เหมือนเป็นคนอื่น

 ..เหมือนเป็นคนอื่น ที่เธอไม่เคยสนใจ เหมือนเป็นเพียงสิ่งที่เธอคุ้นเคยแต่มองข้ามไป .. อยู่ดีๆเมื่อวันก่อนก็นึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาได้ และด้วยความคิดที่ไม่เป็นระบบหรือที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่าฟุ้งซ่าน ก็เลยนึกโยงมาเข้ากับการปฏิบัติธรรมจนได้ครับ

 
พอพูดถึงการปฏิบัติธรรม สิ่งแรกที่เราจะนึกถึงก็คือการที่คนใส่ชุดสีขาวๆ ไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม 3 วันบ้าง 7 วันบ้าง นั่งสมาธิทั้งวัน เดินช้าๆ ค่อยๆ เงียบๆ เวลาพูดก็จะเนิบๆดูเปี่ยมไปด้วยเมตตา ใจเย็น ฯลฯ อย่าตกใจนะครับถ้าผมจะบอกว่าภาพเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเครื่องกั้นขวางให้เราห่างไกลธรรม ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงธรรม เพราะหากเราคิดแต่ว่าการปฏิบัติต้องไปเข้าคอร์ส ต้องใส่ชุดขาว เราก็จะเสียโอกาส เสียเวลาในชีวิตประจำวันที่จะศึกษาและปฏิบัติธรรมไป สมมติง่ายๆว่าคุณเป็นคนที่มีวินัยในตัวเองอย่างมากทุกวันตื่นเช้ามานั่งสมาธิ เดินจงกรม 2 ชั่วโมง กลับบ้านมาก่อนนอนก็ทำอีกสองชั่วโมง ใน 1 วันที่มี 24 ชั่วโมงคุณสามารถปฏิบัติได้ถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน ในหนึ่งปีคุณสามารถปฏิบัติได้ประมาณ 1,460 ชั่วโมง ก่อนจะไปไกลกว่านั้น ถามจริงๆครับ ใครสามารถใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อวันปฏิบัติธรรมต่อเนื่องทุกวันแบบนี้ได้บ้างครับ นี่แหละครับที่ผมเรียกว่าเป็นเครื่องกั้นขวาง
 
เราต้องเข้าใจให้ถูกก่อนว่าการปฏิบัติธรรมนั้น คือการศึกษาเรียนรู้กายและใจของตัวเราเอง ยิ่งเรามีเวลาเรียนรู้กายและใจของเรามากเท่าไหร่ ก็จะทำให้การศึกษานั้นเห็นผลเร็วขึ้น และต้องไม่ลืมว่าเราเรียนรู้กายและใจของเราเพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ทั้งกายและใจล้วนเป็นทุกข์ ไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้นาน หรือแท้จริงแล้วกายและใจล้วนไม่ใช่ตัวเรา ดังนั้น สิ่งที่เราต้องศึกษาก็คือกายและใจของเราที่มันเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของเราจริงๆ ไม่ได้ไปดัดแปลงให้มันสงบ มันนิ่งเกินกว่าความเป็นจริง ที่มันสงบ มันนิ่ง มันเป็นสิ่งที่เราทำขึ้นมา ไม่ใช่ความเป็นจริงของกายของใจเรา
 
ลองเปรียบเทียบดูว่าในหนึ่งวันเรานอน 6-8 ชั่วโมง ทำงานหรือเรียนหนังสือที่ใช้ความคิดอีกประมาณ 8 ชั่วโมง (จริงๆแล้วไม่ถึงด้วยซ้ำนะครับ) ดังนั้นเวลาที่เหลืออีกกว่า 10 ชั่วโมง เราสามารถปฏิบัติธรรมได้ตลอด คิดเล่นๆว่า มากกว่าคนที่เขาทำแค่ 4 ชั่วโมงต่อวันมากมายขนาดไหน แต่ปัญหาที่หลายคนเจอก็คือว่า ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร เพราะเราเคยชินกับภาพคนชุดขาวเดิมๆที่นั่งสมาธินานๆ ที่เดินช้า เราเลยไม่รู้ว่าการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร
 
