รู้ตามจริง

จากครั้งที่แล้ว อย่าลืมนะครับ แต่ละคนมีนิสัย ความชอบต่างกัน จึงไม่มีวิธีการปฏิบัติแบบใดที่ดีเลิศประเสริฐที่สุด มีเพียงแต่วิธีการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนนั้นๆ เท่านั้นแต่ไม่ว่าจะลอง ดูกาย ดูจิต ดูเวทนา ดูธรรมนั้น ก็มีสิ่งที่ต้องระวังอยู่เหมือนๆกัน มีอยู่สองสิ่งครับที่ไม่ว่าจะปฏิบัติแนวทางใด หลายๆคนมักจะเจอ

ตัวแรกคือการหลงไป การหลงไปนี่ก็ได้แก่ หลงไป เผลอไป ใจลอย เหม่อ ลืมกายลืมใจ คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ หลงอยู่ตลอดเวลา ลืมกายลืมใจอยู่ตลอด ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลส ตามโลภะ ตามโมหะ ตามโทสะ จะชักพาไป คนที่เริ่มปฏิบัติก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาบางขณะ เท่าที่จะระลึกได้ ที่เหลือก็ปล่อยตัวปล่อยใจหลงไป นานๆทีจะรู้สึกตัวขึ้นมาอีกสักที พระอาจารย์ปราโมทย์ ท่านสอนไว้ว่า การหลงบ่อยๆถือว่าดี ก็เพราะว่า เวลาที่เรารู้สึกตัว เราจะรู้ตัวว่าเมื่อสักครู่หลงไป ถ้าเราหลงบ่อย เราจะรู้สึกตัวบ่อยด้วย อันนี้แตกต่างจากหลงนานนะครับ หลงนานคือ นานๆเราจะรู้สึกตัวสักที แต่ก็ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ อย่าไปเครียดว่าเราหลงนานหรืออะไร เวลาที่เริ่มทำใหม่ๆ มันก็แบบนี้แหละครับ ต้องค่อยเป็นค่อยไป หรือแม้แต่ปฏิบัติมานานแล้ว ก็มีโอกาสหลงนานได้เหมือนกัน ไม่ต้องไปเครียดครับ ถ้ากังวลก็รู้ไปว่ากังวล อย่าพยายามไปทำอะไร ดูมันไปแบบนั้นแหละครับ เพราะถ้ายิ่งพยายามไปทำอะไรนั้น จะกลายเป็นตัวที่สอง กลับกลายเป็นว่าหนีเสือปะจระเข้ไปซะดื้อๆ

ตัวที่สองที่ผมหมายถึงก็คือ การไปเพ่ง นั้นเอง เวลาที่เราไม่อยากเผลอ ไม่อยากหลง เราก็จะไปเพ่ง ซึ่งเราลืมไปว่า การเพ่งมันเป็นการเข้าไปแทรกแซงการรู้ของเรา เป็นการบังคับจิตใจให้คอยเฝ้าดู คอยระวังไม่ให้หลง สงสัยไหมครับว่าทำไม การคอยระวังไม่ให้หลงจะเป็นการดี กลับกลายเป็นเรื่องไม่ดีไปเสียอีก ที่เป็นอย่างนี้เพราะเราไปบังคับการรู้ เหมือนกับไปคอยนั่งจับผิดว่า จิตเราจะหนีไปเมื่อไหร่ จะหลงไปเมื่อไหร่ เราไปดัดแปลงไม่ให้มันเห็นกายเห็นใจตามความเป็นจริงนั่นเอง เวลาที่ไปเพ่งเราจะรู้สึกว่ามันนิ่งดีจัง เออวันนี้ตามรู้ได้เยอะเลย เกิดปิติโดยไม่รู้อีกว่าตัวเองเกิดปิติ การเพ่งก็เหมือนกับการไปกดข่มมันเอาไว้นั่นเอง

ต้องเข้าใจก่อนว่าเราปฏิบัติเพื่อที่จะให้เห็นกายเห็นใจตามความเป็นจริง การหลงไปก็คือการที่เราลืมดูกายดูใจว่าจริงๆมันเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ดูเราก็ไม่มีทางรู้ว่าจริงๆแล้วกายนี้ใจนี้เป็นทุกข์ เราจะเห็นว่าเออมันก็สุขสบายดี มีทุกข์มาบ้างเดี๋ยวก็ผ่านไป เราจะไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วกายนี้ใจนี้เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ส่วนการเพ่งนั้นก็คือเราไปแทรกแซงไปนั่งมอง เราก็จะเห็นว่ากายใจมันสงบนิ่งๆ ไม่เห็นหรอกว่าเวลาปกติมันซุกมันซนขนาดไหน เหมือนเรานั่งเฝ้าเด็ก ก็ดูเด็กนั่งเรียบร้อยไม่ก่อให้เกิดความลำบากอะไร นั่นเพราะเราจ้องอยู่ เด็กเลยไม่กล้าหนีไปเล่น แต่พอเราเผลอนี่วิ่งปรู้ดปร้าดหายไปเลย กลายเป็นว่าไอ้ที่เห็นๆหรือนั่งจ้องนั้น โดนเด็กมันหลอกเข้าให้แล้ว เราจะไม่มีทางเห็นนิสัยจริงๆของเด็กคนนี้หรอก หรือจะบอกว่า พอไปจ้องไปเพ่ง เราจะไม่มีวันเห็นหรอกว่าจิตนี้กายนี้จริงๆมันเป็นทุกข์ ก็ว่าได้

