ยิ่งแม่กับน้าทุกข์มากเท่าไหร่ โจ้ก็จะรู้สึกผิดมากเท่านั้น เขาไม่อยากให้ใครเสียใจ หรือเป็นทุกข์เพราะเขา และโจ้ได้ผ่านช่วงเวลาของความกลัวนั้นมานานแล้ว เพราะเขารู้ผลเลือดมา 1 – 2 ปีแล้ว แต่ที่ทุกข์ที่สุดในตอนนี้ ก็คือไม่รู้ว่าจะบอกแม่กับน้าว่ายังไง”

โจ้ ชายหนุ่ม วัย 26 ปี รูปร่างสูงใหญ่ การแสดงออกเป็นชาย และหน้าตาดี(แมน มาก มาก) เป็นครู โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง   

พี่เสียใจด้วยนะ ผลการตรวจเลือดของคุณมีการ

ติดเชื้อเอชไอวี

ดิฉันแจ้งผลเลือดให้โจ้ทราบ  หลังรับรู้ผลเลือด

โจ้เริ่มร้องไห้ และไม่อยากมีชีวิตต่อไป กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวแม่เสียใจ กลัวมีอาการแล้วจะถูกรังเกียจ  

 

ดิฉันจึงพูดคุยให้กำลังใจ และยกตัวอย่างผู้ติดเชื้อคนอื่นๆ ซึ่งครั้งแรกที่รู้ว่าติดเชื้อ ก็ทุกข์ทรมานแบบนี้เหมือนกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ทำงานได้ตามปกติ เวลาจะช่วยให้หลาย ๆ อย่างดีขึ้น ดิฉันพยายามอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจและดึงความรู้สึกมีคุณค่าในตัวของเขาออกมา

คุณเป็นครู เป็นคนที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคม เป็นคนที่สร้างคน ใช้ประสบการณ์ของตัวองไปสอนนักเรียน เพื่อไม่ให้พวกเขาติดเชื้อ เป็นการทำบุญอย่างหนึ่งนะ  

โจ้รับฟังอย่างสงบ การสนทนาจึงจบลง ทุกคนพากันกลับขึ้นไปบนตึกผู้ป่วยใน

หลังจากนั้นไม่นาน เอ็มก็เสียชีวิตลง แต่โจ้ยังมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วงแรกโจ้มีปัญหาเรื่องสิทธิ์การรักษาเนื่องจากสิทธิ์ของครูเอกชนสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ปีละสองหมื่น และต้องนำใบเสร็จไปเบิกที่โรงเรียน

โจ้บอกว่า ถ้าต้องนำใบเสร็จไปเบิกเงินที่โรงเรียนทุกเดือน เพื่อนก็รู้ว่าผมป่วยเป็นโรคอะไร และผมคงต้องออกจากงาน

ดิฉันจึงช่วยหาทางออก โดยแนะนำให้โจ้หางานพิเศษทำในวันหยุดเพื่อจะได้มีสิทธิ์ประกันสังคม ในการรักษาพยาบาล โจ้ทำตามคำแนะนำและก็มีสิทธิ์ประกันสังคม ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี

ตั้งแต่พูดคุยกันจนถึงกระบวนการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี จนโจ้เข้าสู่กระบวการรักษาโดยมาตรวจCD4 และคัดกรองโรคฉวยโอกาสต่างๆแก้ไขเรื่องสิทธิ์การรักษา (แต่ชายอีกคนยังไม่พร้อมตรวจเลือด) ผลCD4ของโจ้ประมาณ 200กว่า นัดพบกันทุก3 เดือนเพื่อตรวจ CD4 และติดตามอาการ โจ้ก็จะมาตรวจเลือด แต่ไม่พร้อมเข้ากลุ่ม

"ยังทำใจไม่ได้ ยังไม่อยากเจอใคร"

ตั้งแต่นั้นมาก็ได้คุยกันเวลามาเจาะเลือดหรือทางโทรศัพท์บ้าง โจ้ไม่เคยบอกอะไร

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเวลา 1 ปีหลังจากทราบผลเลือด    

"พี่อ๋อยครับ ผมโจ้ครับ"

"ว่าไงจ๊ะ"

"ผมมีเรื่องจะปรึกษา"

"เรื่อง...."

