สุดยอดวิชายุทธ

 

ลองนึกถึงกระบวนท่าหรืออาวุธคู่กายของตัวเอกในนิยายที่คุณรู้จักดูสิครับ คุณจะนึกถึงใครบ้าง ตอนนี้ผมนึกถึง สิบแปดฝ่ามือสยบมังกรของก้วยเจ๋ง ดรรชนีกระบี่หกสายของต้วนอี้ เก้ากระบี่เดียวดายของของหลินฮูชง  มีดสั้นไม่เคยพลาดเป้าของลี้คิมฮวง ดาบสั้นที่แทงทื่อๆแต่เฉียบขาดของอาฮุยเพื่อนรักลี้คิมฮวง วิชาไหมฟ้าของฮุ้นปวยเอี้ยง ฯลฯ หรือหากไม่ถนัดนิยายจีนลองคิดถึงตัวเอกในการ์ตูนญี่ปุ่นก็ได้ เป็นต้นว่า หมัดอุกกาบาตเปกาซัสของเซนต์เซย่า พลังคลื่นเต่าหรือการแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่าของซุนโกคู คินิกุบัสเตอร์ของคินิกุแมน "Ultra tiger drop" ของหน้ากากเสือ ฯลฯ หากยังไม่คุ้น ลองนึกถึงพระเอกในนิยายบ้างก็ได้เช่น อินทรีย์แดง จอมพรานรพินทร์ ไพรวัลย์ หรือแม้แต่โกโบริก็ได้ครับ
 
สังเกตไหมครับว่าตัวเอกแต่ละคนก็มีแนวทางเป็นของตัวเอง เป็นแนวทางที่ทำให้แต่ละคนโดดเด่นในยุคสมัยของตัวเอง ลองคิดเล่นๆว่าหากเราให้ชายชื่อก้วยเจ๋งฝึกปามีดบิน ให้ลี้คิมฮวงมาเรียนกระบี่พลิกแพลงอย่าเก้ากระบี่เดียวดาย ให้หลินฮูชงฝึกแทงดาบแบบอาฮุย หรือไม่ให้ซุนโกคูปราบจอมมารบูด้วยหมัดอุกาบาตเปกาซัส หรือพยายามให้เซย่าฝึกแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่า ให้อินทรีย์แดงใช้มีดป่าแทนปืนพก หรือให้โกโบริฝึกวิชาขลุ่ยของพระอภัยมณีตอนจีบนั่งเรือชมคลองบางกอกน้อย คงจะได้เห็นตัวเอกที่เป็นตำนานเกือบทุกคนโดนศัตรูทำร้ายจนหมดสภาพแน่ๆ
 
ผมพยายามหาตัวอย่างมาเปรียบเทียบแบบสุดโต่งเพื่อจะเห็นภาพว่า คนแต่ละคนก็มีสิ่งที่ถนัด สิ่งที่คุ้นเคยไปคนละทาง แทบจะไม่มีใครที่เหมือนกับใครได้ทุกอย่าง ในการศึกษาธรรมก็เช่นกัน เราจึงควรที่จะต้องหมั่นสังเกตตัวเองให้ดี ว่าเราถนัดแบบไหน ทำอะไรแล้วสติเกิดบ่อย ไม่ใช่ว่าเห็นเพื่อนเราพี่เราดูลมหายใจกัน เราก็ตั้งหน้าตั้งตาดูลมหายใจโดยไม่ฟังเสียงใคร ค่อยๆดูนะครับ เพราะถ้าผิดทาง ยิ่งขยันก็จะยิ่งนอกลู่นอกทาง เปรียบง่ายๆก็เหมือนเราตั้งใจจะไปเชียงใหม่ แต่ขยันเดินไปตามถนนเพชรเกษมอย่างไม่ย่อท้อ ก็คงถึงเชียงใหม่ได้นะครับ แต่ต้องไปอ้อมขั้วโลกใต้กับขั้วโลกเหนือก่อน
 
หากสนใจในการปฏิบัติธรรม ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำอะไร เราต้องรู้จักตัวเองคร่าวๆก่อน เราต้องสังเกตตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนประเภทไหน ครูบาอาจารย์ท่านชี้แนะว่ามีสองประเภท ก็คือ พวกแรกเป็นพวกที่รักสุข รักสบาย รักสวยรักงาม ใครมีนิสัยประเภทนี้ก็ถือว่าเป็นพวกสมถยานิก(สมาธินำปัญญา)  อีกพวกเป็นพวกชอบคิดนึกตรึกตรอง ชอบวิพากษ์วิจารณ์ จินตนาการ ถกเถียงเจ้าหลักการ ก็ถือว่าเป็นกลุ่มของวิปัสสนายานิก(ปัญญานำสมาธิ) ต้องจำแนกตัวเองให้ออกก่อนว่าเป็นคนแบบไหนนะครับ แต่ก็ต้องระวังเพราะมีคนบางคนที่มีนิสัยสองอย่างนี้ผสมกัน อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองแล้วว่าเราจะสังเกตตัวเองได้ถ้วนถี่แค่ไหน
 
