สิทธิของทุกคน
ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ความคิดแตกแยกเป็นหลายฝ่ายหลายสี เราก็ต้องอย่าลืมการเคารพสิทธิของฝ่ายที่ไม่ใช่พวกเราด้วย ไม่ว่าจะสีไหนก็ตาม และที่สำคัญก็ต้องอย่าลืมว่าไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดที่ควรค่าแก่การทะเลาะกันของพี่น้องที่เกิดร่วมท้องเดียวกัน หรือพ่อลูกที่เลี้ยงดูกันมา หรือครอบครัวที่เคยมีความรักความอบอุ่น หรือแม้แต่เพื่อนฝูงคนในสังคมเดียวกัน อุดมการณ์ทางการเมืองล้วนเป็นเรื่องสมมติชั่วครั้งชั่วคราว เกิดขึ้นมาไม่นานก็เปลี่ยนแปลงไป ครั้งหนึ่งเป็นชุมชน ครั้งหนึ่งเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช ครั้งต่อๆมาเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ เต็มใบ ก็ล้วนผ่านมาแล้วผ่านไปทั้งสิ้น ไม่เคยมีอุดมการณ์ใดคงอยู่ถาวร แล้วเราจะไปเดือดร้อนกับมันทำไม หลายคนอาจจะมองว่าเป็นการเห็นแก่ตัว แต่อย่าลืมว่าหากเราไม่ทำตัวเองให้ดีก่อน ทำให้ครอบครัวคนรอบข้างดีก่อน ก็เหม็นขี้ฟันที่จะบอกว่าจะทำไปเพื่อชาติบ้านเมือง
เรามัวแต่ห่วงสิทธิที่มันเป็นเรื่องสมมติ จนลืมสิทธิแท้ๆไปเรื่องหนึ่ง สิทธิที่เราต้องยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะได้มา แต่เรากลับละเลยไปด้วยสิ่งสมมติต่างๆนานา สิทธิที่ว่านี้คือสิทธิในการศึกษาธรรม เข้าถึงธรรมที่พระพุทธองค์ค้นพบและเมตตาสั่งสอน เราลืมไปว่ากว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นยากเย็นเพียงใด จำได้คร่าวๆว่า ยากกว่าที่เต่าตาบอดว่ายอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ หลายร้อยปีจึงจะว่ายขึ้นมาผิวน้ำหนึ่งครั้ง ความเป็นมนุษย์นั้นยากกว่าที่เต่าตาบอดตัวนั้นว่ายขึ้นมาแล้วสอดคอพอดีกับช่องแอกที่มีช่องเดียวที่มีคนโยนไว้กลางมหาสมุทร พอจะนึกภาพออกไหมครับว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี่ยากขนาดไหน และการเกิดเป็นมนุษย์แล้วได้เจอกับคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยแล้ว เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่ายากอีกครับ แต่เราได้สิทธินั้นมาโดยที่เราลืมความเป็นมาของเราในครั้งหลังไปหมด เราเลยคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมและได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ หากใครมีความจำดีๆก็จะรู้ว่าสิทธิในเรื่องนี้นั้น กว่าจะได้มาเราต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏไม่รู้เท่าไหร่
