ว่าด้วยเรื่องสติ
เวลาที่บอกว่าให้มีสติ หลายๆคนก็คิดว่าตัวเองมีสติอยู่แล้ว แต่ความเป็นจริงนั้น เรายังไม่รู้จักว่าสติที่แท้นั้นเป็นอย่างไร เราก็เลยคิดจากประสบการณ์เดิมๆว่าเรามีสติ ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว เราอาจจะไม่รู้จักสติเลยก็ได้ ดังนั้น ก่อนที่จะมีสติ เรามาทำความรู้จักสติกันก่อนดีกว่า
 
สติ แปลว่า ความระลึกรู้ ระลึกรู้ หมายความว่า อยู่ๆมันเกิดขึ้นเอง อยู่ๆมันก็ระลึกรู้ขึ้นมาเอง ไม่มีใครไปสร้างความระลึกรู้ขึ้นมาได้ ไม่มีใครไปบังคับให้ความระลึกรู้เกิดได้ งงไหมครับ ไม่มีใครไปทำให้มันเกิดได้ แล้วสติหรือความระลึกรู้นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก่อนอื่นเราก็ต้องรู้ก่อนว่า สติหรือความระลึกรู้นั้นเกิดจากอะไร ลองคิดเล่นๆถึงคำว่าระลึกรู้ (หรือสตินั่นเอง) ว่าหมายความว่าอย่างไร
 
คำว่าระลึกนั้น หมายความว่า ต้องเคยเจอก่อนแล้วพอมาเจออีกครั้งจึงจำได้ เช่น เดิมทีผมไม่รู้จักคนที่ชื่อเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย มาก่อนเลย แล้วหากมีคนแนะนำผมว่าเบิร์ด ธงไชยนั้น หน้าตาก็ขาวๆ อายุประมาณ 50 ปี เป็นนักร้อง เต้นเก่ง นึกให้ตายอย่างไร ผมก็นึกถึงหน้าหรือท่าทางของพี่เบิร์ดไม่ออก แต่ถ้าเพื่อนผมให้ดูรูปพี่เบิร์ด ผมก็จะอ๋อ พี่เบิร์ดหน้าตาแบบนี้ เพื่อนให้ผมดูเทปบันทึกภาพคอนเสิร์ตพี่เบิร์ด ผมก็อ๋อ เสียงพี่เบิร์ดเป็นแบบนี้ แกชอบเต้นแบบนี้ ผมเริ่มจะจำพี่เบิร์ดได้แล้ว ทีนี้เวลาผมเดินในห้างสรรพสินค้าผ่านทีวีที่เขาเปิดเทปพี่เบิร์ด ผมก็จะระลึกได้ว่า อ๋อ เสียงนุ่มๆเพราะๆแบบนี้คือเสียงพี่เบิร์ด (ต่อให้ตอนแรกเพื่อนผมเปิดเพลงคู่กัดให้ฟัง แต่พอผมได้ยินเพลง ซ่อมได้ ผมก็รู้ว่านี่คือเสียงพี่เบิร์ด) หรือเวลาดูเทปบันทึกภาพคอนเสิร์ต พอผมเห็น ผู้ชายหน้าตาคุ้นเคย เต้นเก่งๆ เรียกเสียงกรี้ดได้มากๆ ผมก็จะระลึกรู้ได้ว่า นี่คือพี่เบิร์ด ไม่ว่าจะแบบเบิร์ดๆครั้งที่ 100 ผมก็สามารถระลึกได้ว่านี่คือคอนเสิร์ตพี่เบิร์ด
 
