครั้งใดก็ตาม องค์ประกอบของภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่เราต้องการจะเน้นหรือให้ความสำคัญนั้น จะสมบูรณ์ไปไม่ได้หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่าองค์ประกอบหรือภาพข้างหลัง ( Background ) ที่จะช่วยขับให้สิ่งที่เราต้องการเน้น สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้น ลองไปสังเกตภาพถ่ายหรือรูปภาพดูสิครับ นึกถึงภาพถ่ายคนก็ได้ครับ ภาพถ่ายสวยๆนี้เขาจะเน้นให้นางแบบหรือนายแบบชัดแล้วภาพข้างหลังจะเบลอๆหน่อย ซึ่งจะเน้นให้แบบดูน่าสนใจขึ้นมาสมกับความตั้งใจของผู้ถ่ายภาพ
ในการเจริญสตินั้น เราก็ต้องรู้ก่อนว่า สติ เป็นการระลึกรู้สภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถไปบังคับให้สติเกิดได้ ไม่มีใครสั่งให้สติเกิดได้ สติเกิดได้จากถิรสัญญา หรือพูดง่ายๆก็คือการจดจำสภาวะธรรมต่างๆได้ นั่นหมายความว่า สติจะเกิดบ่อยก็ต่อเมื่อจิตมันจำสภาวะธรรมต่างๆได้ เปรียบไปก็เหมือนว่า เราไปยืนกลางสี่แยกไฟแดง เห็นคนเดินผ่านไปผ่านมา วันๆหนึ่งหลายร้อยคน เราจะรู้ว่า เฮ้ย สมชาย ก็ต่อเมื่อเราเคยรู้จักนายสมชาย มองๆไป เฮ้ย สมบัติ เดินผ่านมา ก็เพราะเราเคยรู้จักพี่สมบัตินั่นเอง
เช่นกันครับในหนึ่งวัน ก็มีอารมณ์ต่างๆผ่านเข้ามาให้เราเห็นมากมาย คนทั่วไปก็ได้แต่นั่งอยู่ที่สี่แยก ถูกนายโกรธพาไปทางนั้นที ถูกนายอยากพามาทางนี้ที ถูกนายหลงมอมเมาหลายๆที โดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย บางทีก็ออกไปวิ่งไล่นายโมโห ออกไปตามคุณริษยาจนเหนื่อย ต่อมาก็แอบหนีไปกับพี่ดีใจ แล้วก็โดนคุณหงุดหงิดกระชากไปอีกทาง สักพักไม่มีอะไรทำก็นั่งเล่นกับคุณเหงา แล้วนายอยากก็พาออกไปเที่ยวเป็นแบบนี้ทั้งวันตั้งแต่ตื่นจนหลับ บางคนเอาเก็บไปในฝันต่ออีก วิ่งไล่กันจนเหนื่อยจนเบื่อเลยครับ
บางคนไม่อยากจะไปวิ่งไล่ตามอะไรแล้วก็นั่งหลับตาไม่สนใจอะไรอยู่กลางสี่แยก ใครจะมาใครจะไปไม่สนใจ นั่งอยู่นิ่งๆเงียบๆคนเดียว ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้น ก็รู้สึกว่าการหลับตาพักผ่อนไม่สนใจอะไรนี่มันมีความสุขแท้ๆ โดยหารู้ไม่ว่ากำลังถูกลูกของนายอยากหลอกพาไปอยู่ ลูกของนายอยากที่พาไปนี้ชื่อว่านายอยากสุข เขาพาไปสักพัก พอพากลับมาเห็นอะไรที่ไม่พอใจก็โดนพี่โกรธที่เก็บเนื้อเก็บตัวจนตัวใหญ่มากๆลากไปอีก แล้วก็จะโดนนายอยากพ่อนายอยากสุข ที่เก็บสะสมพลังจนมีกำลังมหาศาลลากไปแบบรวดเดียวอีก และโดนอีกสารพัดนาย ที่เก็บแรงในช่วงที่เราหลับตานิ่งๆจนมีแรงมหาศาลลากไปลากมา สรุปว่าเหนื่อยเหมือนเดิม อาจจะแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ
คนที่จะไม่เหนื่อยและไม่ทุกข์นั้น เขาก็เริ่มจากการที่ไม่วิ่งไปตามนายคนนั้นนายคนนี้ รวมถึงไม่ไปบังคับกดข่มหลับตาอยู่นิ่งๆ สิ่งที่เขาทำนั้นก็คือการรู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น นั่งอยู่กลางสี่แยกมองดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา ไม่เดินตามใครไป ไม่วิ่งไล่ใคร เขาต้องรู้ก่อนว่าใครเป็นใคร เพราะถ้าหากเขาไม่รู้จักว่าใครเป็นใครก็มีสิทธิที่จะถูกหลอกพาไปไหนต่อไหนได้ใช่ไหมครับ การที่เขาจะรู้ว่าคนที่เดินผ่านมานี้ คือพี่โกรธ คนที่กำลังจะเดินมาคือพี่อยาก คนที่เห็นหลังไวๆนั้นคือพี่หลงนั้น เขาจะต้องทำความรู้จักให้รู้ลักษณะของคนพวกนี้ก่อน พูดง่ายๆเลยคือรู้ว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร นิสัยใจคอ การพูดจา หลังจากที่รู้จักจนจำได้แล้วเวลาคนพวกนี้เดินมาก็จะจำได้ทันที ถ้าหากกลัวว่าจะจำคนเดินผ่านไปผ่านมาได้ไม่หมด ก็เริ่มจากคนสองสามคนก่อนก็ได้ครับ พี่โลภ พี่โกรธ พี่หลง นี่ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ เรารู้จักสามคนนี้ก่อนก็ได้ จริงๆแล้วรู้จักแค่ไม่กี่คนก็ได้ครับ เพราะที่เหลือก็เป็นญาติเป็นพรรคพวกของคนพวกนี้ทั้งนั้น เรารู้จักแค่หัวหน้าโจรก่อน พอเรารู้ว่าคนอื่นเดินมาเรารู้ว่าเป็นพวกโจร เราก็ไม่ไปยุ่งแล้วใช่ไหมครับ
