โจ้ ชายหนุ่ม วัย 26 ปี รูปร่างสูงใหญ่ การแสดงออกเป็นชาย และหน้าตาดี(แมน มาก มาก) เป็นครู โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง
“พี่เสียใจด้วยนะ ผลการตรวจเลือดของคุณมีการ ติดเชื้อเอชไอวี ” ดิฉันแจ้งผลเลือดให้โจ้ทราบ หลังรับรู้ผลเลือด โจ้เริ่มร้องไห้ และไม่อยากมีชีวิตต่อไป กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวแม่เสียใจ กลัวมีอาการแล้วจะถูกรังเกียจ
“คุณเป็นครู เป็นคนที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคม เป็นคนที่สร้างคน ใช้ประสบการณ์ของตัวองไปสอนนักเรียน เพื่อไม่ให้พวกเขาติดเชื้อ เป็นการทำบุญอย่างหนึ่งนะ”
โจ้รับฟังอย่างสงบ การสนทนาจึงจบลง ทุกคนพากันกลับขึ้นไปบนตึกผู้ป่วยใน
หลังจากนั้นไม่นาน เอ็มก็เสียชีวิตลง แต่โจ้ยังมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วงแรกโจ้มีปัญหาเรื่องสิทธิ์การรักษาเนื่องจากสิทธิ์ของครูเอกชนสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ปีละสองหมื่น และต้องนำใบเสร็จไปเบิกที่โรงเรียน
โจ้บอกว่า “ถ้าต้องนำใบเสร็จไปเบิกเงินที่โรงเรียนทุกเดือน เพื่อนก็รู้ว่าผมป่วยเป็นโรคอะไร และผมคงต้องออกจากงาน”
ดิฉันจึงช่วยหาทางออก โดยแนะนำให้โจ้หางานพิเศษทำในวันหยุดเพื่อจะได้มีสิทธิ์ประกันสังคม ในการรักษาพยาบาล โจ้ทำตามคำแนะนำและก็มีสิทธิ์ประกันสังคม ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี
ตั้งแต่พูดคุยกันจนถึงกระบวนการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี จนโจ้เข้าสู่กระบวการรักษาโดยมาตรวจCD4 และคัดกรองโรคฉวยโอกาสต่างๆแก้ไขเรื่องสิทธิ์การรักษา (แต่ชายอีกคนยังไม่พร้อมตรวจเลือด) ผลCD4ของโจ้ประมาณ 200กว่า นัดพบกันทุก3 เดือนเพื่อตรวจ CD4 และติดตามอาการ โจ้ก็จะมาตรวจเลือด แต่ไม่พร้อมเข้ากลุ่ม
"ยังทำใจไม่ได้ ยังไม่อยากเจอใคร"
ตั้งแต่นั้นมาก็ได้คุยกันเวลามาเจาะเลือดหรือทางโทรศัพท์บ้าง โจ้ไม่เคยบอกอะไร
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเวลา 1 ปีหลังจากทราบผลเลือด
"พี่อ๋อยครับ ผมโจ้ครับ"
"ว่าไงจ๊ะ"
"ผมมีเรื่องจะปรึกษา"
"เรื่อง...."
"คือผมจะพาเพื่อนมาตรวจเลือด"
"ใครเหรอ"
"เออ...." โจ้เริ่มติดอ่าง
"บอกมาซะดี ๆว่าใคร"
"คือ...พี่อ๋อยอย่าโกรธผมนะ"
(กลัวโกรธเพราะแนะนำเรื่องการรับเชื้อเพิ่มและการแพร่เชื้อให้คนอื่นกันอยู่ตลอดเวลา)
"ว่ามา...ไม่โกรธ"
"พอดีผมมีเพื่อนใหม่ แต่ไม่ได้บอกเขาว่าผมติดเชื้อ พอมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วรู้สึกผิดเลยบอกเขาเรื่องติดเชื้อ ตอนนี้เลยอยากพามาตรวจ"
"ได้สิ"
"ตอนแรกกลัวเขารังเกียจเลยไม่กล้าบอก รู้สึกผิดเลยบอกความจริงเรื่องการติดเชื้อให้เพื่อนชายรับรู้ และอยากตรวจเลือด กลัวเพื่อนชายติดเชื้อ หลังจากบอกแล้ว ผมก็ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งครับ"
"แล้วเขามีท่าทางยังไงบ้างหลังจากรู้เรื่อง"
"เขาก็สงสารผม และเป็นคนที่ดูแลผมอย่างดี จะโทรไปเตือนให้ผมกินยา ผมจะอยู่ที่โรงเรียน เขาจะโทรหาตอนแปดโมงตรงทุกวัน"
เพื่อนชายของโจ้เป็นชาวพม่า รูปร่างแข็งแรง แสดงออกเป็นชาย(อีกแล้ว) พูดภาษาไทยได้ชัดมากเพราะมาอาศัยอยู่ในไทยเกือบ10ปีแล้ว และโชคดีผลการตรวจเลือดของเขาไม่ติดเชื้อเอชไอวี
