ละครชีวิต
เวลาที่ดูละคร เราก็จะเห็นนักแสดงรับบทบาทที่แตกต่างจากที่คุ้นเคยบ่อยๆ เช่น นางเอกที่เล่นบทแสนดีมาตลอด วันหนึ่งเขาก็ลุกขึ้นมาเล่นบทร้ายเกรี้ยวกราด หรือตัวร้ายบางคนก็กลับมาเล่นบทคนดี บางคนเล่นบทพระเอกอยู่ดีๆ ก็ไปเล่นบทขี้อิจฉา และที่แน่นอนที่สุด พระเอกนางเอกหลายคนก็ขยับไปเล่นบทพ่อและแม่กันแล้ว
 
เห็นดารานักแสดงเขาเปลี่ยนบทบาทไปเรื่อยๆแล้วก็ดูไม่จำเจดีนะครับ ท้าทายความสามารถของเขาดี ลองคิดเล่นๆนะครับ ถ้าเกิดว่านักแสดงคนนั้นจะต้องเปลี่ยนบุคลิกหรือบทบาทไปเป็นอะไรที่แตกต่างกันสัก 3-4 ครั้งใน 1 ชั่วโมงจะเป็นอย่างไร แล้วต้องแสดงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้ตลอดวันด้วยเขาจะเหนื่อยไหม เขาจะแสดงได้สมบทบาทไหม นักแสดงหลายๆคนอาจจะทำไม่ได้ แต่ผมรู้จักนักแสดงอยู่หลายคนเลยที่ทำได้ ก็ตัวผมเองและพวกคุณนั่นไง
 
วันก่อนได้ฟังครูบาอาจารย์ท่านเปรียบให้ฟังว่า ชีวิตจริงคนเราก็ล้วนแต่แสดงละครอยู่ตลอดเวลา ท่านให้ลองสังเกตตัวเอง เวลาคุยกับเพื่อนที่ทำงานก็แบบหนึ่ง เวลาคุยกับลูกน้องก็อีกแบบหนึ่ง เวลาคุยกับแฟนก็อีกแบบหนึ่ง หรือเวลาคุยกับคนในครอบครัวก็อีกแบบหนึ่ง ลองสังเกตตัวเองดีๆสิครับ เวลาเราคุยกับใครนั้น เราจะสร้างภาพอะไรบางอย่างขึ้นมา เราอาจจะดูเป็นคนดี ใจเย็นในสายตาคนภายนอก เราอาจจะดูเป็นคนเคร่งขรึม เอาจริงเอาจังสำหรับลูกน้อง เราอาจจะดูเป็นคนตลกเฮฮากับเพื่อนฝูง หรือเราก็อาจจะดูเป็นคนขี้หงุดหงิด ใจร้อนเวลาอยู่กับที่บ้าน
 
ภาพหรือเปลือกภายนอกที่เราสร้างขึ้นนี้ล้วนไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา มีข้อสังเกตง่ายๆบางอย่าง ลองดูสิครับ กลับคนที่เรายิ่งสนิทด้วยเท่าไหร่ เราจะไม่ค่อยสร้างภาพนี้ออกมา อย่างที่เล่าไว้ เรามักจะเป็นคนดีนอกบ้าน แต่พอกลับบ้านมาบางคนก็ขี้โวยวาย ขี้หงุดหงิด ใจร้อน เอาแต่ใจ เส้นกั้นบางๆที่เปลี่ยนจากคนจิตใจดีมาเป็นคนเอาแต่ใจก็คือประตูบ้าน ก็เป็นเพราะว่าเรารู้อยู่ลึกๆว่า คนในบ้านรักเรา ห่วงเรา ไม่ทำร้ายเรา เราจึงสามารถแสดงตัวตนของเราออกมาอย่างเต็มที่ไงครับ
 
ถ้าเราอยากรู้จักตัวเองจริงๆว่าเป็นคนแบบไหน เราก็ต้องคอยสังเกตจิตใจของตัวเราเอง อย่าไปดูจากภาพภายนอกที่คนอื่นมองคนอื่นบอก อันนั้นมันตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา คอยหมั่นดูว่า ตอนนี้จิตใจเราเป็นอย่างไร เช่น เวลานั่งรถไปกับเพื่อนร่วมงาน แล้วเจอรถมาปาดหน้า เราก็อาจจะใจเย็นบอกเพื่อนว่า เขาคงรีบ แต่เราลองสังเกตในใจเราดีๆ อาจจะเจอใจที่ร้อนรุ่มด้วยความโกรธแล้วเสริมในใจว่า สงสัยคุณพ่อของเขาไม่สบายหนัก หรือเวลาไปกับแฟนแล้วเจอเด็กมาเช็ดกระจกตอนติดไฟแดง เราอาจจะหน้าใหญ่ให้เงินเขาด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจเราแอบคิดกลัวว่าจะรถเพิ่งจะล้างมา มันมาเช็ดหาฝุ่นอะไรวะ
 
