ดูแลรักแท้

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า"รักแท้"นั้น เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะมีคนที่ตัวเองคิดว่าเป็น "รักแท้" ผมก็หวังว่าทุกคนคงจะดูแล"รักแท้" ของตัวเองอย่างดีนะครับ อย่าให้เหมือนกับผม สำหรับผมนั้น ผมยอมลำบากเพื่อให้"รักแท้"ของผมมีความสุข เฝ้าทำทุกอย่างทุกทางไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญอย่างไร แต่วันนี้ผมเพิ่งจะรู้ตัวว่าผมได้ทอดทิ้งคนที่ผมรักที่สุดด้วยพฤติกรรมเฉยเมยอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ผมไม่เคยดูแลใส่ใจ"รักแท้" ผมไม่เคยรู้ว่าเขาคิดอะไร ผมไม่เคยสนใจอารมณ์ต่างๆของเขาแม้แต่น้อย ไม่ว่าเขาจะดีใจ เสียใจ จะโกรธ จะน้อยใจ อิจฉา หงุดหงิด หรือแม้แต่ยามที่เขาท้อแท้ เหนื่อยใจ ผมไม่เคยใส่ใจเขาเลย เขาจะกิน จะเดินไปไหน ผมไม่เคยได้ดูหรือแม้แต่จะแล ผมกลับเอาเวลาไปสนใจคนอื่นรอบข้าง สนใจแสงสีรอบตัว จนไม่มีเวลาให้กับคนที่ผมรักที่สุดแม้แต่น้อย คุณจะดุด่าว่ากล่าวผมอย่างไรก็ได้ครับ เพราะสิ่งที่ผมทำนั้นมันไม่สมควรจริงๆ

 

แต่ในวันนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่"รักแท้" ของผมเขายังหายใจอยู่ ผมยังมีเวลาได้อยู่ดูแลเขา ผมยังมีโอกาสกลับตัวกลับใจ หันมาดูแลมาใส่ใจ"รักแท้"ของผม รักที่ผมทอดทิ้งมาตลอด รักที่ผมไม่เคยดูแล วันนี้ผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะดูแลเขาให้ดีกว่าเดิมครับ ตราบเท่าที่เขามีลมหายใจ ผมก็จะดูแล จะใส่ใจเขาไปเท่าที่ผมจะทำได้ หากคุณได้อ่านข้อผิดพลาดของผม ผมก็อยากให้คุณกลับไปดูแล"รักแท้"ของคุณบ้าง อย่าปล่อยปละละเลยไม่ดูแล ไม่ใส่ใจอย่างที่ผมเคยเป็น คุณได้มีโอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาดของผมแล้ว ก็อย่าปล่อยเวลาที่เหลือให้เปล่าประโยชน์นะครับ กลับไปดูแล"รักแท้"ของคุณให้ดี ใส่ใจเขาให้มากๆ เมื่อวันที่เขาจากไปคุณก็จะไม่เสียดายโอกาสทองนี้

 

ก่อนที่คุณจะไปดูแล"รักแท้" ของคุณนั้น ผมอยากให้คุณคิดให้ดีๆก่อนว่า ใครกันแน่คือคนที่เป็น"รักแท้"ของคุณ ใครกันแน่คือคนที่คุณรักที่สุด คนที่คุณยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา ยอมตรากตรำเรียนหนังสือตั้งหลายปีเพื่อหวังจะให้เขาสบาย ยอมทำงานเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้เขามีเงินมีทองใช้ ยอมอดทนไปที่ยากลำบากทุรกันดารเพื่อพาเขาไปดูสถานที่สวยงาม ยอมไปไกลแสนไกลเพื่อให้เขาได้กินของอร่อย ยอมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขความสบาย ยอมทำตามความต้องการของเขาทุกประการ ลองคิดถึงสิ่งที่คุณทำหลายๆอย่างให้ดี แล้วคุณจะพบว่า แท้จริงแล้วคุณทนลำบากต่างๆนานาเพื่อใคร และใครคนนั้นนั่นแหละ คือ"รักแท้"ของคุณ

 