พอเข้าใจความหมายของการระลึกหรือยังครับ สรุปง่ายๆอีกครั้ง เราจะระลึกถึงสิ่งใดได้ เราต้องเคยเห็นเคยรู้จักสิ่งนั้นก่อน แล้วพอมาเจออีกทีเราก็จะรู้เองเลยว่าอ๋อ คือสิ่งนั้นนั่นเอง เพราะเราจำลักษณะเด่นๆของมันได้ แม้ว่าเราเจอในรูปลักษณ์ใหม่ แต่ถ้ายังมีเค้าของเดิมอยู่เราก็จะรู้ทันที เพราะเราเคยเจอมันมาก่อนแล้ว แต่อย่าลืมนะครับว่า สตินั้น แปลว่าระลึกรู้ มีคำว่ารู้อีกตัว เราก็ต้องมาดูก่อนว่าคำว่า รู้  หมายความว่าอย่างไร และรู้อะไร
 
รู้ คืออะไรอันนี้อธิบายยากหน่อยครับ เอาเป็นว่า รู้ก็คือ การไปรู้หรือไปเห็นอะไรบางอย่าง ไม่ใช่การคิดเอาเอง ไม่ใช่ไปกำหนด เช่น เรานั่งอยู่กลางสนาม แดดร้อน เรารู้ว่าตัวเราร้อน พอลมพัดว่าเราก็รู้ว่าเย็น เราไม่ได้คิดว่าเราร้อนหรือคิดว่าเราเย็น เรารู้สึกขึ้นมาทันทีเวลาที่มีอะไรมาสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนังร่างกาย หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจเราเอง นี่แหละครับเรียกว่าการรู้
 
พอรวมความ สติ หรือการระลึกรู้นั้น ก็เลยหมายถึงว่า เราเคยพอเคยเจอเคยเห็นสิ่งหนึ่งจนเราจำได้ว่าลักษณะแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ ท่าทางแบบนี้ เรียกว่าอะไร แล้วอยู่มาวันหนึ่งสิ่งนี้ผ่านเข้ามาให้เราเห็นให้เราเจออีกครั้ง เราก็จะจำได้ว่าคือสิ่งนั้นนั่นเองเคยเจอมาแล้ว และเราก็จะรู้ว่า อ๋อ สิ่งนี้ผ่านเข้ามา เริ่มเข้าใจขึ้นบ้างหรือยังครับ สิ่งสำคัญต่อไปคือ เราก็ต้องทราบว่า สติหรือการระลึกรู้นั้น ไประลึกรู้อะไร
 
สติหรือการระลึกรู้นั้น ไประลึกรู้สิ่งที่เรียกว่า สภาวธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ใจเย็นๆก่อนนะครับ หลายคนพอได้ยินคำว่าสภาวธรรม อาจจะเริ่มงงและคิดว่ายากเกินไปแล้ว ลองทนอ่านต่ออีกสักนิดครับ แล้วจะรู้ว่า คำว่าสภาวธรรมนั้น เป็นเพียงชื่อเรียกหรูๆของอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเท่านั้นเอง เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ โมโห หงุดหงิด ชอบใจ ยินดี เบื่อ สงสัย งง เครียด กดดัน ตลก ขำ ปลื้มใจ ท้อใจ เหนื่อยใจ ฯลฯ อารมณ์อะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นกับจิตใจเรา ณ เวลาปัจจุบัน นั่นแหละสภาวธรรม เห็นไหมครับแค่ชื่อมันดูยากๆ แต่จริงๆง่ายนิดเดียวเอง เราทุกคนเคยโกรธไหมครับ เคยยินดีไหม เคยหงุดหงิดไหม เคยโมโหไหม เคยขำไหม เคยงงไหม เคยสงสัยไหม เคย... อีกมากมายครับ ถ้าเคย ก็แสดงว่าคุณก็รู้จักสภาวธรรมเหมือนกันนั่นแหละครับ เพียงแต่คุณอาจจะไม่เคยนึกถึง หรือว่าไปรู้ตอนที่มันเกิดสดๆร้อนๆเองต่างหาก 
 