วิธีการที่ง่ายที่สุดในการเรียนรู้กายและใจในชีวิตประจำวัน ก็คือ ดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนี้แหละ ออกจากบ้านฝนตกเปียกแฉะ ก็รู้ไปว่าไม่ชอบใจ รถติดก็รู้ว่าหงุดหงิด เจอเพื่อนนิสัยดี ก็รู้ไปว่าดีใจ อยากคุย ก็รู้ว่าอยากจะพูด เวลาทานข้าว อาหารน่าทานก็รู้ว่าพอใจ กินแล้วไม่อร่อยก็รู้ว่าไม่พอใจ (เห็นไหมครับก่อนทานยังพอใจอยู่ดีๆเลย เปลี่ยนเป็นไม่พอใจอย่างรวดเร็ว) เจอคนกวนประสาท ก็รู้ว่าไม่ชอบ เกิดเขาพูดชมเรา ก็รู้ไปว่าดีใจ พอตอนหลังมันหลอกด่า ก็รู้ไปว่าโกรธ ฟังวิทยุเจอเพลงที่ชอบก็รู้ว่าชอบ ลองสังเกตดูนะครับว่ามีอารมณ์ที่หลากหลายผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป เรามีหน้าที่มองดูอารมณ์เหล่านั้นด้วยความเป็นกลาง มองดูเหมือนกับว่าเป็นกำลังดูคนอื่นโกรธ คนอื่นดีใจ คนอื่นเสียใจ คนอื่นทุกข์ คนอื่นสุข คนอื่นเหงา คนอื่นเศร้า คนอื่นยินดี คนอื่นพอใจ คนอื่นขำ คนอื่นสงสัย คนอื่นหงุดหงิด คนอื่นรำคาญ คนอื่น...อีกมากมาย
 
ลองสังเกตดูครับ มองอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาเหมือนเป็นคนอื่น ตั้งแต่เราเกิดก็มีอารมณ์ที่หลายหลายผ่านเข้ามา แต่เราไม่เคยสนใจ เหมือนเป็นเพียงสิ่งที่เราคุ้นเคยแต่มองข้ามไป (พยายามโยงเข้าเพลงจนได้ ถ้าชื่นชมในความพยายามของผมก็รู้นะครับว่าพอใจ ถ้าขำก็รู้ว่าขำ ถ้าสมเพชในการจับแพะชนแกะก็รู้นะครับว่าสมเพช...อ่านต่อเถอะครับ) เราทุกคนเคยโกรธ เคยดีใจ เคยเสียใจ เคยตลก เคยเศร้ากันทั้งนั้น แต่เราละเลยปล่อยตัวปล่อยใจให้จมอยู่กับอารมณ์ ไม่เคยจะคิดสังเกตตัวเอง ปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงไปไหลไปกับอารมณ์ต่างๆ วิธีการที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบนั้นง่ายแสนง่าย ง่ายจนไม่มีใครนึกถึง นั่นคือการที่เราลุกขึ้นมาสังเกตตัวเอง ดูอารมณ์ที่ผ่านมาผ่านไป หากใครไม่ถนัดดูอารมณ์อาจจะดูร่างกายเคลื่อนไหวก็ได้ หรือบางคนอาจจะดูเวทนาที่เกิด บางคนอาจจะพิจารณาธรรม วิธีเหล่านี้เรียกรวมๆว่าสติปัฏฐานสี่ นั่นเอง
 
ง่ายไหมครับการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญอย่าลืมว่าเราต้องรักษาศีล5 ให้ได้ เพราะว่าเรากำลังจะปล่อยอารมณ์ที่แท้จริงของตัวเราเองออกมา เวลาที่เราโกรธ เราจะปล่อยให้โกรธ เราจะทำตัวเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดูเท่านั้น ไม่ไปข่มให้หายโกรธ (แต่ถ้ามันอยากหายก็รู้ไปนะครับว่ากำลังอยากหายโกรธ) จึงต้องมีศีลไว้ เราจะได้ไม่ไปด่าหรือตบตีทำร้ายคนอื่น และไม่ต้องกังวลด้วยว่าจะต้องใส่เสื้อขาว ชาวพุทธแท้ๆเค้าไม่สนใจเรื่องสีเสื้อหรอกครับ แค่ใส่เสื้อหรือเครื่องประดับแบบที่ไม่ไปกระตุ้นกิเลสคนอื่นก็พอแล้วครับ นอกจากนี้ก็แค่ยึดหลัก "มีสติรู้กาย ตามรู้ใจ ที่เป็นจริงในปัจจุบัน ด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง"ก็พอ สรุปอีกครั้งคือ 1.ไม่รอที่จะรู้ ไม่คอยจะรู้ รู้ไปแบบสบายๆ พออารมณ์เกิดแล้วระลึกได้ก็รู้ 2. เวลารู้ไม่ถลำไปดูไปจ้อง รู้สบายๆแบบมองดูคนอื่น 3. หลังจากรู้ไม่ต้องไปทำอะไร เท่านี้เองครับ
 
หมายเหตุ ด้วยความที่วันนี้นอกเรื่องไปเยอะ เลยต้องบอกนะครับว่า ผมเขียนจากความเข้าใจของผมเวลาที่ผมได้ฟังธรรมะจากครูบาอาจารย์ อาจจะผิดเพี้ยนไปจากที่ครูบาอาจารย์ท่านสอน อ่านแค่พอกระตุ้นความสนใจก็พอ แล้วศึกษาโดยตรงจากครูบาอาจารย์ดีกว่าครับ