นับหนึ่งอีกครั้ง
ยิ่งนานวันผมยิ่งเห็นความอัศจรรย์ของธรรมะ สำหรับคนทั่วๆไปที่ได้อ่านธรรมะ ก็จะมีความรู้ความเข้าใจในระดับหนึ่งแล้วแต่การตึความของแต่ละบุคคล แต่สำหรับผู้ที่ได้นำธรรมะไปปฏิบัติ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ลึกซึ้งอย่างที่สุดเลยครับ ยกตัวอย่างเรื่อง ทางสายกลาง ก่อนหน้านี้ผมก็เข้าใจหลักทางสายกลางว่าไม่ทำอะไรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ต้องกลางๆพอดีๆ ผมคิดว่าผมเข้าใจหลักนี้ได้ดีด้วยซ้ำ พอได้เริ่มปฏิบัติธรรม โอ้โห เราไม่เคยเข้าใจเรื่องทางสายกลางเลยนี่นา เรื่องทางสายกลางนี่ลึกซึ้งมาก ไม่ใช่แค่ตึงหรือหย่อนเท่านั้น พระพุทธองค์ท่านสอนเรื่องที่ยากๆให้มาเป็นเรื่องที่ดูเข้าใจง่ายอย่างน่าอัศจรรย์ การปฏิบัติธรรมมีอยู่สองเรื่องที่ต้องระวัง คือการหลงไป กับการเพ่งไป หลงก็เหมือนสายพิณที่หย่อน เพ่งก็เหมือนกับสายพิณที่ตึง การปฏิบัติที่ถูกคือไม่หลงและไม่เพ่ง นั่นคือทางสายกลางนั่นเอง ธรรมะเดียวกันกับเมื่อก่อนแท้ๆ แค่เวลาผ่านไปเรากลับพบความลึกซึ้งอย่างน่าอัศจรรย์ ผมเชื่อว่าพอผมปฏิบ้ติไปได้อีกสักระยะหนึ่ง ธรรมะเรื่องนี้ คงจะลึกซึ้งกว่าที่ผมเข้าใจทุกวันนี้แน่ๆ
การรู้ตามจริงลงปัจจุบัน ก็เช่นกัน เมื่อก่อนผมก็เข้าใจแบบหนึ่ง แต่พอนานๆไปความเข้าใจก็เริ่มลึกซึ้งขึ้น สมควรแก่การกล่าวว่า ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาแปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่พึงกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตน เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ไม่ว่าท่านจะอ่านตำราดีขนาดไหน ไม่ว่าท่านจะฟังธรรมที่เลิศเลอเพียงใด แต่หากท่านไม่ได้ปฏิบัติด้วยตนเองแล้ว ธรรมที่ท่านได้อ่านได้ฟัง ก็เป็นเพียงความเข้าใจของคนอื่นที่ท่านจำมาเพียงเท่านั้น ท่านจะไม่สามารถเข้าใจด้วยตัวท่านเอง
อย่างตัวผมเองผมก็เข้าใจว่าผมน่าจะรู้ปัจจุบันได้นะ แต่ผมเพิ่งพบไม่นานนี้ว่าผมไม่ได้รู้อย่างแท้จริงเลย เพราะทุกครั้งที่ผมทำ มันจะแฝงไว้ด้วยความอยาก อยากทำ อยากปฏิบัติ หรือพอไปรู้ว่ามันอยากทำ อยากปฏิบัติ มันก็จะแฝงไว้ด้วยความไม่อยาก ไม่อยากทำ ไม่อยากปฏิบัติ (ก็ ภวตัณหา และวิภวตัณหานั่นแหละครับ) เรื่องแบบนี้จะรู้จะเห็นได้ก็ต้องลองทำด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่มีวันเข้าใจจริงๆหรอกครับ ธรรมะนี่แปลก พอลองปฏิบัติไปสักพัก