ยังจำกันได้ไหมครับ ในสมัยที่เราเป็นเด็กและเริ่มเรียนเลขครั้งแรก เราก็ต้องท่องกันก่อนว่า จากหนึ่ง ไปสอง ไปสาม ไปสี่ ไปจนถึงสิบ หลังจากที่ท่องตัวเลขกันจนชำนาญแล้ว เราก็มาฝึกบวกเลข วิธีง่ายๆที่ใช้ก็คือการนับนิ้วนั่นแหละครับ สองบวกสาม ได้เท่าไหร่ ก็เอาสองไว้ในใจ นับไปอีกสาม บวกจนเก่งเราก็เริ่มเรียนการลบเลข หกลบสอง ก็เอาหกตั้งหักไปสอง กว่าจะได้เรียนคูณกับหารก็บวกและลบเลขกันจนคล่อง คูณเราก็ท่องสูตรคูณก่อน ท่องกันจนจำขึ้นใจ สองหนึ่งสอง สองสองสี่ สองสามหก ไปจนสิบสองสิบสองเป็นร้อยสี่สิบสี่นั่นแหละครับ ซึ่งที่ผมกล่าวมานี้เป็นเพียงแค่พื้นฐานเท่านั้น เรายังมีเรื่องการหาพื้นที่ เทียบบัญญัติไตรยางศ์ ตรีโกณมิติ พีชคณิต ฯลฯ ถึงตรงนี้ก็จบมัธยม 3 พอดี ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนเคยผ่านมาแล้ว บางคนก็บอกว่าง่าย บางคนก็บอกว่ายาก ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละบุคคล
ทีนี้ถ้าใครคนหนึ่งจะมาบอกว่า ธรรมะง่ายกว่าเลขนั้น คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะเลขก็แค่บวกลบคูณหาร ส่วนธรรมะนั้น เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังกันมาเป็นของสูง จะมาทำกันเล่นๆไม่ได้ ต้องนั่งสมาธิได้นานๆ ต้องอดทน ยิ่งเห็นนิมิตต่างๆแสดงว่าเริ่มเข้าทาง เห็นแสง ตัวลอย น้ำตาไหล ร่าง
กายสั่น นี่เริ่มจะเห็นผล จะให้ดีต้องถือศีล 8 ใส่ชุดขาว ค่อยๆพูด ค่อยๆเดิน ค่อยๆขยับ ทำอะไรต้องช้า ถ้าบริกรรม หนอต่างๆเข้าไปด้วยจะยิ่งขลัง ก้าวหนอ เดินหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ คิดหนอ สารพัดหนอ ต้องดูลมหายใจเก่งๆ ต้องบริกรรมพุทโธอย่าให้ขาด บางท่านก็เน้นที่การศึกษามากมาย ต้องอ่านพระอภิธรรมให้จบก่อน ไม่อย่างนั้นทำผิด ต้องหมั่นทำบุญทำกุศล ถ้าจะให้ดีได้บุญเยอะต้องอธิษฐาน "นิพพานัง ปัจจโย โหตุ" แปลว่า ขอให้บุญกุศลนี้ส่งผลเป็นปัจจัยให้ถึงพระนิพพานด้วยเถิด ต้องทำบุญอธิษฐานไว้ก่อน มรรคผลโสดาบันเป็นเรื่องหายากห่างไกล ยิ่งมรรคผลนิพพานไม่ต้องพูดถึง อีกหลายพันหลายหมื่นชาติไม่รู้จะถึงหรือเปล่า ต้องขยันนั่งสมาธิไว้ ต้องดูจิต แต่จิตคืออะไรก็ไม่มีใครบอก แล้วจะมาบอกว่าธรรมะง่ายกว่าเลข จะให้เชื่อได้อย่างไร
ลองมองธรรมะอีกมุมไหมครับ ธรรมะคือเรื่องธรรมดา เราก็ใช้ชีวิตธรรมดาของเรา ไม่ต้องทำอะไรที่เกินธรรมดา ใครที่ไม่อยากนั่งสมาธิก็ยังไม่ต้องนั่งตอนนี้ก็ได้ ใครที่ไม่ชอบอ่านไม่ชอบศึกษา ก็ยังไม่ต้องรีบอ่านก็ได้ ใครที่ไม่ถนัดถือศีล8 ก็ไม่จำเป็นต้องถือมากมาย เอาแค่ศีล 5 ก็พอ ไม่ต้องทำอะไรช้าๆ ค่อยๆ เดินเป็นปกติแบบที่เราเคยเดิน ยืน นั่ง นอนตามสบายอย่างที่เคยทำ ใช้ชีวิตแบบธรรมดาของเราที่เราเคยทำ ไม่ต้องใส่ชุดขาว