ทีนี้บางคนบอกอีกว่า ฉันแก่แล้วคงปฏิบัติไม่ได้ ฉันต้องเลี้ยงลูกคงไม่มีเวลา ฉันต้องทำงานยากที่จะปฏิบัติ ฉันยังเด็ก ยังเหลือเวลาอีกเยอะ ความคิดเหล่านี้ล้วนเป็นทางประมาททั้งนั้น เรามีสิทธิในการเข้าถึงธรรมอย่างเต็มเปี่ยม เพราะคนที่ไม่มีสิทธินี้ได้แก่ คนที่ฆ่าแม่ คนที่ฆ่าพ่อ คนที่ฆ่าพระอรหันต์ คนที่ทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต คนที่ยุสงฆ์ให้แตกกัน ลองนึกดูดีๆนะครับเคยทำข้อไหนหรือเปล่าในชีวิตนี้ ทำพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต เราก็ไม่มีโอกาสแล้ว ฆ่าพระอรหันต์นี่ยากนะครับ และเราก็คงไม่ใช่คนประเภทที่ฆ่าคนเป็นกิจวัตรแล้วบังเอิญคนที่เราฆ่าเป็นพระอรหันต์หรอกครับ คนที่ยุสงฆ์ให้แตกกันก็ต้องเป็นพระ เราก็คงไม่มีโอกาส เหลือแต่ว่าเคยฆ่าพ่อ ฆ่าแม่หรือเปล่า ถ้าไม่เคยนี่คุณก็มีสิทธิเต็มเปี่ยมที่จะเข้าถึงพระธรรมนะครับ ไอ้เหตุผลอื่นที่ยกมาล้วนเป็นข้ออ้างทั้งนั้น ลองเปิดใจก่อนนะครับการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
การปฏิบัติธรรม แท้ที่จริงก็คือการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมดาในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง เพียงแค่มีสติระลึกรู้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อันนี้ต้องดูดีๆนะครับ สติที่ผมพูดถึงนี่ไม่ใช่ สติประเภทตั้งสติก่อนสตาร์ท หรือ ตั้งสติดีๆใจเย็นๆ แบบที่คนทั่วไปเขาว่ากันนะครับ สติในทางธรรมก็คือการระลึกรู้ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเองเราไม่สามารถไปทำให้สติเกิดได้ ต่อให้ใครใหญ่มาจากไหนก็ไม่สามารถทำให้สตินี้เกิดได้ เราต้องรู้ก่อนว่าสติเกิดจากการจำสภาวธรรมต่างได้ พอจำได้เวลาเจอแล้วสติก็จะระลึกได้เอง สภาวธรรมนี่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไร ก็เป็นเรื่องของอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ดีใจ เสียใจ ชอบใจ พอใจ หงุดหงิด รำคาญ สงสาร น้อยใจ สงสัย เบื่อ เซ็ง หวง ง่วง อยาก ไม่อยาก หลง ไม่หลง โกรธ ไม่โกรธ เป็นต้น
เริ่มต้นเราก็แค่คอยช่วยเขาดูว่าตอนนี้โกรธนะ ตอนนี้ไม่โกรธ ตอนนี้ดีใจ ตอนนี้หงุดหงิด ตอนนี้เศร้า ตอนนี้สงสัย มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็รู้มันไปอย่างนั้น ในขั้นนี้ยังไม่เกิดสติหรอกครับเพราะเราจงใจไปดู แต่ที่เราต้องจงใจไปดูก็เพื่อสอนให้จิตมันจำอารมณ์หรือสภาวธรรมได้ พอจำได้แล้ว ต่อไปเวลามีอารมณ์พวกนี้เกิดขึ้น จะเกิดสติขึ้นไประลึกรู้อารมณ์ต่างๆนั้นเอง หน้าของเราก็ไม่มีอะไรมาก มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นก็คอยตามรู้ไป ไม่ถนัดตามรู้อารมณ์ก็ตามดูร่างกายเคลื่อนไหวก็ได้ เช่น แขนขยับ ขาขยับ นิ้วกระดิก พนักหน้า ส่ายหัว กายหรือใจ อะไรก็ได้ตามรู้ไป แต่ถ้าถนัดตามดูกายก็แนะนำว่าควรจะมีสมาธิเป็นพื้นฐานสักหน่อย เพราะคนที่ถนัดตามรู้กายนั้นมักจะเป็นคนที่รักสุข รักสบาย หากมีพลังสมาธิหนุนจะทำให้ตามรู้ได้ดี ส่วนคนที่ชอบคิดมาก เหมาะสำหรับตามรู้จิตหรืออารมณ์ต่างๆ ก็สามารถตามรู้ได้เลยโดยที่ไม่ต้องทำสมาธิก่อน เพราะหากทำสมาธิก่อนใจมันจะนิ่งๆ มันจะไม่มีอารมณ์แปรเปลี่ยนให้ดู (แต่ก็ควรทำสมาธิบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้จิตมีกำลัง)