เมื่อก่อนเราอาจจะเคยมีอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นมา แต่เราไม่ได้ดูไม่ได้รู้ไม่ได้สนใจเท่านั้น เราก็ต้องค่อยๆฝึกเรียนรู้อารมณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามา โดยที่เข้าไปรู้จักมันไว้ก่อนเฉยๆ ไม่ต้องไปไล่อารมณ์โกรธ หรือพยายามประคองอารมณ์ยินดีให้อยู่นานๆ เรามีหน้าที่แค่ไปทำความรู้จักเท่านั้น พอรู้จักกันแล้ว เวลาที่มันผ่านมาอีกที ใจเราก็จะไประลึกรู้ได้เองว่า อ๋อ เคยเจอมาแล้ว เท่านั้นเองครับ ไม่ต้องไปพยายามทำให้เกิด ถ้าเราไปพยายามทำให้เกิดก็เหมือนกับเราไม่เคยรู้จักพี่เบิร์ดมาก่อน แต่เวลาไปเจอตัวเราก็พยายามนึกว่าเค้าชื่ออะไร ทั้งๆที่เรายังไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำ เราก็จะรู้สึกถึงความอึดอัดนั้น เช่นกันกับเวลาที่เราไปพยายามมีสติหรือพยายามระลึกรู้ คงจะอึดอัดดีพิลึกที่เราไม่รู้จักแต่พยายามไปนึกโดยไม่คิดทำความรู้จัก
 
หากอยากมีสติ เราก็ต้องทำเหตุที่จะเกิดสติ คือขยันคอยรู้จักอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา รู้ไปเล่นๆไว้ก่อน พอเราทำความรู้จักคนคุ้นเคย เวลาที่อารมณ์นั้นๆผ่านเข้ามาอีกครั้ง ใจมันก็จะไประลึกรู้ด้วยตัวของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านี้แล้ว แค่คอยรู้ไปอย่างเดียว อ้อ สำหรับผู้ที่สนใจนั้น ครูบาอาจารย์ท่านเตือนเสมอว่า จะเจริญสติไม่ว่าจะแบบไหน ต้องมีศีล5 ด้วยเป็นอย่างน้อย อย่าลืมว่า เวลาเรารู้อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เราเข้าไปรู้อย่างเดียว เราไม่ได้ไปกดข่มอารมณ์ หรือประคองอารมณ์ใด เช่น กรณีมีคนทำให้เราโกรธอย่างมาก หากเราไม่ศีล5 เราก็อาจจะไปด่าว่าหรือทุบตีคนที่ทำให้เราโกรธได้ ทางที่ดีคือโกรธมันเกิดขึ้นในใจ เราก็แค่รู้มัน อยากตบเราก็รู้ว่าอยากตบ แต่เราไม่ไปทำไม่ดีกับเขา ไม่ไปเบียดเบียนเขา
 
ต้องสำรวจตัวเองดีๆนะครับ สิ่งที่เราคิดว่าเรามีสตินั้น แท้ที่จริงแล้วเรามีสติจริงหรือ เราคิดไปเองหรือเปล่าว่าเรามีสติ เราไปกำหนดมันอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า เราไปคอยเพ่งคอยจ้องรอให้อารมณ์มันเกิดหรือไม่ หากใช่ข้อใดข้อหนึ่ง แสดงว่าคุณไม่มีสติตัวจริงเสียแล้ว คุณมีแต่ความคิดว่าตัวเองมีสติ ตัวเองสติเกิดบ่อย เพราะว่า สติตัวแท้นั้นเกิดขึ้นเองไม่มีใครบังคับได้ เราต้องหมั่นตรวจสอบตัวเองอยู่บ่อยๆ ที่สำคัญอย่าลืมที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนเสมอว่า "มีสติรู้กายตามรู้ใจลงปัจจุบัน ด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง"
 
หมายเหตุ ข้อเขียนนี้อาจจะผิดนะครับเพราะผมเองก็เขียนจากการตีความของผม อ่านเพียงเพื่อกระตุ้นความสนใจก็พอครับ ให้ครูบาอาจารย์ช่วยชี้แนะจะเป็นประโยชน์มากกว่าครับ