มนุษย์ใจง่าย
 
หลายคนเคยได้ยินความหมายของคำว่ามนุษย์มาบ้าง คำว่ามนุษย์นั้นเกิดจากคำว่า มโน ซึ่งแปลว่าใจ มารวมกับคำว่า อุษย์ ที่แปลว่า สูง ดังนั้นคำว่ามนุษย์จึงแปลได้ว่า ผู้มีใจสูง นั่นเอง ไม่รู้ว่าจะมีคนขี้สงสัยอย่างผมหรือเปล่า ผมสงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า ไอ้ที่ว่าใจสูงนั้น มันสูงอย่างไร หากลองไปมองเปรียบเทียบกับสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือเดรัจฉาน ก็ทำให้คิดได้ว่าคนหรือมนุษย์น่าจะมีใจที่สูงกว่า แต่หากไปมองดู เทวดา มาร หรือพรหม ก็ดูว่าคนหรือมนุษย์ไม่น่าจะสูงเท่าไหร่ เพราะเห็นคนมากมายยกมือไหว้บวงสรวงเทวดา ขอพรพรหมอยู่เรื่อยๆ ผมลองหาคำตอบมามาก คำตอบที่ดูจะฟังขึ้นที่สุดคือ มนุษย์สามารถพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นไปได้ เป็นภพภูมิที่สามารถปฏิบัติธรรมได้ แต่คำตอบที่ผมหาได้นั้นก็เหมือนกับเกาแต่ยังไม่ถูกที่คันสักทีเดียว
 
จนเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ได้ลองตามดูใจตัวเองสักระยะ ก็เริ่มสังเกตเห็นได้ว่า บางวันเราก็โกรธหงุดหงิดเหมือนสัตว์นรก บางเวลาก็อยากได้นั่นอยากได้นี่เหมือนเปรต บางครั้งก็แสดงอัตตาตัวตนไม่ต่างจากอสุรกาย บางทีก็เหม่อลอยเหมือนหมาแมว บางเวลาก็รู้สึกสุข รื่นรมย์ บางครั้งผมก็รู้สึกว่าใจนิ่ง สงบ (แต่อาจจะไม่ถึงขั้นพรหมนะครับ โดยส่วนตัวถนัดไปทางภพภูมิล่างๆมากกว่า) และเมื่อได้ยินคำสอนจากครูบาอาจารย์ประกอบเลยเข้าใจแล้วครับว่า มนุษย์ที่มีใจสูง นั้นหมายความอย่างไร
 
พวกเปรตเค้าก็จะอยากได้ตลอดเวลา พวกสัตว์นรกก็จะร้อนทรมานตลอด เทวดาก็จะมีแต่ความสุข พรหมก็จะนิ่งสงบตลอดเวลา ภพภูมิอื่นๆใจของเขาจะจับอยู่แค่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว มีแต่มนุษย์นี่แหละ ที่มีใจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่ง เดี๋ยวใจก็หลงไป เผลอไป เดี๋ยวใจก็อยากได้ เดี๋ยวใจก็มีความสุข เดี๋ยวใจก็ทุกข์ เปลี่ยนแปลงสลับไปสลับมาตลอด ถ้าลองสังเกตใจตัวเองดีๆ จะพบว่า ใจของมนุษย์นี้เอง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตั้งแต่ภพภูมิโทสะของสัตว์นรก โมหะของเดรัจฉาน โลภของเปรต ไปจนถึงความสุขของเทวดา ความสงบของพรหม และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเสียด้วย ในเวลาเพียงแค่หนึ่งวัน เปลี่ยนไปไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยครั้ง ท่านจึงว่าคนหรือมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีใจสูง ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านอธิบายความหมายเพิ่มเติมว่า ใจสูงก็คือใจของพวกเรามี range ที่กว้างที่สูง ตั้งแต่สัตว์นรก เปรต ไปจนถึงพรหม หรือพูดง่ายๆก็คือ มีโอกาสความเป็นไปได้ที่อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงอย่างหลากหลายนั่นเอง
 