ออกไปไกลถึงสี่แยก กลับมาเรื่องการมีสติต่อครับ สติเกิดขึ้นเองเพราะจิตมันจำสภาวะธรรมได้ หน้าที่ของเราคือคอยสังเกตดูอารมณ์ (หรือสภาวะธรรม) ที่เกิดขึ้น รู้ว่าอย่างนี้นะคือโกรธ อย่างนี้คืออิจฉา แบบนี้คือดีใจ แบบนี้คือเบื่อ ฯลฯ สภาวะธรรมก็มีมากมาย เราไม่ต้องไปดูทั้งหมด เอาที่เราถนัดและเกิดบ่อย ใครที่ขี้โมโหก็ดูอารมณ์โกรธไป ใครที่อยากทั้งวันก็ดูความอยาก คนที่หลงบ่อยก็ดูความหลง เราเรียนรู้แค่ไม่กี่ชนิดก็เพียงพอ เพราะสุดท้ายทั้งหมดก็ไม่ต่างกัน ไม่ใช่ตัวเรา บังคับไม่ได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเหมือนๆกัน
ทีนี้เวลาเราคอยสังเกตอารมณ์หรือสภาวะธรรมนั้น เราอาจจะหลงลืมไป เราก็ต้องมีเครื่องช่วยเตือนซึ่งเรียกหรูๆว่าวิหารธรรม จริงๆไม่มีอะไรมาก แค่เป็นสัญญาณที่คอยกระตุ้นเตือนให้เราหมั่นสังเกตสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น อาจจะใช้ ลมหายใจเข้าออกก็ได้ ท้องพองยุบก็ดี ขยับมือเคลื่อนไหว กระดิกนิ้ว เขย่าเท้า ทำอะไรก็ได้ไม่มีผิด บางคนอาจจะท่องบทสวดมนต์สั้นๆก็ได้ ทำอะไรก็ได้เพื่อให้เราระลึกถึงการสังเกตสภาวะธรรม เช่น สวดมนต์ไปเรื่อยๆแล้วคอยดูว่าแอบไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็เรียกว่ามีการสวดมนต์เป็นวิหารธรรมเพื่อคอยดูจิตที่หลงไปคิด ไม่ต้องคอยจะรู้สภาวะใดสภาวะหนึ่งนะครับ อะไรเกิดขึ้นมาก็รู้ไปเลย
ครูบาอาจารย์ทางธรรมของผมก็สอนผมมุมมองที่คล้ายๆกันกับครูศิลปะครับ ท่านสอนให้เอาวิหารธรรมเป็นการทำเบื้องหลัง (Background) เป็นเหยื่อล่อให้เรารู้กายรู้ใจ (รู้สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นนั่นเองครับ) อย่าไปเอาจริงกับพวกการขยับมือ ลมหายใจ พุทโธ พองยุบนัก เราทำไว้เล่นๆ เหมือนเป็นองค์ประกอบภาพด้านหลัง สิ่งที่เราต้องการคือ การรู้กายรู้ใจ หรือการรู้สภาวะธรรมที่เกิดขึ้น คงจะตลกดีนะครับถ้าเราวาดรูปโดยตั้งใจวาดพื้นหลังเสียสวยสดงดงามแต่ไม่ใส่ใจวาดจุดที่ต้องการเน้น หรือบางคนถ่ายภาพให้นางแบบนายแบบเบลอๆแล้ววิวข้างหลังชัดแจ๋ว (รูปแบบปกตินะครับ อย่าพยายามไปหารูปอาร์ตๆมานะครับ เพราะจริงๆแล้วรูปอาร์ตๆเหล่านั้นเขาตั้งใจเน้นที่ความเป็นอาร์ตของเขา เขาจึงจงใจทำแบบนั้น)
เวลาวาดรูปหรือถ่ายรูป เราจะเน้นในสิ่งที่เราต้องการเน้น แต่ใช้พื้นหลังอื่นๆเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น การเจริญสติก็เช่นกัน ที่เราต้องการคือสตินะครับ ไม่ใช่การได้ชื่อว่าบริกรรมพุทโธได้เยี่ยมที่สุด ดูท้องพองยุบได้นานที่สุด เดินจงกรมได้สวยที่สุด สวดมนต์ได้ไพเราะที่สุด ที่เราต้องการคือคนมีสติบ่อยที่สุดต่างหากครับ อย่าลืมสิ่งที่เป็นหลักจริงๆก็คือ "มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง" นะครับ ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาบอกว่า ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรในการปฏิบัติ "มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง" นั้น ตอบได้เกือบทุกปัญหา
หมายเหตุ ด้วยความคิดประหลาดของผมที่จับเอาเรื่องนั้นมาผสมเรื่องนี้จนยุ่ง ก็น่าจะเดาได้แล้วนะครับว่าผมมั่วมาก ดังนั้นอ่านแล้วอย่าเชื่อผมเด็ดขาดนะครับ ลองหาครูบาอาจารย์แนะนำท่านจะดีกว่า อ้อ ท่านแนะนำแล้วอย่าลืมปฏิบัติด้วยนะครับ ขี้เกียจก็รู้ไปครับแล้วอย่าขี้เกียจ