พวกที่เป็นสมถยานิกก็จะเหมาะกับการปฏิบัติที่เริ่มด้วยการเจริญสมถกรรมฐานให้มีสมาธิเสียก่อน แล้วค่อยไปเจริญปัญญาด้วยการดูกายหรือเวทนา โยก็ต้องเลือกสมถกรรมฐานที่เหมาะกับความถนัดของตัวเอง เช่นบางคนถนัดลมหายใจ บางคนถนัดดูท้องพองยุบ บางคนถนัดบริกรรมพุทโธ บางคนก็ถนัดในอิริยาบถสี่ คือ ยืนเดินนั่งนอน ซึ่งเรื่องปลีกย่อยตรงนี้เราต้องหมั่นดูตัวเอง คอยสังเกตดูตัวเองดีๆ เราอาจจะคิดว่าเราถนัดดูลมหายใจเพราะเราดูมานานแล้ว แต่หากดูลมหายใจไปเรื่อยๆสักระยะหนึ่งแล้วจิตไม่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ขึ้นมาได้ อาจจะต้องลองเปลี่ยนไปดูอย่างอื่นบ้าง เช่น พองยุบ เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับความแยบคายในการสังเกตตัวเองนะครับ และไม่ใช่ว่าดูลมมา 3 วันแล้ว ไม่เห็นอะไร แล้วเปลี่ยนไปดูอย่างอื่นนะครับ มันเร็วเกินไปหน่อยครับ ดูง่ายๆว่า ทำอะไรแล้วมันสุขมันสบายปลอดโปร่ง ไม่ซึมไม่แข็งไม่เครียดไม่ทื่อ เพราะเคล็ดลับสำคัญจากครูบาอาจารย์คือ ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ เราก็มีสติรู้อารมณ์กรรมฐานนั้นไปเรื่อยๆ ไม่กดข่มหรือบังคับ จนเห็นว่าร่างกายนี้หายใจ จิตเป็นคนดู หรือ ร่างกายขยับจิตเป็นคนดู ตามรู้กายหรือเวทนาไป
 
ส่วนกลุ่มที่เป็นวิปัสสนายานิกนั้นเหมาะกับการเจริญปัญญาด้วยการดูจิตหรือธรรมไปเลย วิธีการก็ง่ายๆ คือดูไปที่อารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไปเลย เจอเพื่อนแล้วดีใจก็รู้ว่าดีใจ โดนด่าแล้วโกรธก็รู้ว่าโกรธ เกิดอารมณ์หงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมาก็รู้มันไป ดูไปเรื่อยๆ สงสัย อยากได้ พอใจ ไม่พอใจ ยินดี เคือง แค้น หลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ ตาจ้องดูรูป หูไปฟังเสียง ฯลฯ อารมณ์ใดผ่านเข้ามาก็รู้ไป จำหลักที่ครูบาอาจารย์ให้ไว้สามข้อคือ หนึ่ง อย่าไปเพ่งไปคอย รอที่จะดู สอง เวลาดูให้ดูอยู่ห่างๆ อย่าถลำไปดู สาม ดูแล้วไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องอยากให้อารมณ์ที่ไม่ดีหาย ไม่ต้องอยากรักษาให้อารมณ์ที่ดีอยู่นานๆ พูดง่ายๆคือ ไม่ทำอะไรนอกจากรู้ อาจจะเพิ่มสิ่งที่เรียกว่า วิหารธรรม เพื่อเตือนให้ระลึกรู้บ่อยๆ เช่น การเดิน การดูลมหายใจ การกระดิกนิ้วเคาะมือ การหมั่นสังเกตดูอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้น เป็นต้น
 
ต้องอยากตรงนี้เห็นหรือยังครับว่าหากเราไม่สังเกตตัวเองก่อนว่าเป็นคนประเภทไหน เราก็จะเริ่มต้นด้วยการไปผิดทางเสียแล้ว ที่สำคัญคือเราต้องหมั่นสังเกตตัวเอง อย่าตามคนอื่น บางคนเดินแล้วสติเกิดบ่อย บางคนนั่งแล้วดีกว่าเดิน บางคนชอบอยู่ที่เย็นๆ บางคนอยู่ที่ร้อนๆหน่อยแล้วภาวนาดี บางคนชอบภาวนากลางวัน บางคนชอบกลางคืน บางคนชอบที่เงียบๆ บางคนต้องเป็นที่มีเสียงบ้าง แต่ละคนก็มีจริตนิสัยความชอบที่แตกต่างกัน ต้องระลึกไว้ว่าเรากำลังเดินทางไปสู่จุดหมายเดียวกัน แต่ว่าใช้คนละเส้นทาง หรือแม้แต่สถานที่ บางสถานที่เราไปอยู่สามหรือสี่วันแล้วสติเกิดบ่อย แต่ที่เดียวกันหากอยู่เป็นเดือนเราจะไม่มีสติ ตรงนี้ขอย้ำนะครับว่า ต้องหมั่นสังเกตตัวเองให้ดีๆ
 
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่เปรียบเหมือนพื้นฐานก่อนการฝึกวิชานั้น ในทางธรรมเรียกว่า ศีล5 อย่างน้อยต้องรักษาศีล5ให้ได้ มีศีลเพื่อป้องกันใจไม่ให้เศร้าหมอง หากไม่รักษาศีลแล้วก็เปรียบเสมือนเราฝึกยอดวิชาทั้งๆที่ร่างกายพิกลพิการ ทำอย่างไรก็ไม่อาจจะสำเร็จได้ มีศีลไว้แล้วลองสังเกตตัวเองว่าเป็นคนประเภทไหน เหมาะกับการทำอะไร แล้วก็รู้ไปเลยครับ ไม่ต้องรออะไรแล้วครับ ยึดหลัก "มีสติรู้กาย ตามรู้ใจในปัจจุบัน ด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง" ไว้ครับ
 
หมายเหตุ ผมเพียงนำธรรมะที่ได้ฟังจากครูบาอาจารย์มาถ่ายทอดตามความเข้าใจของผมเพื่อกระตุ้นความสนใจในธรรมเท่านั้นนะครับ อย่าเพิ่งเชื่อในการตีความของผม ลองขอคำแนะนำจากครูบาอาจารย์เลยจะมีประโยชน์มากกว่ามากครับ