เป็นอย่างไรบ้างครับ หลังจากที่ผมเล่าเรื่องภัยในสังสารวัฏไปในคราวที่แล้ว ตอนนี้เริ่มเห็นภัยที่น่ากลัวและเริ่มอยากหาทางออกกันบ้างหรือยัง ต้องอย่าลืมว่าศาสนาพุทธของเรานั้น เป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ คำว่าปฏิบัตินี้ ในความหมายจริงๆของมันไม่ได้แต่ว่า ลงมือทำนะครับ แต่แปลว่า การรู้เฉพาะ เวลาที่เราปฏิบัติก็หมายถึงว่า เรากำลังมีสติรู้เฉพาะ ในปัจจุบันนั่นแหละครับ
ที่ผมบอกว่าพุทธศาสนาของเราเป็นเรื่องของการปฏิบัตินั้น เพราะเมื่อก่อนผมก็เข้าใจผิดเสียมากมาย เคยได้ยินได้ฟังมาว่า พุทธศาสนาเป็นปรัชญาบ้าง เป็นศาสตร์แห่งปัญญาบ้าง ก็เลยคิดไปไกลเลยครับ ผมเคยคิดวิเคราะห์ศาสนาพุทธในแง่มุมต่างๆ เป็นต้นว่า ไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญา แล้วก็คิดเป็นบ้าเป็นหลัง พยายามเอาหลักคำสอนของพุทธ ไปลงตามแนวปรัชญา คิดออกมาได้มากมายเลยครับ แต่ละครั้งก็ทำให้อื้อหืออื้ออึงไปพอสมควร
ต่อมาก็ไปคิดอีกว่า พุทธศาสนาสามารถมองเป็นแนววิทยาศาสตร์ได้อีกนี่นา โอ้โห ไม่ว่าจะมองมุมไหน พุทธศาสนาของเรา ก็ช่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้เกือบทั้งหมด ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกภูมิอกภูมิใจในศาสนาพุทธ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้เกิดมาเจอกับศาสนาพุทธ ( เพียงแค่เปลือกที่ผมคิดไปเองนั้นผมยังดีใจขนาดนี้ ถ้าเกิดได้พบกับธรรมะแท้ๆของพระพุทธองค์ คงปลื้มปิติสุดประมาณแน่ๆ) หรือแม้แต่ความพยายามที่จะคิดมองหลักของแต่ละศาสนาให้มันลงกัน พยายามมอง พุทธ คริสต์ อิสลาม ให้เป็นการพูดถึงสิ่งเดียวกัน ในมุมมองที่แตกต่างตามสภาพทางสังคมและยุคสมัยของแต่ละศาสดา ยิ่งคิดยิ่งน่าตกใจ เพราะทำให้พบว่า พุทธศาสนาของเรานี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเหมือนจริงๆ
แต่พอผมได้เริ่มศึกษาธรรมะของพระพุทธองค์ ผมกลับพบว่า สิ่งต่างๆที่เคยคิดมาทั้งหลายทั้งปวงนั้น โง่แท้ๆเลยครับ ไอ้ที่ผมคิดมาทั้งหลายนั้น ไม่มีสักทางที่เป็นหนทางที่ทำให้ผมพ้นจากความทุกข์แม้แต่นิ ดเดียวเลย พูดง่ายๆว่า ยิ่งคิดไป ยิ่งห่างออกจากทางพ้นทุกข์มากขึ้นๆ ที่ต้องบอกเอาไว้เผื่อมีหลายๆคนที่กำลังคิดวิเคราะห์ศาสนาพุทธนั้น จะได้ไม่เสียเวลาและหลงทางเหมือนกับผม พุทธศาสนามีไว้ให้ลอง ไม่ได้มีไว้สำหรับคิดวิเคราะห์ อย่างในบทสวดมนต์ยังมีบอกเลยครับ สันทิฏฐิโก หมายถึงเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง และ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ หมายถึง เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน เห็นไหมครับ ต้องทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่นั่งคิดเอา ถ้าหากว่าธรรมะของพระพุทธองค์เกิดจากการคิดแล้ว ก็ต้องส่งมอบต่อๆกันได้ แต่ธรรมะของพระพุทธองค์ไม่สามารถส่งมอบต่อกันได้ ผู้ค้นพบเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ผู้ที่ศึกษาก็ล้วนต้องปฏิบัติด้วยตนเอง
หากเรามองธรรมะด้วยการคิดวิเคราะห์แล้ว เราจะไม่พบความลุ่มลึกของธรรมะที่มีอยู่ในตัวของมันเอง ยกตัวอย่างง่ายๆก็ คือ เรื่องของทางสายกลาง ที่เปรียบว่าเราต้องไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป เหมือนกับสายพิณ หากตึงไปดีดก็ขาด หากหย่อนไปดีดก็ไม่ได้ ต้องกลางๆพอดีๆ เจอคำสอนนี้ไป ผมเอาไปใช้ได้กับชีวิตประจำวันหลายๆเรื่อง แม้แต่เรื่องงาน เวลาทำอะไรสักอย่างก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ตอนนั้นก็คิดว่า เออ ดีมากเลยนะเนี่ยที่สามารถเอาหลักธรรมคำสอนมาประยุกต์ใช้กับชีวิตได้ แต่พอได้มาศึกษาธรรมะเข้าจริงๆ รู้เลยว่าเมื่อก่อนที่เรารู้น่ะ ตื้นมาก เมื่อได้ลองปฏิบัติด้วยวิธีการรู้สึกตัวไปสักระยะ จะรู้เลยว่า เรามักพลาดไปสองทาง ไม่ไปเพ่งไว้ ก็หลงไปเลย เปรียบไปก็เหมือนสายพิณที่ตึงและหย่อน การรู้ที่ถูกคือ รู้แบบเป็นธรรมชาติ ไม่เคร่งไป ไม่หย่อนยานไป มันสอดคล้องกับเรื่องทางสายกลางนี้พอดี
ยังมีหลักธรรมอีกหลายเรื่องที่เมื่อก่อนเราฟังแล้วเฉยๆ หรือคิดว่าดี แต่จริงๆแล้ว ล้วนต่างลึกล้ำเกินกว่าสติปัญญาของเราต่างหาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปนั่งคิดวิเคราะห์เพื่อเพิ่มพูรสติปัญญานะครับ ของแบบนี้จะรู้ได้ก็ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่มีใครช่วยเราได้ มีแต่เราที่ต้องเริ่มทำด้วยตั วเอง สติปัญญาที่พวกเราเคยภูมิใจหนักหนา มาเทียบกับทางธรรมแล้วเรียกว่าแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ ในเมื่อรู้แบบนี้แล้วเราจะเอาของที่มันไม่มีหรือมีน้อยมากๆ มาพยายามนั่งคิดวิเคราะห์หาทางออกนั้น คงเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราค่อยๆสังเกต ดูกายดูใจของเราไป จนมันเห็นความเกิดดับ เมื่อมันเห็นแล้วเกิดความเบื่อ พอมันเบื่อแล้วมันก็จะโยนทิ้ง เมื่อนั้น ความจริงทุกอย่างจะปรากฏอยู่ต่อหน้าเราเอง ไม่ต้องเสียเวลาไปคิดวิเคราะห์อะไรนะครับ ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์หรอกครับ
หมายเหตุ ต้องลองด้วยตัวเองนะครับ ไม่มีใครช่วยเราได้