สุขสันต์วันแห่งการรู้
อาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้รับข้อความสุขสันต์วันเกิดมาจำนวนหนึ่ง แรกๆอ่านไปก็รู้สึกดีใจที่ได้ติดต่อกับเพื่อนเก่าๆที่ห่างหายไป พออ่านไปเรื่อยๆ ก็คิดได้ว่า เอ ทุกคนล้วนแต่ต้องการสุขสันต์กันทั้งนั้น ทำไม่มีใครอวยพรบ้างว่า ขอให้เห็นทุกข์นะ หรือ ขอให้เห็นทุกข์และสุขด้วยใจที่เป็นกลางนะ กำลังคิดเพลินๆ รู้สึกตัวอีกทีว่าหลงคิดไป จึงนึกออกว่า ไอ้การเห็นทุกข์และสุขด้วยใจที่เป็นกลางนั้น มันขอให้กันไม่ได้ มันต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง การขอนั้นอย่างมาก็เป็นการขอให้มีสุขแบบโลกๆชั่วครั้งชั่วคราวก็หายไป ชาวพุทธที่กราบกันสามหนนั้น ก็เพราะแสดงความเคารพต่อพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ กันทั้งนั้น ไม่มีใครเค้ามาขออะไรกันหรอกครับ ชาวพุทธเรารู้กันอยู่แล้วว่า ธรรมนั้น ต้องปฏิบัติได้ด้วยตนเอง พระพุทธองค์เป็นผู้ชี้ทาง เราเป็นผู้เดินตามทาง เราไม่เดินก็ไม่มีสิ่งใดจะพาเราไปถึงจุดหมายได้ จริงไหมครับ
การศึกษาปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ต้องรอให้อายุเยอะหมดภาระทางโลกค่อยเริ่มนะครับ เราเริ่มได้ตอนนี้เดี๋ยวนี้เลย เอาแต่รอ นี่เรียกว่าประมาทนะครับ เรารู้ได้อย่างไรว่าพรุ่งนี้เราจะมีชีวิตอยู่ เริ่มตั้งแต่ตอนที่ยังมีแรงมีความสุขอยู่นี่แหละครับ เหมือนกับการฝึกว่ายน้ำ เราก็ฝึกเอาไว้ก่อน พอตกน้ำเราก็นำเอาที่เราฝึกมาใช้ ให้พ้นจากการจมน้ำ การเรียนธรรมะก็เช่นกัน เราเริ่มศึกษาเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันที่เรายังมีแรงมีความสุข เวลาที่เราเจอทุกข์อะไร เราก็นำสิ่งที่เราเรียนรู้มาใช้ได้อย่างเต็มที่ ไม่จมทุกข์ หากรอให้เจอทุกข์แล้วค่อยศึกษาอาจจะเอาธรรมะไปใช้ผิดๆก็ได้นะครับ ผมเคยเจอพี่คนหนึ่งเขามีโอกาสศึกษาธรรมะมากมาย แต่ก็ไม่ได้ลงมือเสียที จนวันหนึ่งเกิดทะเลาะกับสามี แล้วสามีหนีออกจากบ้านไป เกิดทุกข์ขึ้นกองใหญ่เลยครับ หาทางออกไม่เจอก็หันหน้าเข้าหาพระธรรม พยายามสวดมนต์ นั่งสมาธิให้ใจสงบ ผมเห็นก็ยังแปลกใจอยู่ พี่แกทำเหมือนว่าธรรมะเป็นยารักษาได้ทุกโรค แก้ได้ทุกปัญหาเลย สุดท้ายแกก็ยังจมทุกข์กับปัญหาสามีไม่กลับมาอยู่เหมือนเดิม แต่ก็นิ่งขึ้น เพราะสมาธิมันช่วยข่มอารมณ์ฟุ้งซ่านได้บ้าง ถ้าเป็นพวกเราจะว่าอย่างไรบ้างครับ เราต้องรู้ก่อนว่าธรรมะของพระพุทธองค์นั้น ใช้แก้ปัญหาที่มันอยู่ลึกกว่าปัญหาโลกๆ ใช้แก้ทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด แก้ความหลงผิดในอวิชชาที่ก่อภพก่อชาติ หากเข้าใจธรรมผิดๆแล้วเอาไปใช้ผิดๆก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ถูกหรอกครับ ปัญหาแบบโลกๆ ก็ต้องการวิธีการแก้แบบโลกๆ แต่เราอาจจะเอาธรรมะมาช่วยเสริมได้ อย่างในกรณีนี้ หากทะเลาะกับสามีจนเขาหนีไป เราก็ต้องมีสติตั้งแต่ตอนที่ทะเลาะกัน โกรธก็ต้องรู้ว่าโกรธแล้วก็ระมัดระวังกายวาจาให้ดี แต่ถ้าตอนนั้นไม่มีสติโกรธโมโหอาละวาดจนสามีหนีไปแล้ว รู้สึกตัวเมื่อไหร่ เราก็ต้องออกไปตามหา ไปขอโทษเขา ปรับความเข้าใจกัน ไม่ใช่สามีหนีไปก็สวดมนต์ให้ใจสงบ ขอให้สามีลูกช้างกลับมา พระท่านไม่ได้ช่วยตามสามีให้หรอกนะครับ อย่าใช้ธรรมในทางที่ผิดนะครับ
ครูบาอาจารย์ของผมท่านเคยบอกไว้ว่า ชาวพุทธที่ศึกษาธรรมนั้น มีคำเตือนที่แรงๆอยู่ 2 คำ ถ้าโดนแล้วต้องรีบพิจารณาตนเองทันที อันแรกเลยคือ มิจฉาทิฐิ คือมีความเห็นที่ผิด เข้าใจหลักธรรมผิดไป อันนี้ต้องรีบแก้ไขด่วน เพราะถ้าเราเดินทางผิดทิศ ต่อให้ขยันตั้งใจแค่ไหนก็ไม่ถึงจุดหมาย ต้องคอยตรวจสอบอยู่เสมอ สิ่งที่จะช่วยในการตรวจสอบก็คือ กัลยณมิตร เช่น ครูบาอาจารย์หรือเพื่อนเป็นต้น อีกส่วนก็คือ โยนิโสมนสิการ หรือการใช้ปัญญาคิดพิจารณาอย่างแยบคายนั่นเอง ส่วนอีกคำก็คือ ประมาท คำว่าประมาทนี่ฟังแล้วต้องระวังเลยนะครับ ใครที่คิดว่าวันนี้ไม่พร้อมพรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็ได้ นี่ก็ถือว่าประมาทนะครับ รู้ได้อย่างไรว่าเราจะมีชีวิตถึงพรุ่งนี้ ยิ่งคนที่บอกว่าแก่ๆค่อยเริ่มก็ได้ อันนั้นยิ่งแล้วใหญ่ อย่าประมาทนะครับ ที่ยังไม่เริ่มก็เริ่มเสียแต่วันนี้ ที่เริ่มไปแล้วก็อย่าทอดทิ้งหรือวางใจว่าได้เริ่มไปแล้ว ถ้าเรายังไม่ถึงจุดหมายที่พระพุทธองค์บอกไว้ว่า "เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีแล้ว" หากไม่ถึงขั้น กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีแล้ว ก็อย่าวางใจนะครับ
มาถึงตรงนี้แล้วใครที่รู้จักวิธีเจริญสติแล้ว ก็อย่าประมาทนะครับ ส่วนคนที่ไม่รู้ ผมก็มีวิธีที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนเป็น How to ง่ายๆมาบอกกัน อาจจะดูง่ายจนไม่น่าเชื่อนะครับ แต่ครูอาจารย์ของผมท่านบอกว่า กว่าจะหาวิธีแบบนี้เจอ แทบตายเหมือนกัน นี่เรากำลังเรียนลัดเอา knowhow ที่ท่านเพียรค้นหาด้วยตัวเองมาต่อยอดของเราเองเลยนะครับ เราได้รู้วิธีนี้แล้วถือว่าเป็นโอกาสทองที่ดีของเราเลยทีเดียว ท่านสอนว่าไม่ว่าจะปฏิบัติทางไหน สุดท้ายก็มาลงที่จิต ไม่ว่าเราจะนั่งสมาธิทำฌาณสุดท้ายก็ต้องมาดูที่จิตที่มันเด่นดวงขึ้นมา เราจะพิจารณากาย เวทนา แยกรูปแยกขันธ์ เราก็ต้องมาดูที่จิต ดังนั้น เราก็เรียนลัดโดยการที่ไปรู้จิตตรงๆ อันนี้เป็นวิธีที่ลัดสั้นและง่าย เหมาะแก่คนที่ไม่มีเวลาไปนั่งทำสมาธิให้เกิดฌาณ