เราชอบสีสดๆเราก็ใส่ ไม่ต้องเป็นอยู่แบบสมถะ ถ้าเรามีกำลังพอเราจะซื้อหลุยส์ วิตอง จะซื้อกุชชี่ ปราด้าใส่ แล้วไม่เดือดร้อนใครเราก็ใส่ไป จะฉีดน้ำหอม จะย้อมผม ใส่เจลก็ทำไปตามปกติที่เราชอบ ตามที่เราพอใจ ทำอะไรให้เป็นปกติธรรมดา ทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไป อ้อ แต่ต้องมีศีล 5 นะครับ ไม่ใช่ว่าตบยุงแล้วมีความสุขก็ตบมันทั้งวัน ต้องมีศีลด้วย 5 ข้อเท่านั้น ไม่ยากอยู่แล้ว
หลังจากที่มีศีล 5 แล้ว เราก็เพียงแค่หมั่นรู้สึกอารมณ์ต่างๆอยู่เรื่อยๆ เช่น ดีใจเจอเพื่อน เสียใจที่เพื่อนไม่มีขนมมาฝาก โกรธเพื่อนพูดจาไม่ดี โมโหน้องส่งเสียงโวยวาย หงุดหงิดอากาศร้อน อยากได้สร้อยเส้นใหม่ อยากกินขนม ง่วงอยากนอน น้อยใจแม่ลืมซื้อขนมให้ (เอ๊ะ ทำไมวนเวียนแต่เรื่องขนม สงสัยผมจะหิว ถ้าขำก็รู้ว่าขำนะครับ) ดูละครแล้วเศร้าก็รู้ว่าใจมันเศร้า อ่านหนังสือแล้วเครียดก็รู้ว่าใจมันเครียด อ่านขายหัวเราะแล้วขำก็รู้ว่าขำ ฉี่เสร็จแล้วสบายก็รู้ว่าสบาย (ในห้องน้ำก็ปฏิบัติธรรมได้ครับ) สาวๆเจอหนุ่มหล่อมาดนักกีฬาก็รู้ไปว่าชอบ หนุ่มๆเจอหนุ่มหล่อบ้างหมั่นไส้ก็รู้ว่าหมั่นไส้ แต่ถ้าหนุ่มคนไหนจะชอบก็รู้ไปว่าชอบ ตอนนี้สังคมเปิดกว้างดีใจก็รู้ว่าดีใจ พอเข้าไปใกล้ไอ้หนุ่มมาดนักกีฬาแล้วได้กลิ่นเหม็นก็รู้ไปว่าไม่ชอบ กินก๋วยเตี๋ยวแล้วน้ำแกงร้อนไม่ชอบก็รู้ว่าไม่พอใจ ขับรถติดไฟแดงก็รู้ไปว่าไม่ชอบ อยากให้ไฟเขียวเร็วๆก็รู้ว่าอยาก แต่ถ้าติดไฟแดงอยู่กับเพื่อนที่คุยสนุกก็รู้ว่าชอบ อยากให้ไฟแดงนานๆก็รู้ว่าอยาก ไม่อยากให้เพื่อนรีบลงก็รู้ว่าไม่อยาก นั่งเหม่อแล้วหลงไปคิดก็รู้ว่าหลงไปคิด (แค่รู้ว่ากำลังเผลอไปคิด ไม่ต้องไปพยายามรู้ว่าเมื่อกี้คิดเรื่องอะไรนะครับ) เป็นต้น
แค่เพียงเราคอยสังเกตอารมณ์ตัวเองว่า ชอบ ไม่ชอบ รัก ไม่รัก พอใจ ไม่พอใจ ยินดี ไม่ยินดี โกรธ ไม่โกรธ เผลอคิด หลงคิด อิจฉา เสียใจ น้อยใจ ปลื้ม ทุกข์ใจ สุขใจ เบื่อ เหงา อยาก สบายใจ หงุดหงิดใจ สงสาร มันส์ เพลิน เฉย ง่วงอยากนอน ฯลฯ ง่ายๆเพียงเท่านี้ มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตามรู้ไปเท่านั้น ไม่ต้องไปทำอะไรมากกว่านี้ แค่รู้สึกก็เพียงพอ นี่แหละครับการปฏิบัติธรรม ง่าย ง่ายมาก ง่ายที่สุด ไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรเลย ผมจึงคิดว่า การบวกลบคูณหารเลขนั้น ต้องใช้สมองต้องใช้นิ้วนับ ยังยากกว่าการรู้สึกตัวว่ามีอารมณ์อะไรอยู่อีก