การที่เราตามรู้กายรู้จิตนี่แหละครับเรียกว่าการปฏิบัติธรรม เห็นไหมครับว่ามันง่ายมากที่จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน คนที่เลี้ยงลูกก็อาจจะดูอารมณ์เวลาลูกยิ้ม ลูกร้องไห้ ลูกงอแง ว่าอารมณ์เราก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน คนทำงานก็ดูไปว่า เพื่อนร่วมงานจู้จี้รู้สึกเบื่อ คนชมรู้สึกดีใจ เข้าประชุมรู้สึกเครียด คนแก่ก็ยังสามารถทำได้ เช่น เจอเพื่อนข้างบ้านปัดขยะมาหน้าบ้านก็รู้ว่าโกรธ หลานเอาขนมมาให้ก็รู้ว่าดีใจ กับข้าวไม่อร่อยก็รู้ว่าไม่ชอบใจ อะไรก็ได้ในชีวิตประจำวันลองตามดูตามรู้ไป แต่ที่สำคัญคือต้องมีศีล 5 ไว้ด้วย ซึ่งไม่ยากอะไร เพราะเวลาโกรธเราไม่ได้ห้ามว่าอย่าโกรธ แต่เราไปรู้ทันอารมณ์โกรธ และที่สำคัญเราแค่รู้ทัน แต่เราอย่าไปตอบสนองความโกรธด้วยการเปิดปากด่าเพื่อนบ้าน เป็นต้น
การปฏิบัติธรรมไม่มีอะไรยาก คนที่บอกว่ายากคือคนที่ยังไม่เริ่มปฏิบัติและเอาแต่คิดเท่านั้น เราได้สิทธิที่สุดวิเศษในการเข้าถึงธรรมเช่นนี้แล้ว เราอย่าปล่อยให้สิทธินี้ล่วงเลยผ่านไป ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่กว่าจะได้เจอโอกาสอันดีแบบนี้ แค่ "มีสติรู้กายตามรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง" เท่านั้น หลักง่ายๆของการรู้ที่ครูบาอาจารย์ท่านชี้แนะไว้ก็คือ 1. อย่าไปเฝ้าล่วงหน้า รอที่จะรู้ เวลารู้มันรู้ง่ายๆสบายๆไม่ต้องไปเฝ้าไปเพ่งมัน 2. อย่าไปถลำรู้ ให้ดูแบบคนวงนอก เหมือนเวลาดูกีฬา เช่นดูฟุตบอลเราก็ดูภาพรวมของการเล่นมีคน 22 คน ส่งลูกไปมา เราไม่ได้ไปจ้องที่นักฟุตบอลเบอร์ 10 เพียงคนเดียวตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเราก็จะดูไม่รู้เรื่อง 3. รู้ด้วยความที่เป็นกลาง อะไรเกิดขึ้นก็รู้ เช่นเวลาความโกรธเกิดขึ้นก็แค่รู้ว่าโกรธ ไม่ต้องไปพยายามเกลียดความโกรธ อยากให้หาย เวลาดีใจก็แค่รู้ ไม่ต้องไปประคองให้อาการดีใจอยู่นานๆ
ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถ้าเกิดว่าเรารู้สึกปฏิบัติแล้วสุขสงบนานๆ พอเวลาเลิกแล้วโกรธง่าย ใจร้อน โดยที่ไม่รู้ตัวว่าเราโกรธ หงุดหงิดอยู่ แสดงว่าเราติดเพ่งแล้วล่ะครับ เวลาเพ่งนี่ก็เหมือนเราเอาหินไปทับหญ้าไว้ มันจะดูสงบมาก พอเอาหินออกเท่านั้น กระเจิดกระเจิงโมโหร้ายกว่าปกติอีกครับ ต้องระวังดีๆ รู้ไปสบายๆ แล้วจะรู้ว่าเวลาที่มันรู้สึกตัวขึ้นมาเองนั้น มีความสุขเดี๋ยวนั้นเลยครับ
หมายเหตุ ก็เพียงแค่นำสิ่งที่ได้ยินจากครูบาอาจารย์ตามเขียนตามความเข้าใจของผม อาจจะผิดมากกว่าถูก ดังนั้น ขอให้เรื่องนี้เพียงแค่กระตุ้นความสนใจ หรือเพิ่มความต่อเนื่องในธรรมของท่านเท่านั้นนะครับ ส่วนการศึกษานั้นขอให้ศึกษาจากครูบาอาจารย์โดยตรงจะเป็นประโยชน์มากกว่าครับ