ติดต่อ

  ติดต่อ

ชีวิตที่พอเพียง : 15. ฝึกงาน

• ผมเป็นคนโชคดีในชีวิตที่ได้ฝึกงานตั้งแต่เด็ก    โดยส่วนใหญ่มีแม่เป็น “ครูฝึก”
• งานที่ได้ฝึกคือการทำงานบ้าน ซึ่งตอนนั้นเราเบื่อมาก    แต่ตอนนี้ถือเป็นกำไรชีวิตที่ได้ทำงานเหล่านั้น    ซึ่งมีมากมาย จาระไนไม่หมด
• งานกวาด-ถูบ้านทำให้ผมโดนแม่ตีบ่อยๆ ว่าเบี้ยวงาน   เพราะกวาดถูแล้วทำไมเวลาแม่เดินพื้นจึงยังมีฝุ่นอยู่   ผมยืนยันว่าได้ทำแล้วจริงๆ   แม่ไม่เชื่อ ผมก็โดนตี   ตอนเด็กๆ ผมคงจะเป็นคนที่เครดิตไม่ค่อยดี   และแม่ของผมก็เป็นครูฝึกที่ดุ
• มาคิดได้ตอนโตแล้วว่าที่เราโดนตีฟรีก็เพราะหลังคาบ้านมุงด้วยจาก ที่เรียกว่าหลังคาจาก   หลังจากมุงไปได้สัก ๒ – ๓ ปีใบจากก็เริ่มเปื่อยยุ่ย และหลุดร่วงลงมาเป็นฝุ่น    จนในที่สุดหลังคาก็จะโหว่ ฝนรั่ว ต้องเปลี่ยนหลังคาใหม่ทุกๆ ๓ – ๔ ปี
• งานที่ผมขอบคุณมากที่ได้ทำคืองานตักน้ำจากบ่อใส่โอ่งไว้ใช้และอาบ   ใช้กระป๋องน้ำชนิดมีหูหิ้วผูกเชือก (ควั่นจากใยกาบมะพร้าว ผู้ใหญ่เป็นผู้ทำ)    หย่อนลงไปในบ่อซึ่งลึกระหว่าง ๒ – ๕ เมตร   หน้าฝนระดับน้ำจะไม่ลึก หน้าแล้งระดับน้ำลึกมาก   (แต่ที่บ้านผมโชคดีแม้หน้าแล้งน้ำก็ไม่ลึกมาก    ผมเคยไปเห็นหน้าแล้งบางบ่อน้ำอยู่ลึกถึง ๑๐ เมตร)   แล้วเหวี่ยงกระป๋องให้จมน้ำ   และสาวเชือกขึ้นมา   งานนี้ทำให้ผมซึ่งเป็นเด็กร่างกายอ่อนแอผอมกระหร่องได้ออกกำลังกาย   ผมเบ่งกล้ามแขนดูทุกวันว่ากล้ามขึ้นหรือยัง
• ตอนเริ่มเป็นวัยรุ่น ครอบครัวทำโรงสี   ผมชอบช่วยลูกจ้างยกกระสอบข้าวสาร (หนัก ๑๐๐ กก.) โดยยกกัน ๒ คนคนละข้าง เอาใส่หลังคนแบก   พอยกได้ผมภูมิใจมาก   และทำงานนี้อยู่ ๒ – ๓ ปี ก่อนมาเรียนต่อที่กรุงเทพ   นี่ก็เป็นการทำงานที่ช่วยให้ผมได้ออกกำลังกาย
• งานใช้สมองก็มี   บิดาใช้ให้ช่วยทำบัญชี คิดเลข   โดยบิดาคิดลูกคิด ผมคิดในใจ สนุกมาก    เป็นการฝึกสมองอย่างดี   ทำไปได้สักครึ่งปีผมทำได้คล่องมาก    บิดายกให้ผมเป็นผู้ทำ โดยบิดาคอยตรวจสอบเท่านั้น   ผมมานึกเมื่อโตแล้วว่าบิดาน่าจะนึกชมในความสามารถของผมมากทีเดียว    แต่ผมไม่เคยได้รับคำชม   เข้าใจว่ากลัวจะเหลิง    แปลกมากที่ที่บ้านผมเน้นการตำหนิหรือลงโทษเวลาบกพร่องหรือทำผิด   ไม่เน้นการให้คำชื่นชม
• คิดย้อนกลับไป   แม้จะไม่มีการแสดงความชื่นชมด้วยวาจา    แต่คุณพ่อของผมก็แสดงโดยการกระทำ    ปี ๒๕๐๐ ผมมาเรียน ม. ๖ (เท่ากับ ม. ๔ สมัยนี้) ที่ รร. ปานะพันธุ์วิทยา ลาดพร้าว    พอสอบเทอม ๑ ผมสอบได้ที่ ๒   เด็กบ้านนอกเข้ากรุงสอบได้ที่ ๒ มันน่าตื่นเต้นนะครับ    พ่อผมซื้อปากกาปาร์กเกอร์ 65 ปลอกทองให้ ราคา ๓๕๐ บาท ให้เป็นรางวัล    ตอนนั้นเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนที่ผมได้รับเท่ากับ ๓๐๐ บาท  
• กลับไปเรื่องการฝึกงาน   หน้าหนาวไม่ค่อยมีผักกิน   แม่ผมจะเพาะถั่วงอกขาย    ผมมีหน้าที่ตื่นตอนตี ๕   หอบปี๊บเพาะถั่วงอกกับตะแกรงไม้ไผ่ เดินไปครึ่ง กม. ไปที่ท่าน้ำ    ไปล้างถั่วงอก   ตอนนั้นผมทรมานน่าดู    เพราะกำลังนอนเพลินๆ ในหน้าหนาวแม่ก็มาปลุก   และต้องเดินไปมืดๆ กลัวผี    ลงไปในน้ำก็นึกถึง “ผีพราย” ที่ผู้ใหญ่เล่ากัน   และหนาวด้วย   ผมกลับมาคิดย้อนหลัง ผมได้ฝึกงาน ฝึกความอดทนจากการทำงานเหล่านี้มาก    เวลาได้รับความยากลำบากในชีวิตช่วงหลังๆ ก็ใช้คาถานึกถึงความยากลำบากสมัยเด็กๆ และบอกตัวเองว่าความยากลำบากแค่นี้เราน่าจะทนได้ เพราะเคยมามากกว่านี้