แล้วได้กลับมาทบทวนอีกทีก็เหมือนเข้าใจได้มากขึ้น บางทีเหมือนกลับมาเริ่มนับหนึ่งอีกครั้ง อย่าเพิ่งท้อหรือคิดว่าเดี๋ยวค่อยทำก็ได้นะครับ เปรียบภัยแห่งสังสารวัฏว่าเหมือนไฟที่กำลังไหม้บ้าน เจ้าของบ้านยังจะบอกขอนอนก่อน เดี๋ยวค่อยหนี ได้หรือครับ กว่าจะเริ่มหนี ไฟก็สุมจนไม่มีทางออกแล้วนะครับ ขยับไป 1 ก้าวก็ใกล้ทางออกไปอีก 1 ก้าวครับ มาเริ่มนับหนึ่งกันอีกครั้งพร้อมๆกันก็ได้ครับ
ที่บอกว่าเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ก็เพราะว่า การปฏิบัติธรรมมีกริยาอยู่คำเดียวว่า "รู้" พอเรารู้เสร็จ เราก็มารู้ใหม่ รู้ไปเรื่อยๆ ก็เหมือนการนับหนึ่งอยู่ทุกๆครั้ง รู้อะไร รู้อย่างไร ก็รู้ตามจริงลงปัจจุบันนั่นแหละครับ ใครถนัดรู้กายก็ตามรู้กายไป กายเคลื่อนไหวก็รู้ แขนขยับก็รู้ ขาก้าวเดินก็รู้ ตามรู้ไปเรื่อยๆ ใครถนัดรู้จิตก็รู้ไป ลมพัดมาเย็นสบาย ก็รู้ว่าสบาย ปวดท้องก็รู้ว่าปวด เข้าห้องน้ำแล้วหายปวดก็รู้ไปว่าสบาย เดินอยู่แล้วเจอเพื่อนมาทัก ไม่ชอบหน้าก็รู้ไปว่าไม่ชอบ เจอเพื่อนสนิท ดีใจก็รู้ว่าดีใจ รู้ไปอย่างเดียว รู้ว่าขณะนั้นเรารู้สึกอย่างไร แรกๆก็อาจจะไม่เป็นธรรมชาตินัก เพราะจิตเรายังไม่รู้จักสภาวะ เราก็ต้องสอนเขาก่อนโดยการรู้ อาจจะเป็นการจงใจรู้ไปก่อนก็ได้ในระยะแรก พอจิตเริ่มรู้จักสภาวะแล้ว การรู้จะเป็นไปอย่างธรรมชาติมากขึ้น พอรู้เป็นธรรมชาติ ไม่หลงไม่เพ่ง นี่แหละครับ สติ ย้ำอีกครั้งว่า สติจะเกิดได้ จิตต้องรู้จักสภาวะก่อน สภาวะคืออะไร ก็คืออารมณ์ที่เรารู้สึกนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น ชอบ ไม่ชอบ เบื่อ เฉย โกรธ หงุดหงิด ดีใจ อยาก ไม่อยาก สบาย อะไรพวกนี้ ไม่ต้องไม่สนใจหรอกครับว่ามันจะเรียกว่าอะไร แค่รู้ว่ามันมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นก็พอแล้ว
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ขณะที่ผมกำลังเขียนเรื่องนี้อยู่ ผมรู้สึกคันข้อเท้ามาก ผมก็ตามรู้ไปว่าผมคัน ผมรู้สึกไม่สบาย ผมคิดว่ายุงกัดแน่ๆ ผมก็ตามรู้ไปอีกว่าผมคิด (สังเกตนะครับ ผมแค่ตามรู้ว่าผมกำลังคิด แต่ผมไม่ต้องตามรู้ว่าผมคิดว่ายุงกัด) ผมรู้สึกว่าอยากเกา ผมก็ตามรู้ว่าผมรู้สึกอยาก พอนิ้วผมไปเกาตรงที่คัน ผมก็รู้สึกสบาย ผมก็ตามรู้ว่า รู้สึกสบาย พอผมรู้ตัวว่าผมตามรู้ได้ ผมก็ดีใจ ผมก็ตามรู้ไปว่าผมดีใจ ผมอยากเกาต่อ ผมก็ตามรู้ไป ว่าจิตมันเกิดความอยาก พอเกาแล้วสบาย