สำหรับผมแล้ว "รักแท้"ของผมก็คือตัวผมเอง ผมรักตัวเองที่สุด ผมทำทุกอย่างเพื่อตนเอง แม้ว่าผมจะมีคนรัก มีครอบครัวมีพ่อมีแม่มีญาติพี่น้องที่ผมรัก แต่ที่สุดแล้วคนที่ผมรักที่สุดก็ยังเป็นตัวเองอยู่ดี ผมยอมเรียนเพื่อหวังว่าโตขึ้นตัวเองจะสบาย ผมทำงานหนักๆเพื่อหวังว่าผมจะสบาย ผมไปเที่ยวก็หวังว่าตัวเองจะมีความสุข ผมมีแฟนก็เพื่อให้ตัวเองมีความสุข ผมมีพ่อแม่ญาติพี่น้องก็เพื่อให้ตัวเองรู้สึกอบอุ่น ผมทำเหนื่อยยากลำบากเพื่อตัวเองทั้งนั้น ถ้าคุณคิดแบบซื่อสัตย์กับตัวเอง ผมเชื่อว่า"รักแท้"ของคุณก็ย่อมเป็นตัวคุณเองเช่นกัน สังเกตดีๆสิครับ เราทำอะไรเพื่อสนองตัวกูของกู เพื่อสนองอัตตาตัวตน เพื่อสนองความต้องการของ"ตัวเรา"ทั้งนั้น

 

เราต่างก็รักตัวเองที่สุด แต่เรากลับละเลยตัวเองอย่างที่สุดเหมือนกัน ครูบาอาจารย์ของผมท่านเคยตั้งคำถามไว้ว่า เราเคยรู้ไหมว่าตอนเรากลืนข้าวนั้นเราหายใจเข้าหรือเราหายใจออก เวลาที่เราพูดเราขยับขากรรไกรบนหรือล่าง หรือเวลาที่เรานั่งอยู่แล้วจะลุก เราขยับส่วนใดของร่างกายก่อน เห็นไหมครับเรื่องของตัวเราเองแท้ๆ เรากลับละเลยไม่เคยใส่ใจ เราเคยรู้ตัวไหมครับว่าเรากำลังโกรธ กำลังดีใจ กำลังเสียใจ กำลังคิด กำลังหลง กำลังอยาก กำลังเบื่อ กำลังเหม่อ กำลังงง กำลังมีราคะ กำลังขำ กำลังชอบ ฯลฯ ที่ผ่านมา เราไม่เคยดูแลหรือใส่ใจตัวเองแม้แต่น้อย เราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งภายนอก ไม่เคยจะมีเวลามานั่งทำความรู้จักกับตัวเอง ตลอดจนยืนรู้จักตัวเอง เดินรู้จักตัวเอง นอนรู้จักตัวเอง (ถ้าขำ ก็รู้ตัวนะครับว่าขำ ถ้าไม่ขำ ช่วยรู้ตัวด้วยว่ากำลังอยากด่าคนเขียนมุกฝืด)

 

เราบอกกับคนอื่นว่าเราเป็นตัวของตัวเอง เราอยากเรียนรู้ตัวเอง อยากรู้จักตัวเอง แต่เราไม่เคยแลดูกายดูใจตัวเองแม้แต่น้อย เริ่มต้นง่ายๆแค่คอยหมั่นสังเกตกายสังเกตใจตัวเองไป สังเกตเล่นๆ ไม่ต้องไปเครียดหรือจริงจัง แค่สังเกตให้บ่อยเท่านั้น แขนแกว่ง ขาขยับ นิ้วกระดิก หน้าพยัก หรือร่างกายขยับอะไรก็ได้เรียกว่ารู้กาย ดีใจ เย็นใจ เสียใจ โกรธ โมโห เหม่อ อิจฉา อาฆาต แค้นใจ สุขใจ ทุกข์ใจ หลงไปคิด หรือหมั่นสังเกตอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เรียกว่าตามรู้ใจ แค่ไปรู้เฉยๆนะครับ ไม่ต้องไปทำอะไรนอกจากรู้ หลักก็คือ รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

 