"คือผมจะพาเพื่อนมาตรวจเลือด"

"ใครเหรอ"

"เออ...." โจ้เริ่มติดอ่าง

"บอกมาซะดี ๆว่าใคร"

"คือ...พี่อ๋อยอย่าโกรธผมนะ"

(กลัวโกรธเพราะแนะนำเรื่องการรับเชื้อเพิ่มและการแพร่เชื้อให้คนอื่นกันอยู่ตลอดเวลา)

"ว่ามา...ไม่โกรธ"

"พอดีผมมีเพื่อนใหม่ แต่ไม่ได้บอกเขาว่าผมติดเชื้อ พอมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วรู้สึกผิดเลยบอกเขาเรื่องติดเชื้อ ตอนนี้เลยอยากพามาตรวจ"

"ได้สิ"

"ตอนแรกกลัวเขารังเกียจเลยไม่กล้าบอก รู้สึกผิดเลยบอกความจริงเรื่องการติดเชื้อให้เพื่อนชายรับรู้ และอยากตรวจเลือด กลัวเพื่อนชายติดเชื้อ หลังจากบอกแล้ว ผมก็ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งครับ"

"แล้วเขามีท่าทางยังไงบ้างหลังจากรู้เรื่อง"

"เขาก็สงสารผม และเป็นคนที่ดูแลผมอย่างดี จะโทรไปเตือนให้ผมกินยา  ผมจะอยู่ที่โรงเรียน เขาจะโทรหาตอนแปดโมงตรงทุกวัน" 

เพื่อนชายของโจ้เป็นชาวพม่า รูปร่างแข็งแรง แสดงออกเป็นชาย(อีกแล้ว) พูดภาษาไทยได้ชัดมากเพราะมาอาศัยอยู่ในไทยเกือบ10ปีแล้ว และโชคดีผลการตรวจเลือดของเขาไม่ติดเชื้อเอชไอวี

โจ้รู้สึกสบายใจที่เพื่อนชายไม่ติดเชื้อ แต่สบายใจอยู่ได้ไม่นาน หลังเริ่มยาต้านไวรัส โจ้มีอาการผื่น แพ้ยา หลังจากเปลี่ยนยาได้ 6-7 เดือน โจ้เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังกินยาเป็นประจำทุกวัน ทั้งกินและฉีดยาแก้อาเจียนอาการก็ไม่ดีขึ้น ทีมผู้ดูแลลงความเห็นว่าเกิดจากผลข้างเคียงของยาต้านไวรัส น้ำหนักลดลงกว่า 10 กิโลกรัม อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เข้า ออกโรงพยาบาลหลายครั้ง นอนโรงพยาบาลครั้งละ 7-10 วัน อาการไม่ดีขึ้น (คิดว่าถ้าโจ้เป็นผู้หญิง ดิฉันคงสงสัยว่าเขาตั้งครรภ์ ดิฉันไปเยี่ยมดูอาการเห็นเขาอาเจียน เหมือนมาก)ระหว่างนั้นแม่พาไปรักษารพ.ที่ชลบุรี โจ้ก็ยอมไปเสร็จแล้วก็กลับมาบ้านโพธิ์ทุกครั้ง แม่ถามก็ไม่กล้าบอกเหตุผล แม่ก็ต้องการคำตอบ ความกลัวของลูกกับความไม่เข้าใจของแม่ทำให้ทั้งสองคนเป็นทุกข์เหมือน ๆ กัน 

โจ้เริ่มกังวลใจอีกครั้งทั้งอาการทางกาย บวกกับความกังวลทางจิตใจรุมเร้าพี่อ๋อยทำยังไงดี

 เพราะโจ้รู้อยู่แก่ใจว่าร.พ.บ้านโพธิ์รักษาตรงกับโรคที่เขาเป็นอยู่ แต่ไม่รู้จะบอกกับแม่ว่ายังไง