วิธีการก็มีอยู่สองอย่างก็คือ อย่างแรก คือ ไปรู้ว่าตอนนั้นจิตมีอารมณ์อะไร เช่น ชอบ ไม่ชอบ โกรธ ดีใจ เสียใจ รำคาญ อยากได้ ไม่อยากเป็น เป็นต้น พูดให้ยากขึ้นอีกนิดก็คือ ดูตัวโลภะ กับโทสะ นั่นเอง โลภะก็คือความอยากที่จะมี ความอยากที่จะไม่มี เช่น อยากที่จะสุข อยากที่จะไม่มีทุกข์ ความพอใจในสิ่งที่ได้มา เป็นต้นโทสะ คือ ความไม่พอใจ เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ความไม่พอใจเมื่อพลาดจากสิ่งที่ชอบ เช่นโกรธที่ไม่ได้รางวัลที่ตั้งใจไว้ โมโหที่เจอแมลงสาปในข้าว เป็นต้น พูดง่ายๆคือ เวลาเราทำอะไร แล้วเรารู้สึกพอใจ ไม่พอใจ โกรธ ชอบ ไม่ชอบ ก็ให้รู้ไปว่ามันเป็นอย่างไร ส่วนอย่างที่สองก็คือ ไปรู้ว่าจิตตอนนั้นมันหลงอยู่ ไม่ว่าจะหลงไปคิด หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ส่วนใหญ่เรามักจะหลงไปคิด ก็ให้รู้สึกตัวบ่อยๆว่า หลงไปคิดอีกแล้วนะ พูดให้ยากขึ้นอีกนิดคือ ดูตัวโมหะที่เกิดขึ้นนั่นเอง (โมหะ แปลว่าความหลงนะครับ ไม่ใช่แปลว่าโมโห) ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะหลงมากที่สุด และอีกอย่าง โลภะกับโทสะก็เป็นลูกของโมหะนั่นเอง เช่นนะครับ ขับรถแล้วมีคนมาปาด เราโกรธ ตอนนั้นเรามีโทสะ แต่เราลืมไปว่าที่เราโกรธนั้น เพราะเราหลงไปคิดว่า มันแน่ซักแค่ไหนวะถึงมาปาดเรา เห็นไหมครับจริงๆแล้วในโทสะมันมีโมหะซ่อนอยู่แต่เราดูไม่ทัน พูดง่ายๆก็คือ หัดรู้เนื้อรู้ตัว คอยเหลือบๆดูว่าหลงไม่หลง หรือไม่ก็ไปดูว่ามีอารมณ์อะไรอยู่ ดูแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น จะให้ดีดูสองแบบปนๆกันไป มีสติไปรู้อะไรก็รู้มันไปด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าไปจงใจนั่งเพ่ง หรือว่าเผลอตัวเผลอใจไปทั้งวัน
ทีนี้ถ้าไม่เพ่ง เราก็อาจจะหลงไปนานได้ ท่านก็มีวิธีช่วย คือต้องใช้วิหารธรรมเข้าช่วย วิหารธรรมก็คือธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ เหมือนเป็นสิ่งที่คอยกระตุ้นเตือนให้เรามีสติ มีอยู่ 4 อย่างคือ การใช้กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม กายในกาย หมายความว่าเราเอากายเป็นเครื่องอยู่แต่ไม่ได้ใช้กายทั้งหมด เราเลือกมาบางส่วนเหมือนสุ่มตัวอย่างเอามาวิจัย เช่น เอามือที่เคลื่อนไหวเป็นตัวกระตุ้นเตือนว่าจิตหนีไปคิดแล้วนะ ดูการเคลื่อนไหวของเท้าเวลาเดิน นั่นจิตหนีไปคิดอีกแล้ว