อาทิตย์นี้แอมมี่ ไปเป็นวิทยากรให้กับหลายองค์กร หลายหลักสูตรค่ะ ก็มีหลายท่านถามมาว่า "ทำอย่างไร จึงจะก้าวสู่การเป็น "วิทยากรมืออาชีพ"
ด้วยความที่เวลาไม่ค่อยมี เพราะต้องเตรียมสอนในหลักสูตรอื่นๆ ก็เลยไปค้นหาในอินเตอร์เน็ต ก็ไปเจอข้อเขียนของคุณสิทธิเดช ลีมัคเดช เขียนไว้ดีมากๆ เรื่อง "วิทยากร" เลยเอามาแชร์ให้อ่านกันในที่นี้ค่ะ เผื่อจะเป็นแนวทางให้กับผู้ที่อยากเป็นวิทยากร / เป็นครู / เป็นโค้ช ในการพัฒนาตนเองและผู้อื่น

สมัยที่ผมต้องรับผิดชอบเป็นผู้ดำเนินการจัดสัมมนานั้น นอกจากปัญหาในการกำหนดหัวข้อ เนื้อหาสัมมนาแล้ว ก็คือการหาวิทยากร หรือผู้เชี่ยวชาญที่มาบรรยาย เพราะเขาจะต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ และนำพาผู้เข้าร่วมสัมมนาไปยังจุดหมาย
แต่วิทยากรหลายคนดัน “ตกม้าตาย” เสียก่อน เพราะเตรียมข้อมูลมาไม่ดี อีกทั้งยังประเมินผู้เข้าร่วมสัมมนา ต่ำเกินไป
วิทยากรที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ มีข้อได้เปรียบ คือเวลาที่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารไปแล้ว มักมีผู้ให้ความสนใจและติดตามมาฟังอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่ถ้าเป็นวิทยากรหน้าใหม่ ก็คงต้องอาศัยเวลา และเวทีสัมมนาเพื่อเรียนรู้เก็บประสบการณ์อีกสักระยะ
แน่นอนว่า ทุกองค์กรที่จัดสัมมนา ต้องการวิทยากรที่มีชื่อเสียง ดังนั้นนอกจากเรื่องการทุ่มด้วยค่าจ้างในอัตราที่สูงแล้วยังต้องแย่งคิวเรื่องของ “เวลา” อีกด้วย
การคัดเลือกวิทยากร บางครั้งจึงต้องขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณด้วย อัตราค่าจ้างวิทยากรส่วนใหญ่ คิดเป็นรายชั่วโมง ตั้งแต่หลักพันยันหลักแสน ขึ้นอยู่กับคุณวุฒิ วัยวุฒิ ประสบการณ์ ความสามารถ การยอมรับของสังคม ตำแหน่งหน้าที่ และความมีชื่อเสียง
บางองค์กร งบไม่มาก ก็จ้างวิทยากรที่มีชื่อเสียงเพียง 2 ชั่วโมง สลับกับวิทยากรที่มีชื่อเสียงปานกลาง เพื่อเป็นการดึงคนเข้าร่วมงาน และยังจัดกิจกรรมได้โดยงบประมาณไม่บานปลาย
หากมองผิวเผินดูเหมือนว่า “วิทยากร” เป็นอาชีพที่น่าอิจฉา เพราะลงทุนแค่ใช้ปากมาพูดบรรยาย ไม่ถึงสองชั่วโมงก็รับเงินเป็นพันเป็นหมื่นแล้ว โดยหารู้ไม่ว่าบางครั้งกว่าที่วิทยากรจะพูดเรื่องที่เข้าใจยากให้คนจำนวนเป็นร้อยเข้าใจได้ในเวลาสองชั่วโมงนั้น ต้องหาข้อมูลแรมเดือนต้องซื้อตำรับตำราหมดเป็นหมื่น ต้องนั่งทำสไลด์เพื่อประกอบการบรรยายหมดเวลาไปกี่วัน หากเฉลี่ยชั่วโมงการทำงาน กับรายได้ที่ได้รับแต่ละครั้งสำหรับผู้เริ่มต้นอาชีพวิทยากร คงจะมีค่าแรงสูงกว่าพนักงานเสิร์ฟในร้านไก่ทอดเล็กน้อย
การเป็นวิทยากรที่ผู้ฟังยอมรับนับถือนั้น จึงต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงตั้งแต่การแต่งตัว การสร้างบุคลิก การตรงต่อเวลา และความพร้อมในการนำเสนอ
ทุกครั้งที่มีการสัมมนา องค์กรจะมีใบประเมินผล ความพึงพอใจที่ผู้ฟังได้รับจากวิทยากร กระดาษใบนี้เป็นเสมือนแรงกดดันอย่างหนึ่งให้ วิทยากรต้องมีความรับผิดชอบ และรอบรู้ในเรื่องที่การบรรยาย เพราะถ้าผู้ฟังส่วนใหญ่ประเมินว่า วิทยากรไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้เข้าใจได้ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าร่วมสัมมนา อนาคตของวิทยากรท่านนั้นก็อาจไม่แจ่มใสเท่าใจปราถนา
วิทยากรจึงต้องเตรียมตัวมาอย่างดี บางท่านต้องลงทุนทำผม นวดหน้า ตัดเสื้อผ้าใหม่ เพื่อใส่มาบรรยายเป็นการเฉพาะ ซึ่งต้องระมัดระวังว่า อย่าให้เครื่องแต่งกายแย่งความสนใจของเนื้อหาไปเสียหมด มิฉะนั้น จะเกิดปัญหา หลังสัมมนา แทนที่จะมีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่ว่ากันมาสองชั่วโมง ดันมีคนถามว่า“ตัดเสื้อผ้าที่ร้านไหน”!?!
การตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ถือเป็นเรื่องเสียมารยาท ที่ทำให้คนฟังจำนวนมากต้องนั่งรอ เรื่องเหล่านี้ผมเจอบ่อยๆ เคยไปนั่งรอวิทยากรบรรยายตั้งเกือบชั่วโมง เพราะวิทยากรท่านนั้น ลืมกำหนดการ และคนจัดก็ไม่ได้โทรกลับไปเตือนยืนยันอีกครั้ง
การเป็นวิทยากรที่ดีต้องรู้จักพลิกแพลง และปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์และผู้ฟัง โดยเฉพาะช่วงบ่าย ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนารับประทานอาหารกลางวันกันจนอิ่ม หากเป็นหัวข้อวิชาการ หรือการนำเสนอตัวเลขที่มากมายเกินไป ต้องรู้จักกระตุ้น หยุดให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาขบคิดด้วย ไม่ใช่เดินหน้าบรรยายตามสไลด์อย่างเดียวเพราะกลัวเวลาไม่พอ
ผมเคยเป็นวิทยากรที่ต้องบรรยายช่วงบ่ายหลายครั้ง รู้ดีว่าผู้เข้าร่วมสัมมนา ส่วนใหญ่เริ่มล้าจากการฟังในช่วงเช้า และอยากพักผ่อนหลังรับประทานอาหารกลางวันมากกว่า ผมจึงพยายามให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาฝึกปฏิบัติ หรือจัดกิจกรรมที่ทุกคนต้องมีส่วนในการเรียนรู้ร่วมกัน ส่วนใหญ่จะเป็นการฝึกให้ทุกคนตั้งคำถาม เพื่อตอบในสิ่งที่ "พวกเขา” ต้องการ เพราะการตอบคำถามเฉพาะเจาะจงจะทำให้คนถามต้องสนใจเป็นพิเศษ แต่ข้อนี้ ควรระมัดระวังว่าคำถามส่วนบุคคลนั้นเป็นประโยชน์เพื่อคนเพียงคนเดียว หรือคนทั้งห้อง หากได้ประโยชน์เพียงบุคคลเดียว ก็ควรตอบโดยย่อแล้วขออีเมลเขาเพื่ออธิบายรายละเอียดในภายหลังดีกว่า แต่ผมเคยเห็นวิทยากรบางท่าน ไม่ทันคิดเรื่องนี้ พยายามตอบคำถามซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ถามคนเดียวอยู่นาน ทำให้คนเกือบร้อยที่รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน ไม่สนใจ จึงถือโอกาสนั่งหลับ ส่วนผู้ที่ไม่ง่วงก็มักหันไปคุยธุระกับเพื่อนร่วมชะตากรรมข้างเคียง
วิทยากรแต่ละท่านมักมีรูปแบบในการบรรยายที่แตกต่างกัน บางท่านมีการบรรยายประกอบสไลด์ สาธิต และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาถามทุกระยะ แต่บางท่านก็เลือกที่จะเปิดโอกาสให้สอบถามในตอนท้ายของการบรรยายเท่านั้น
การตอบคำถามถือเป็นเรื่องสำคัญ วิทยากรควรตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าผู้ถามต้องการรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร? ให้แน่ชัด เพื่อจะได้อธิบายให้ตรงจุด แต่วิทยากรบางคนรีบตอบคำถามเร็วเกินไป ปรากฏว่าพอตอบเสร็จแล้วย้อนถามผู้ตั้งโจทย์ว่า ได้รับคำตอบตรงกับความต้องการหรือไม่!? ปรากฏว่าผู้ถามส่ายหน้า และต้องอธิบายเพิ่มเติม ทำให้คำตอบในช่วงแรกที่แม้วิทยากรมีความตั้งใจอธิบายสูง แต่กลับไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
“จำนวน” ของวิทยากรที่มาบรรยายก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้จัดต้องคำนึงถึงเวลาด้วย ถ้าเชิญวิทยากร 5 คน มาพูดเรื่องเดียวกัน ด้วยเวลาเพียงชั่วโมงเดียว ก็คงพูดกันได้คนละไม่กี่นาที เฉพาะช่วงแนะนำประวัติก็เกือบหมดเวลาแล้ว วิทยากรก็ควรมีความเกรงใจกัน หากขึ้นเวทีเป็นหมู่คณะ สมควรคะเนเวลาบรรยายของตนด้วย จะได้ไม่ล่วงไปเกินเวลาบรรยายของวิทยากรร่วมท่านอื่น เคยเห็นบางงานสัมมนา วิทยากรพยายามบลั๊ฟกันไปมา ดีที่มีกรรมการ เอ๊ย ผู้ดำเนินรายการช่วยจัดระเบียบ และกำชับกติกา!