ขออธิบายเพิ่มอย่างนี้ดีกว่าครับ เวลาเราโกรธเพื่อนสักคนหนึ่ง เราก็ตามรู้ใจไปว่าใจมันโกรธ เพียงเท่านี้ ไม่ต้องอยากดีว่า ต้องไม่โกรธนะถึงจะดี เลยพยายามข่มใจไม่ให้โกรธ การไปข่มใจนี่เป็นการแทรกแซงใจตัวเราเองแล้ว พอเราไปแทรกแซงเราก็จะไม่รู้จักตัวจริงของเขา เราแค่รู้ไปว่าโกรธ แต่เราก็ต้องมีศีล 5 ด้วยนะครับ คือไม่ใช่ว่า อ๋อ รู้ว่าโกรธ อ๋อ ไม่ต้องข่มให้หาย อย่างนั้นขอตบนางนี่ให้หายโกรธเลยแล้วกัน อย่านะครับ เราแค่รู้กายตามรู้ใจ แต่อย่าไปตามใจกิเลส ต้องมีศีลคุ้มครองกิริยาทางกาย ทางวาจาของเราด้วย (ต้องบอกด้วยทางวาจา เพราะบางคนบอกว่า ไม่ให้ตบอย่างนั้นขอด่าให้หายแค้น ไม่ดีครับ นึกถึงศีล 5 ไว้ครับ ) อยากตบ อยากด่าก็รู้ไปนะครับว่าอยาก ไม่ต้องไปตามใจมัน แค่รู้ใจครับ ไม่ต้องตามใจ ทีนี้กับบางคนที่ติดอาการคนดี คือพอรู้ว่าโกรธแล้วอยากหายโกรธไวๆ ก็ให้ตามรู้ไปครับว่า อยากหายโกรธ รู้ตามปัจจุบันไงครับ

 

เราเพียงแค่รู้กาย ตามรู้ใจไปในแต่ละวัน เราจะเห็นความเป็นจริงของกายของใจ เมื่อเรารู้ได้ถูกได้ตรง เชื่อไหมครับว่าเราจะเจอความสุขเดี๋ยวนั้นเลย ไม่ต้องรอพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้าหรือชาติหน้า มีความสุขมันตรงนั้นเลย แต่ต้องรู้ให้ถูกตามความเป็นจริงในปัจจุบันนะครับ อ้อ ที่บอกนี่ผมไม่ได้บอกเพื่อให้คุณไปทำให้ถูกนะครับ ทำอย่างไรก็ไม่มีทางถูกหรอก (เพราะตอนทำนั้นไม่เห็นความอยากถูกไงครับ) เราก็ทำผิดไปเรื่อยๆนี่แหละครับ ไม่ต้องไปทำให้มันถูก แต่พอเราทำไปบ่อยๆ มันจะเริ่มเรียนรู้ และค่อยๆถูกขึ้นทีละนิดเองครับ เปรียบเหมือนคนโยนลูกบาสครั้งแรก (เอาแบบปิดตาโยนด้วยนะ) ตั้งใจโยนอย่างไรก็ไม่เข้าห่วง โยนอย่างไรก็ผิดทั้งนั้น แต่พอหมั่นโยนไปเรื่อยๆ มันจะค่อยๆใกล้เข้าหาห่วงเอง เราก็ไม่ต้องไปพยายามทำให้ถูก แต่ทำให้บ่อยดีกว่าครับ

 

ลองกลับมาดูแล"รักแท้"ของท่านนะครับ เราปล่อยปละละเลยเขาไว้นาน โชคยังดีที่วันนี้เรายังมีลมหายใจ ไม่ต้องรอเริ่มวันไหนหรอกครับ เริ่มตอนนี้และเดี๋ยวนี้เลยครับ ทำก่อนมีสิทธิก่อน ทำบ่อยก็มีสิทธิก่อน สิทธิอะไรหรือครับ ก็สิทธิในการเข้าถึงธรรมนั่นไงครับ ผมคงลืมบอกไป เนื้อเรื่องในวันนี้เป็นเรื่องการปฏิบัติธรรมนะครับ ไม่ใช่เรื่องอกหักรักสลายแต่อย่างใด เห็นไหมครับ การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องง่ายๆและใกล้ตัวอย่างนี้เอง เอ้า รู้สึกตัวหรือยังครับว่าขี้เกียจอ่านต่อแล้ว :)

 

หมายเหตุ เพื่อให้ทัศนคติของท่านถูกต้องและไม่หลงทาง อย่าเชื่อผมครับ เพราะผมก็นำเอาธรรมะที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนออกมาเล่าผ่านมุมมองของผม ธรรมะของท่านไม่ผิดหรอกครับ แต่มุมมองของผมนั่นแหละที่อาจจะผิดได้ เพื่อความปลอดภัยของท่านเอง รบกวนท่านหาครูบาอาจารย์ชี้แนะด้วยนะครับ