ทีนี้เรามาทำความเข้าใจเรื่องการรู้ตามจริงดูบ้าง เริ่มจากคำว่ารู้ก่อน รู้ หมายความว่า แค่ไปรู้ว่าตอนนี้มีสภาวะอะไรเกิดขึ้น แค่ไปรู้เฉยๆ ไม่ต้องไปคิดต่อ ไม่ต้องไประวัง ไม่ต้องไปกังวล แค่รู้อย่างเดียวก็พอแล้ว ต่อไปคำว่า ตาม ตามก็คือตามมาทีหลัง หมายความว่า พอเกิดสภาวะใดๆขึ้น ก็ตามไปรู้ ไม่ใช่ไปดักรู้ ไม่ใช่รอรู้ ต้องปล่อยให้มันเกิดแล้วก็ไปรู้มัน ส่วนสุดท้ายคำว่า จริง ก็หมายถึง เป็นไปตามธรรมชาติของมัน ไม่มีการไปแต่งโน่น เติมนี่ จนไมเหลือเค้าของความเป็นธรรมชาติ นั่นเอง สรุปว่า รู้ตามจริง ก็คือ เข้าไปรู้สภาวะตามธรรมชาติที่มันเกิดขึ้น โดยไม่ไปปรุงแต่งนั่นเอง

จริงๆแล้วหากเราตีความดีๆจะพบว่า รู้ นั้นหมายถึง การที่เราไม่เผลอหลงลืมสตินั่นเอง ตามก็คือ การตามรู้สภาวะ รอให้สภาวะนั้นเกิดก่อน หรืออีกนัยหนึ่ง ตามก็คืออย่าไปเพ่ง ไปไปรอดู อย่าไปกำหนด จริงก็หมายถึงสภาวะตามธรรมชาติ สรุปง่ายอีกครั้งก็คือ มีสติ ไม่เผลอ ไม่หลง ไม่เพ่ง ตามรู้สภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง ถ้าเรารู้ตามแล้ว เราก็จะไม่เผลอไม่เพ่งนั่นเอง เมื่อเรารู้ตามความเป็นจริงไปเรื่อยๆแล้ว เราก็จะเห็นว่า จริงๆแล้ว กายนี้ใจนี้มันเป็นทุกข์ พอเรารู้ว่ามันเป็นทุกข์เราก็จะไม่อยากเอามันไว้แล้ว มันจะค่อยๆทิ้งกายทิ้งใจไป จนเมื่อมันไม่เอาอะไรสักอย่าง ทางออกของสังสารวัฏก็อยู่ตรงนั้นนั่นเอง

อย่าเพิ่งท้อนะครับ ผมเองก็ยังคลำทางอยู่เหมือนกัน รู้ถูกรู้ผิด ก็รู้มันเรื่อยๆ บางวันไม่รู้เลยก็มี ค่อยเป็นค่อยไปครับ หัดมีสติรู้ลงปัจจุบัน หรือ รู้ตามจริงไปครับ ยิ่งเรารู้ยิ่งเราทำ เราก็ใกล้กับทางออกแห่งสังสารวัฏขึ้นเรื่อยๆทุกครั้ง แม้มันจะขยับไปทีละนิด แต่การได้ขยับไปนี่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆแล้วถอยห่างนะครับ มีสติกันนะครับ

หมายเหตุ ผมเองก็ยังรู้ผิดๆถูกๆ แต่ที่เขียนก็อาศัยจำมาจากครูบาอาจารย์ เช่น พระอาจารย์ปราโมทย์บ้าง หลวงพี่อธิปและหลวงพี่มาลาบ้าง อาจารย์กำพลบ้าง พี่เดียร์บ้าง หรือไปอ่านมาจากที่ครูบาอาจารย์ท่านเขียนไว้อีกต่อหนึ่ง เพียงแค่อยากนำมาเล่าสู้กันฟังเป็นแนวทางน่ะครับ