โจ้รู้สึกสบายใจที่เพื่อนชายไม่ติดเชื้อ แต่สบายใจอยู่ได้ไม่นาน หลังเริ่มยาต้านไวรัส โจ้มีอาการผื่น แพ้ยา หลังจากเปลี่ยนยาได้ 6-7 เดือน โจ้เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังกินยาเป็นประจำทุกวัน ทั้งกินและฉีดยาแก้อาเจียนอาการก็ไม่ดีขึ้น ทีมผู้ดูแลลงความเห็นว่าเกิดจากผลข้างเคียงของยาต้านไวรัส น้ำหนักลดลงกว่า 10 กิโลกรัม อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เข้า – ออกโรงพยาบาลหลายครั้ง นอนโรงพยาบาลครั้งละ 7-10 วัน อาการไม่ดีขึ้น (คิดว่าถ้าโจ้เป็นผู้หญิง ดิฉันคงสงสัยว่าเขาตั้งครรภ์ ดิฉันไปเยี่ยมดูอาการเห็นเขาอาเจียน เหมือนมาก)ระหว่างนั้นแม่พาไปรักษารพ.ที่ชลบุรี โจ้ก็ยอมไปเสร็จแล้วก็กลับมาบ้านโพธิ์ทุกครั้ง แม่ถามก็ไม่กล้าบอกเหตุผล แม่ก็ต้องการคำตอบ ความกลัวของลูกกับความไม่เข้าใจของแม่ทำให้ทั้งสองคนเป็นทุกข์เหมือน ๆ กัน
โจ้เริ่มกังวลใจอีกครั้งทั้งอาการทางกาย บวกกับความกังวลทางจิตใจรุมเร้า“พี่อ๋อยทำยังไงดี”
เพราะโจ้รู้อยู่แก่ใจว่าร.พ.บ้านโพธิ์รักษาตรงกับโรคที่เขาเป็นอยู่ แต่ไม่รู้จะบอกกับแม่ว่ายังไง
(ทั้งแพทย์ เภสัช พยาบาลและทีมผู้ดูแลอื่น ๆ ดูแลเขาตรงโรค ทั้งเปลี่ยนยาต้านฯ รักษาตามอาการ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในรพ.มหาวิทยาลัย แทบพลิกตำรารักษากันเลยทีเดียว แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น)
โรคที่เป็นอยู่ไม่เคยคิดจะบอกให้แม่รู้ กลัวแม่รับไม่ได้ แม่เคยเตือนเรื่องคบเพื่อนชาย และน้าเคยบอกว่า“ระวังติดโรค”ครั้งนี้แม่เห็นอาการป่วยเป็นเยอะมากเลยอยากให้ย้ายไปรักษาโรงพยาบาลอื่นแม่บอกว่า“ร.พ.บ้านโพธิ์เป็นร.พ.เล็ก ๆอาจจะรักษาไม่ตรงกับโรคที่เป็น ไปรักษาร.พ.อื่นที่ชลบุรีมั้ยแม่จะได้ดูแลได้ด้วย"(ทั้งบ้านและที่ทำงานของทั้ง 2คนอยู่ชลบุรี) “
“แต่ผมไม่กล้าบอกแม่เอง พี่อ๋อยช่วยผมหน่อย” โจ้แย้ง
หลังจากนั้นก็นัดหมายให้แม่มาพบที่ร.พ.ระหว่างที่โจ้ยังนอนรักษาตัวอยู่ในร.พ. พอถึงวันนัด โจ้มาพร้อมกับแม่และน้าสาวที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก โจ้บอกว่าจะบอกทั้งแม่และน้า
ดิฉันก็เลยชวนแม่และน้าคุย ถึงความรู้สึกที่เห็นลูกป่วย ว่า“รู้สึกอย่างไรบ้าง”
ทั้งสองคนบอกว่า “สงสาร” แล้วเริ่มทำตาแดง ๆ
ดิฉันถามต่อว่า “ทราบหรือเปล่าว่าทำไมโจ้ต้องมารักษาที่นี่ ทำไมไม่ไปรักษารพ.ใกล้บ้าน”
แม่ตอบว่า “ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม”
ดิฉันปล่อยให้อยู่ในความเงียบ โดยที่ยังไม่ได้บอกอะไรแต่ตั้งคำถามต่อว่า “ถ้าให้คิดถึงโรคที่คิดว่าร้ายแรงที่สุด ที่โจ้เป็นคือโรคอะไร”
แม่บอกว่า “มะเร็ง” น้าสาว ตอบว่า “โรคเอดส์”
แล้วโจ้ก็เริ่มร้องไห้ ในวินาทีนั้น แม่กับน้ารู้ได้ทันทีว่าโจ้เป็นโรคเอดส์ แล้วทั้งแม่และน้าก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดที่สงสัย และรู้สึกเป็นห่วง กลัวลูกอายุสั้น แล้วก็พากันร้องไห้เสียใจ
ดิฉันจึงบอก “ขอให้ทุกคนเข้มแข็งเพราะว่าโรคนี้ไม่ได้เสียชีวิตง่าย ๆ ยิ่งแม่กับน้าทุกข์มากเท่าไหร่ โจ้ก็จะรู้สึกผิดมากเท่านั้น เขาไม่อยากให้ใครเสียใจ หรือเป็นทุกข์เพราะเขา และโจ้ได้ผ่านช่วงเวลาของความกลัวนั้นมานานแล้ว เพราะเขารู้ผลเลือดมา 1 – 2 ปีแล้ว แต่ที่ทุกข์ที่สุดในตอนนี้ ก็คือไม่รู้ว่าจะบอกแม่กับน้าว่ายังไง”
สุดท้ายเรื่องก็จบลงด้วยดี
แม่และน้าฝากให้ดูแลโจ้ต่อไป
แต่ต้องติดตามตอนต่อไปเพราะเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้
เรื่องราวที่เล่า น่าติดตามจังเล้ย........
อยากรู้ตอนต่อไป รีบรีบเขียนเข้านะจ๊ะ