(ทั้งแพทย์ เภสัช พยาบาลและทีมผู้ดูแลอื่น ๆ ดูแลเขาตรงโรค ทั้งเปลี่ยนยาต้านฯ รักษาตามอาการ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในรพ.มหาวิทยาลัย แทบพลิกตำรารักษากันเลยทีเดียว แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น)

โรคที่เป็นอยู่ไม่เคยคิดจะบอกให้แม่รู้  กลัวแม่รับไม่ได้ แม่เคยเตือนเรื่องคบเพื่อนชาย และน้าเคยบอกว่าระวังติดโรคครั้งนี้แม่เห็นอาการป่วยเป็นเยอะมากเลยอยากให้ย้ายไปรักษาโรงพยาบาลอื่นแม่บอกว่าร.พ.บ้านโพธิ์เป็นร.พ.เล็ก ๆอาจจะรักษาไม่ตรงกับโรคที่เป็น ไปรักษาร.พ.อื่นที่ชลบุรีมั้ยแม่จะได้ดูแลได้ด้วย"(ทั้งบ้านและที่ทำงานของทั้ง 2คนอยู่ชลบุรี)

ควรบอกความจริงให้แม่รู้ ถ้าแม่รู้แล้ว และอยากให้ลองไปรักษาที่อื่นก็ไป แต่ถ้าแม่เข้าใจก็รักษาที่นี่ต่อดิฉันแนะนำ 

 “แต่ผมไม่กล้าบอกแม่เอง พี่อ๋อยช่วยผมหน่อยโจ้แย้ง

 ลังจากนั้นก็นัดหมายให้แม่มาพบที่ร.พ.ระหว่างที่โจ้ยังนอนรักษาตัวอยู่ในร.พ. พอถึงวันนัด โจ้มาพร้อมกับแม่และน้าสาวที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก โจ้บอกว่าจะบอกทั้งแม่และน้า

ดิฉันก็เลยชวนแม่และน้าคุย ถึงความรู้สึกที่เห็นลูกป่วย ว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง

ทั้งสองคนบอกว่า สงสาร”  แล้วเริ่มทำตาแดง ๆ  

ดิฉันถามต่อว่า ทราบหรือเปล่าว่าทำไมโจ้ต้องมารักษาที่นี่ ทำไมไม่ไปรักษารพ.ใกล้บ้าน 

แม่ตอบว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม

ดิฉันปล่อยให้อยู่ในความเงียบ โดยที่ยังไม่ได้บอกอะไรแต่ตั้งคำถามต่อว่า ถ้าให้คิดถึงโรคที่คิดว่าร้ายแรงที่สุด ที่โจ้เป็นคือโรคอะไร     

แม่บอกว่า มะเร็ง น้าสาว ตอบว่า โรคเอดส์    

แล้วโจ้ก็เริ่มร้องไห้ ในวินาทีนั้น แม่กับน้ารู้ได้ทันทีว่าโจ้เป็นโรคเอดส์ แล้วทั้งแม่และน้าก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดที่สงสัย และรู้สึกเป็นห่วง กลัวลูกอายุสั้น แล้วก็พากันร้องไห้เสียใจ

ดิฉันจึงบอก ขอให้ทุกคนเข้มแข็งเพราะว่าโรคนี้ไม่ได้เสียชีวิตง่าย ๆ ยิ่งแม่กับน้าทุกข์มากเท่าไหร่ โจ้ก็จะรู้สึกผิดมากเท่านั้น เขาไม่อยากให้ใครเสียใจ หรือเป็นทุกข์เพราะเขา และโจ้ได้ผ่านช่วงเวลาของความกลัวนั้นมานานแล้ว เพราะเขารู้ผลเลือดมา 1 – 2 ปีแล้ว แต่ที่ทุกข์ที่สุดในตอนนี้ ก็คือไม่รู้ว่าจะบอกแม่กับน้าว่ายังไง

สุดท้ายเรื่องก็จบลงด้วยดี

แม่และน้าฝากให้ดูแลโจ้ต่อไป

แต่ต้องติดตามตอนต่อไปเพราะเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้