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แค่รู้สึกถึงอารมณ์ต่างๆนั้น มันจะเป็นการปฏิบัติธรรมไปได้อย่างไร มันดียังไง ก่อนอื่น รู้ตัวก่อนครับว่าสงสัย (คนที่ไม่สงสัยก็รู้ตัวนะครับว่าสมน้ำหน้าคนเขียนที่เดาผิด) ผมขอตอบว่ามันดีอย่างไรก่อนดีกว่า เวลาที่เรารู้สึกตัวนั้น มันจะมีชั่วขณะหนึ่งที่มันหยุดความต่อเนื่องของอารมณ์เดิม เช่น กำลังโกรธเพื่อนมากๆ แล้วรู้สึกตัวปุ๊ป จังหวะนั้นความโกรธมันหยุดลงชั่วขณะ ไอ้ที่โกรธมากๆจนจะระเบิด มันต้องค่อยๆกลับไปเริ่มโกรธใหม่ เราจะมีเวลาคิดไตร่ตรองการกระทำของตัวเอง หรือเวลาที่เราสุขมาก เช่นไอ้หนุ่มที่เราแอบมองมันเอาดอกไม้มาให้ เราก็สุขมากๆ พอเรารู้สึกตัวปุ๊ป ความสุขมันหยุดชั่วขณะ เราก็จะไม่สุขเวอร์จนกระโดดตัวลอย หัวเราะหน้าบานจนไอ้หนุ่มนั่นวิ่งหนีเตลิดไป (เรียกขำๆว่า มีสติช่วยรักษากริยาหญิงก็ได้ครับ) เวลาที่มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น เราจะรู้ทันตัวเองและควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น แค่นี้ก็เป็นข้อดีที่สมควรทำแล้วนะครับ
ส่วนการรู้สึกถึงอารมณ์ต่างๆนั้น เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างไร ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ไอ้อารมณ์ต่างๆนั้น ก็คือสภาวธรรมนั่นเอง เรากำลังเรียนรู้สภาวธรรมอยู่ เมื่อเราเรียนรู้สภาวธรรมจนจิตมันจำสภาวธรรมต่างๆได้ เวลามีอารมณ์หรือสภาวธรรมแบบนั้นเข้ามาอีก มันก็จะเกิดสติไประลึกรู้สภาวธรรมนั้น พอสติเกิดบ่อยขึ้นๆ จนจิตมันเห็นสามัญลักษณะของสภาวธรรมพวกนี้ นั่นก็คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตก็จะรู้ว่า กายไม่ใช่ของเรา แม้แต่จิตเองก็ไม่ใช่ของเรา ตรงนี้ก็เรียกได้ว่าเกิดปัญญาเล็กน้อยเห็นธรรมขึ้นมาแล้ว หลังจากนั้นก็จะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆจนสามารถสลัดทิ้งไม่ยึดแม้กระทั่งกายแม้กระทั่งจิต ถึงตอนนั้นความทุกข์ใดๆก็ไม่สามารถหยั่งลงแล้ว เรียกได้ว่าเราได้ทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ไม่มีภาระอะไรอีกแล้ว อาจจะดูงงและยากไป ไม่ต้องสนใจก็ได้ครับ เอาเป็นว่า หมั่นรู้สึกถึงอารมณ์ต่างๆในแต่ละวัน ในแต่ละเวลาก็พอครับ
เห็นไหมครับ ธรรมะไม่ยากเลย ง่ายมากด้วย แค่รู้สึกตัว รู้สึกถึงอารมณ์ต่างๆเท่านั้น แล้วก็มีศีล 5 ไว้ ถ้าจะยากก็ยากแค่ผู้ไม่ปฏิบัติเท่านั้น หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยกล่าวไว้ว่า "การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ" เราเพียงแค่คอยตามรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ความต่อเนื่อง เราต้องหมั่นคอยสังเกตบ่อยๆ เนืองๆ ทำไปเรื่อยๆไม่ต้องหวังอะไร ทำให้บ่อย ทำให้ต่อเนื่อง แล้วเราจะรู้ว่าธรรมะนั้นง่ายจริงๆ ต่อไปก็อาจจะมีคนมาบอกว่า ธรรมะง่ายกว่าภาษาไทย ธรรมะง่ายกว่า สปช ง่ายกว่า สลน ธรรมะง่ายกว่าเคมี ธรรมะง่ายกว่าฟิสิกส์ ฯลฯ ธรรมะนั้นง่ายจริง แต่เราต้องเริ่มปฏิบัติด้วยครับ