******************************************************
บันทึกช่วยจำ
1. วิทยากรควรมีความเป็นตัวของตัวให้มากที่สุด การเลียนแบบผู้อื่นนั้น ทำได้ดีที่สุดก็เป็นได้เพียงเบอร์สองของคนผู้นั้น
2. ก่อนการบรรยาย วิทยากรควรตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้เข้าร่วมสัมมนาเสียก่อน เพื่อการเตรียมข้อมูลจะได้มีความเหมาะสมกับพื้นความรู้ของผู้ร่วมงาน
3. วิทยากรควรใจกว้าง กล้ารับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การสัมมนาคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
4. วิทยากรต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ และพัฒนาข้อมูลที่นำเสนอให้ทันสมัย ใช้ประโยชน์ได้อยู่เสมอ
5. วิทยากร ไม่ใช่ผู้วิเศษที่รู้ทุกเรื่อง ตอบทุกคำถามได้อย่างถูกต้องทันที ดังนั้นไม่ควร “ดันทุรัง”ตอบไปถ้ายังมีข้อมูลไม่สมบูรณ์ ควรใช้วิธีการ “ขอเวลา” ศึกษาเพื่อค้นคว้า แล้วค่อยติดต่อผู้ถามเพื่ออธิบายในภายหลัง
6. อารมณ์ขันเป็นสิ่งจำเป็นที่ “วิทยากร” ควรมี และต้องรู้จักนำมาใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม
7. วิทยากรที่ดี ควรเป็นคนที่มีความละเอียด ตรวจสอบความเรียบร้อยของเสื้อผ้าและไมโครโฟน หากเป็นไมค์ลอย ไม่ควรติดต่ำจนเสียงเบาเกินไป และอย่าลืมถอดมันออก ก่อนเข้าไปทำธุระในห้องน้ำทุกครั้งhttp://leadership.exteen.com/20090516/entry

ขอบคุณค่ะ คุณคนพลัดถิ่นที่เข้ามาอ่านและให้คอมเม้นท์น่ารักๆ ไว้
สวัสดีค่ะ คุณแอมมี่
citrus ตามมาอ่านบันทึกของคุณ เพราะเป็นเรื่องที่กำลังเตรียมการไปสอนพนักงานให้เป็น Trainer เพิ่งวางหนังสือ Innovative Trainer ที่อ่านไปครึ่งเล่ม สนุกดีค่ะ เพราะเป็นแนวเดียวกับที่ กำลังทำอยู่ เดี๋ยวนี้ วิทยากรต้องเป็นแบบ learner center มากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนเรื่องของการยอมรับ รู้สึกมีเกียรติ คงเป็นสิ่งเดียวที่จะจูงใจพนักงาน ให้เพิ่มภาระงานด้วยการเป็นวิทยากรภายใน เพราะบริษัทไม่มี extrinsic rewards ให้
หนังสือน่าสนใจจังเลยค่ะ คุณ Citrus
แล้วแอมมี่จะตามหามาอ่านบ้างนะคะ
ขอบคุณมากๆค่ะ ที่เข้ามาทิ้ง comment ไว้ค่ะ ^^
“ตกม้าตาย” เพราะเตรียมข้อมูลมาไม่ดี อีกทั้งยังประเมินผู้เข้าร่วมสัมมนา ต่ำเกินไป
ประโยคนี้ถูกใจมากครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยมาแล้วกับการไปบรรยายให้กลุ่ม อบต. ฟังถึงการใช้งานอีเลินนิ่ง ซึ่งก็ไม่ผิดคาดอะไรที่ส่วนใหญ่ถ้าเป็นระดับผู้ใหญ่จะใช้คอมพิวเตอร์ยังไม่ค่อยคล่องจึงต้องบรรยายช้าๆ แต่ที่ผิดคาดคือ กว่า เจ็ดสิบเปอร์เซ็น เป็นคนหนุ่มครับ มีการศึกษาสูง ๆ ทั้งนั้น เรียนรู้เร็วมาก เราต้องดูแลทั้งสองกลุ่มให้ได้ความรู้เหมือนกัน แต่ก็โชคดีที่ผ่านไปได้ครับ เป็นบทเรียนที่ดีเลยสำหรับการศึกษาผู้ร่วมสัมนาก่อนที่จะไปบรรยาย สวัสดีครับ
นั่นสิคะ คุณ
วิชิต เทพประสิทธิ์
แอมมี่กลัวจะมีปัญหาแบบนี้ ทุกครั้งที่ไปสอน ต้องหาข้อมูลผู้ฟังให้มากที่สุด แล้วก็เตรียมข้อมูลเผื่อไว้ปรับด้วย ฉุกเฉินยังไง เราก็ยังมีก๊อก 2 ^^
ขอบคุณที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นค่ะ