แล้วใจแบบนี้เหมาะกับการปฏิบัติธรรมอย่างไร เหมาะมากครับ เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นตลอดเวลา ลองนึกถึงเปรตที่วันๆมีแต่ความโลภ หรือสัตว์นรกที่วันๆเอาแต่โกรธ หรือเทวดาที่มีความสุขชั่วนาตาปี หรือพรหมที่สงบนึ่งเป็นกัปป์แล้ว มนุษย์ที่ใจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกเวลานี่แหละครับเหมาะที่สุดแล้วสำหรับการปฏิบัติธรรม ต้องอ่านดีๆนะครับ เหมาะที่สุดสำหรับการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เหมาะสำหรับการหาความสุข ที่ต้องบอกแบบนี้เพราะบางคนเชื่อว่าปฏิบัติธรรมแล้วมีความสุขสงบ เช่น พอนั่งสมาธินิดหน่อยแล้วมีความสุข ก็คิดว่าตรงนี้แหละสุขแล้ว จริงๆมันเป็นความสุขชั่วครั้งชั่วคราว พออกจากสมาธิก็มาเจอทุกข์เหมือนเดิม การปฏิบัติธรรมที่แท้ก็เพื่อหาความจริงครับ ไม่ใช่หาความสุข ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าความสุขตรงนี้มันเป็นแค่สุขเล็กน้อย ยังกระท่อนกระแท่น เทียบไม่ได้กับความสุขเวลาที่เราเห็นความจริงหรอกครับ
 
หากเราต้องการจะเห็นความจริง การเกิดเป็นมนุษย์ก็นับว่ามาถูกทางแล้ว หากได้ฟังธรรมะของพระพุทธองค์ด้วยแล้ว ก็ถือว่าเรามีปัจจัยพร้อมแล้วที่จะหาความจริง วิธีการก็ไม่มีอะไรมาก เราคอยสังเกตดูกายตามดูใจของเรา เดี๋ยวสักพักเราก็โกรธ เดี๋ยวสักพักเราก็อยากได้ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็หงุดหงิด ดีใจ เสียใจ เหงา เศร้า อยากกิน อยากนอน สนุก ตลก สงสัย ชอบ ไม่ชอบ หลง เผลอ มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นมาก็ตามรู้ไป รู้เฉยๆไม่ต้องทำอะไรนอกจากรู้ อย่าไปเผ้ารอที่จะรู้ เวลารู้ก็ดูห่างๆ อย่าไปเพ่งไปจ้องอย่าไปถลำรู้ พอรู้แล้วก็อย่าไปทำอะไรต่อ เท่านั้นเอง
 
ลองดูตัวอย่างง่ายๆนะครับ วันก่อนผมก็นั่งทานกล้วยน้ำว้าแล้วคิดอะไรเพลินๆไปเรื่อยเปื่อย พอผมรู้สึกตัวขึ้นมาว่า เอ๊ะ เมื่อกี้หลงไปนะ ไอ้อารมณ์ตอนเอ๊ะนั้น (เอ๊ะ อันนี้เป็นคำอุทานสมมตินะครับ เพื่อสื่อว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เป็นรอยคั่นของสองสภาวะที่แตกต่างกัน ผมไม่ได้เอ๊ะทุกครั้งที่รู้สึกตัวนะครับ) ผมรู้สึกถึงความแตกต่างของสองสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เปรียบง่ายๆคือ ตอนที่ผมทานกล้วยแล้วคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนั้น ผมไม่รู้สึกถึงรสชาติของกล้วยเลย ตอนนั้นผมหลงอยู่ในความคิด ช่วงที่ผม เอ๊ะนั้น ผมไปรู้สึกถึงความหวานของกล้วยน้ำว่าที่ทานอยู่ ผมหลุดออกจากความคิดฟุ้งซ่าน เคยเป็นไหมครับนั่งทานอะไรเพลินๆแล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไม่ได้รู้รสอาหารเลย แล้วอยู่ๆเราก็กลับมารู้สึกถึงรสอาหารที่เรากำลังทานกำลังเคี้ยวอยู่ ลองสังเกตดูดีๆสิครับ ผมว่ามันชัดเจนดีนะ จากที่เผลอๆแล้วมารู้สึกถึงรส อันนี้เรียกว่ารู้ว่าเผลอไปครับ ลืมเนื้อลืมตัว ไม่อยู่กับปัจจุบัน เรียกเอาตามสะดวกเลยครับ
 