จิตในจิตก็เช่นกันเป็นการสุ่มเอาจิตบางชนิดมาเป็นเครื่องอยู่ เช่น เอาอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไว้เป็นเครื่องกระตุ้นคอยสังเกตจิตใจของเรา ส่วนเวทนากับธรรมนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีอินทรีย์กล้า อย่าลืมนะครับ ไม่มีธรรมะใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เราต้องดูจากจริตของเราด้วยว่า เราถนัดแบบไหน ทำอะไรแล้วสติเกิดบ่อย แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ต้องลองตรวจดูจริตนิสัยของเราเอง หลักง่ายๆครับ หากคนคนที่รักสุขรักสบายก็ดูกายไป หากอินทรีย์กล้าจะไปดูเวทนาก็ได้ หากเป็นคนที่ช่างคิด คิดมาก ก็ดูจิต และหากมีอินทรีย์กล้าก็อาจจะดูธรรมไป สำคัญคือทำอะไรแล้วสติเกิดบ่อยนะครับ
สติ แปลว่าความระลึกรู้ คือไประลึกรู้ ไม่ใช่ไปนั่งเพ่ง ถ้าไปเพ่งมันจะรู้สึกอึดอัด แข็งๆ ซึมๆ ทื่อๆ ไม่คล่องแคล่ว ไม่ปราดเปรียว ไม่ใช่ทำไปด้วยความอยาก เพราะถ้าอยากมันก็จะไปเป็นการเพ่ง ไม่ใช่เป็นการกำหนด เพราะการกำหนดก็คือการเพ่งนั่นเอง เราจึงไม่ควรไปเพ่ง ควรรู้แบบสบายๆด้วยใจที่เป็นกลาง ทีนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วถ้าไม่อยาก ไม่เพ่ง แล้วความระลึกรู้จะเกิดได้อย่างไร ก็ต้องรู้ก่อนว่า สติเกิดได้เพราะถิรสัญญา พูดง่ายๆเลย คือมันเกิดได้เพราะมันจำสภาวธรรมได้ หน้าที่ของเราคือหมั่นทำความรู้จักกับสภาวธรรมไปเรื่อยๆ ตามเห็นบ่อยๆ จนจิตมันจำสภาวธรรมได้แม่น ต่อไปพอสภาวธรรมเกิด จิตมันก็จะไประลึกรู้เอง หลายคนอาจจะงงกับศัพท์แปลกๆไม่คุ้น เช่นสภาวธรรม ง่ายๆเลยครับ ก็ไอ้ความชอบ พอใจ อยากได้ ไม่พอใจ โกรธ หิว สงสัย กลุ้ม ยินดี ต่างๆนี่แหละครับเรียกว่าสภาวธรรม เราก็หมั่นคอยรู้ไปเรื่อยๆก่อนว่าตอนนี้เรารู้สึกอะไร เราหลงไปหรือไม่ เริ่มแรกอาจจะไม่ใช่สติที่แท้ เพราะเราไปจงใจให้รู้ แต่เราก็ต้องจงใจก่อนให้จิตมันรู้จักสภาวะ พอทำไปนานๆแล้ว ต่อไป เราไม่ต้องไปจงใจ จิตมันจะไประลึกรู้ของมันเอง นั่นแหละครับ สติที่แท้ได้เกิดขึ้นมาแล้วเริ่มจากรู้ก่อนนี่แหละครับจะเกิดสติ พอพัฒนาไปเรื่อยๆไอ้รู้นี่แหละครับจะทำให้เราเกิดปัญญา นำไปสู่การทำลายอวิชาในที่สุด เริ่มต้นที่รู้ครับ รู้ว่ารู้สึกอย่างไร หรือไม่ก็รู้ว่าหลงไป ง่ายๆแค่นี้เองครับ สุขสันต์วันแห่งการรู้นะครับ
หมายเหตุ ผมเพียงนำธรรมะจากครูบาอาจารย์มาเล่าต่อน่ะครับ อาจจะมีความผิดพลาดจากการตีความของผม อยากให้มันช่วยกระตุ้นเตือนท่านให้มีสติครับ อย่างไรก็ตามอย่าลืมหาครูบาอาจารย์ชี้แนะด้วยนะครับ จะได้ไม่หลงทาง