ลองสังเกตดูนะครับ ส่วนใหญ่แล้วเราจะเจอไอ้ตัวร้ายอยู่ในใจเรานี่แหละ ขี้หงุดหงิด โวยวาย ขี้งก พูดง่ายๆว่าเต็มไปด้วย ความโลภ โกรธ หลง สมบูรณ์แบบ แต่เราไม่เคยสึกตัวเท่านั้น แต่ต้องบอกไว้ก่อน ที่ให้สังเกตนี่เพื่อให้รู้จักตัวเองนะครับ ไม่ใช่พอรู้ว่าเราโกรธรถที่มาปาดก็เอาคืนซะเลย หรือเห็นว่าโกรธเวลาเด็กมาเช็ดกระจกทั้งๆที่เพิ่งล้างรถมา แล้วลงไปด่าหรือเตะเด็ก เราสังเกตเพื่อเรียนรู้จิตใจของเราเอง ให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเราเป็นคนอย่างไร แต่เรายังต้องมีศีลนะครับ อย่างน้อยศีล5 เป็นสิ่งที่ควรมี คือ ไม่ฆ่าไม่เบียดเบียน ไม่ขโมย ไม่ประพฤติผิดในลูกเมียผู้อื่น ไม่โกหก พูดว่าร้าย ไม่ดื่มสุราของเมา เราเรียนรู้ใจของเราไป เวลาโกรธก็รู้ แค่รู้ก็พอครับ ไม่ต้องด่าหรือไล่เตะ
 
การที่เราหมั่นสังเกตใจของเรานั้น ประโยชน์อย่างแรกคือทำให้เรามีความรู้สึกตัว หลายๆคนอาจจะโกรธจนไปด่าทอทุบตีเกิดเรื่องใหญ่โต แต่คนที่รู้สึกตัวพอรู้ว่าโกรธก็ดูความโกรธในใจ ไม่เผลอหลงไปด่าไปทำอะไรใครให้ผิดศีล5 ความเดือดร้อนก็จะไม่เกิด หรือเวลาอยากได้อะไรขึ้นมา แล้วรู้สึกตัวว่าอยากได้ เราก็จะสามารถพิจารณาตามเหตุผลแล้วว่าสมควรซื้อหรือไม่ จะไม่เกิดอาการหน้ามืดซื้อกลับมาบ้านแล้วค่อยรู้ตัว อ้าว ไม่น่าซื้อมาเลย
 
ประโยชน์ที่จะได้ต่อไปเราก็จะเริ่มรู้จักตัวเองจริงๆจังๆ เคยเห็นไหมครับคนที่บอกว่าอยากค้นหาตัวเอง แล้วออกเดินทางไปที่อื่นไกลๆ เขาลืมไปว่าถ้าอยากรู้จักตัวเองก็เพียงแค่คอยมองดูกายดูใจของตัวเราเองบ่อยๆ กายอยู่ที่ไหนใจอยู่ที่ไหนก็เรียนรู้ที่ตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องเดินทาง (แต่บางคนอาจจะจำเป็นต้องหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมเดิมๆก็ได้นะครับ) และเคยได้ยินไหมครับ เวลาที่เราอยากรู้จักใครคนหนึ่ง แล้วเราไปนั่งจ้องเขาตลอดเวลา เขาจะเกร็งทำอะไรไม่ถูก เราก็จะไม่ได้รู้จักตัวตนของเขา ตัวเราเองก็เช่นกัน อย่าไปคอยจ้องคอยมอง แค่เหลือบๆดูก็พอ ชำเลืองดูผ่านๆก็พอครับ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการเพ่งไป พอเพ่งแล้วใจมันจะนิ่งเราจะดูไม่ออกว่าเขาเป็นอย่างไร ก็จะนึกว่าเขานิ่ง จริงๆเขานิ่งเพราะเราเพ่ง
 
เมื่อเริ่มรู้จักตัวเองเราก็จะเริ่มลอกภาพละครที่เราสร้างขึ้น เราจะเรียนรู้เพื่อเป็นตัวของตัวเราเอง และยิ่งกว่านั้น วันที่เราเริ่มรู้จักตัวเราเองแล้ว เราจะเริ่มเห็นความจริงที่เราอาจจะเคยได้ยินได้ฟัง แต่ไม่เคยรับรู้ได้ด้วยใจ หากเราเข้าใจด้วยใจแล้ว วันนั้นทุกข์ก็ไม่มีแล้วครับ จะมีแต่ความสุขที่เราคาดไม่ถึง แต่ทุกอย่างเริ่มต้นจาก รู้กายและใจตามปัจจุบันด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางครับ
 
หมายเหตุ ที่เบียนผมก็เขียนตามความเข้าใจของผมเวลาได้ยินครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอนครับ อย่าเชื่อผม ผมอาจจะเข้าใจผิดได้ หาโอกาสเรียนจากครูบาอาจารย์หรือท่านผู้รู้ดีกว่า จะได้ไม่หลงทางนะครับ