หรือลองสังเกตดูก็ได้ เรากำลังเดินเพลินๆอากาศดีๆ อยู่ๆได้กลิ่นของขี้หมาลอยมา แยกออกไหมครับอารมณ์สบายๆเมื่อสักครู่ กับอารมณ์หงุดหงิดไม่ชอบใจเวลาได้กลิ่นขี้หมา หรือเวลาที่เรานั่งรถอยู่ดีๆ กำลังฟังเพลงสบายใจ แล้วอยู่ๆมีคนมาขับปาดหน้า อารมณ์โกรธมันเกิดขึ้นฉับพลัน ตอนนั้นหูไม่ได้ยินเสียงเพลงแล้ว ลองดูใจที่เปลี่ยนไประหว่างตอนก่อนได้กลิ่นขี้หมากับช่วงได้กลิ่น ตอนอารมณ์ดีกับตอนโกรธ เป็นต้นนะครับ จะช่วยทำให้เราแยกแยะสังเกตอารมณ์ออกว่า อ๋อ นี่ไงโกรธ นี่ไงอารมณ์ดี ลองสังเกตความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ตรงนี้ก่อนก็ได้ครับ ไหนๆก็ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ผู้มีใจสูงแล้ว เป็นมนุษย์ผู้ที่จิตใจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแล้ว ก็อาศัยโอกาสนี้เรียนรู้ใจตัวเองไปเลยนะครับ อะไรเกิดขึ้นก็รู้ไป ปัจจุบันเกิดอารมณ์อะไร ก็รู้ไป
 
ถือหลักที่ว่า มีสติรู้กายตามรู้ใจในปัจจุบันด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง นะครับ รู้ไปซื่อ เวลาอารมณ์ดีๆเกิดก็ไม่ต้องไประคองให้อยู่นานๆ เวลาอารมณ์ไม่ดีเกิด ก็ไม่ต้องอยากให้หายไปเร็วๆ อ้อ แต่ต้องมีศีลด้วยนะครับ เวลาเกิดอยากด่าใครก็รู้ว่าอยาก แต่อย่าด่านะครับ ทำตามศีล 5 ข้อเอาไว้ แล้วผลที่ได้ก็คือ เวลาที่เรารู้สึกตัวเราจะมีความสุขเกิดขึ้นชั่วขณะ เวลาที่เราทุกข์ ก็ทำให้เราทุกข์น้อยลง ไม่ทุกข์ต่อเนื่องยาวนาน พอเราสังเกตมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มเห็นความจริง พอเห็นความจริงอย่างแจ่มแจ้ง ถึงตอนนั้นก็ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า เราจะเจอกับความสุขอย่างที่สุดเลยครับ เริ่มต้นที่ตามดูใจตัวเองนี่แหละครับท่านมนุษย์ใจ(เปลี่ยนแปลง)ง่ายทั้งหลาย
 
หมายเหตุ ผมก็เอาประสบการณ์ที่ได้ฟังครูบาอาจารย์มาถ่ายทอดตามที่ผมเข้าใจนะครับ บางครั้งผมอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไป อย่าลืมหาครูบาอาจารย์แนะนำด้วยจะทำให้ไม่หลงทางครับ