ผมก็ตามรู้ว่า สบาย ยิ่งเกายิ่งสบาย ผมก็เริ่มไปเพ่งกับความสบาย สักพัก เอ๊ะ พอรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้เพ่งไป ไอ้จังหวะ เอ๊ะ นั่นแหละผมตามรู้ไปแล้วว่าผมเพ่งไป แต่ไอ้ที่ผมบอกกับตัวเองว่า เมื่อกี้เพ่งไปนะ อันนี้เป็นการพากย์ เป็นส่วนเกิน คล้ายๆการบริกรรมว่า คันหนอ เจ็บหนอ สบายหนอ มันไม่จำเป็น เพราะไอ้จังหวะที่ผมเอ๊ะ นั่นแหละ ผมรู้สึกตัวไปแล้วว่าผมเพ่ง ผมไม่ต้องบอกต่อหรอกครับว่าเพ่งไปนะ เหมือนกันครับ ไอ้ที่ผมบอกว่าผมตามรู้ว่า มันสบาย มันคัน มันคิด ผมแค่เขียนบรรยายออกมาให้ท่านอ่านเท่านั้น แต่จริงๆตอนที่ผมตามรู้นั้น มันแวบเดียวจริงๆ ผมไม่ต้องบอกมันก็ได้ว่าผม สบาย ผมคัน อืม เรียกว่ามันรู้อยู่แก่ใจก็ได้ครับว่า เฮ้ย คันนะ ไอ้ตอนเฮ้ยน่ะ ผมรู้แก่ใจว่าผมคันแล้ว ไอ้คันนะเนี่ยเป็นการสื่อสารให้ท่านเข้าใจ ผมไม่ต้องบอกตัวเองหรอกว่าคัย เพราะผมรู้ตั้งแต่เฮ้ย แล้วว่ามันคัน
จริงๆจะบอกกำกับไปก็ได้นะครับว่า มันคัน มันไม่ชอบ มันชอบ แต่หลวงพี่อธิปแห่งวัดอุโมงค์เคยบอกไว้ว่า ต่อไปจะรู้สึกว่ามันเป็นส่วนเกินแล้วตัดยาก ถ้าทำได้ก็ไม่ต้องบอกกำกับก้ได้ แต่ถ้ายังไม่ชินก็กำกับไว้ เห็นไหมครับแค่คันขานิดเดียวตามรู้ได้ตั้งเยอะ นี่ขนาดผมเพิ่งเริ่มต้นยังรู้หยาบๆอยู่นะครับ พอทำไปเรื่อยๆเราจะรู้ละเอียดขึ้นไปกว่านี้อีกครับ หลายท่านอาจจะบอกว่า โห แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว ใช่ครับ บางทีการตามรู้นานๆก็ทำให้หมดแรงได้เหมือนกัน พระอาจารย์ปราโมทย์ท่านจึงบอกให้เราทำสมถะไว้บ้าง ให้จิตมันมีกำลัง ทำสมถะเช่น ดูลมหายใจ ดูท้องพองยุบ บริกรรมพุทโธไป แต่คนเมืองที่ทำงานเหนื่อยกลับมา พอจะทำสมถะก็อาจจะเผลอหลับเอาง่ายๆก็ต้องระวังหน่อยนะครับ
ลองดูนะครับตามรู้ไป ไม่ลำบากอะไร ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ แค่แฝงการตามรู้ไปอีกนิดนึงเท่านั้น นับหนึ่งกันทุกๆครั้งนี่แหละ ที่สำคัญนะครับ หลวงพี่มาลาแห่งวัดอุโมงค์ก็เน้นว่า ศีลสำคัญมาก เพราะเราตามรู้นี่เราจะเห็นอารมณ์ที่ไม่ดีของเราหลายอย่าง เช่น โกรธ อิจฉา เกลียด หมั่นไส้ รำคาญ หงุดหงิด เราต้องใช้ศีลเป็นเครื่องกันไม่ให้เราปฏิบัติออกไปไม่ดี เราโกรธ เราก็รู้ เราอยากด่าเราก็รู้ แต่เราไม่ด่า เพราะศึล เราอยากตบได้ครับอยากได้ รู้ไปว่าอยากตบ แต่เราไม่ตบเพราะศีล ศีลจำเป็นนะครับ จะช่วยยกระดับจิตใจของเรา ให้เราไม่ทำอะไรไม่ดีออกไป