วิจารณ์ พานิช
๓ พค. ๔๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 26784, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก

ความเห็น (5)

runma
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 

เข้ามาอ่านแล้วครับ  ขอบคุณคุณหมอสำหรับเรื่องเล่าดีๆ ตอนเด็กผมก็ได้ทำงานคล้ายๆ กัน แต่จะอยู่ในทุ่งนามากกว่า  โตมาจึงมีความสุขในการทำงานมากกว่าที่จะเห็นว่าเป็นหน้าที่ เพราะการทำงานทำให้เราใช้ความคิด รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า  เลยมีนิสัยชอบทำอะไรด้วยตัวเอง และก็ยังเป็นอยู่ครับ

แก้มแหม่ม
IP: xxx.155.14.4
เขียนเมื่อ 

     อ่านเรื่องของอาจารย์แล้วก็ทำให้ย้อนนึกถึงเรื่องของตัวเอง ซึ่งก็โลดโผนโจนทะยาน ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้จะเกิดในอำเภอเมือง ที่บ้านอาชีพค้าขาย มีลูกจ้างหลายคน ดูเหมือนว่าจะเป็นคุณหนูสุขสบาย

     แต่กาลหาเป็นเช่นนั้นไม่ ตอนเด็กๆ ถูกแม่บังคับให้ "ฝึกงาน" (ใช้งาน) จนเคยแอบน้อยใจว่า เราเป็นลูกคนใช้ หรือถูกเก็บมาจากถังขยะข้างถนนรึเปล่า (เพราะเวลาเราถูกทำโทษ เคยถูกผู้ใหญ่บางคนซ้ำเติมว่า เพราะเราถูกเก็บมาจากถังขยะบ้าง เป็นลูกไอ้ปานลิ้นห้อย (คนพิการที่ชอบเล่นกับเด็ก) บ้าง 

แต่ถึงวันนี้  ต้องขอบพระคุณแม่อย่างสูง ที่ช่วยเป็น "แหล่งฝึก" ที่ดีที่สุดในชีวิตลูก  

  •  ทักษะ ประสบการณ์ ความคิด และจินตนาการทั้งหลายที่เกิดกับตัวเองในทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาซื้อสำเร็จรูปได้จากที่ไหน
  • การได้เดินผ่าน เวลา สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็น ความรู้สึก ความรู้ ความเข้าใจ ความสงสัย และปัญหาต่างๆ เป็นเบ้าหลอมเฉพาะตัวของแต่ละคน  

     ถึงทุกวันนี้ก็ยังคงต้องฝึกงานต่อไป ฝึกมากก็ได้ประโยชน์มาก มีโอกาสที่จะได้พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีต่อไป

poppy
IP: xxx.28.68.11
เขียนเมื่อ 

ต่างคน  ต่างก็หลากหลายความคิด  หลากหลายประสบการณ์  อันประสบการณ์เมื่อครั้งวัยเยาว์นั้น  ถือเป็นสิ่งทรงคุณค่า  เป็นเบื้องหลังชีวิตของแต่ละคน  เป็นรอยทางเกวียนที่สามารถย้อนรำลึกถึง  ต้นตอของปัจจุบัน  ว่าประสบความสำเร็จ  ผิดหวังหรือสมหวัง อย่างไร 

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์ร้อน หนาว  มาหลายแดดหลายฝนแล้วคนหนึ่งเช่นกัน  ทุกครั้งที่มองย้อนกลับไปรำลึกถึงความตรากตรำ  ต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรคนานับประการ  จนกว่าจะมีวันนี้  วันที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชุมชน คน KM ซึ่งจริง ๆ แล้วถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมเลยก็ว่าได้  แต่คิดว่าคงเป็นบทเรียนที่ดีบทหนึ่งในชีวิต อีกครั้ง  ที่หากว่าได้หวนกลับมามองคราใด  ก็จะต้องรู้สึกภูมิใจทุกครั้ง  กับแบบฝึกหัดที่ได้รับในบทเรียนบทนี้

อัจฉรา
IP: xxx.144.160.242
เขียนเมื่อ 
อ่านแล้วนึกถึงถังน้ำที่ต้องไปตักตามที่แม่สั่งเลยค่ะ
ฐิตินบ
IP: xxx.9.193.169
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์

หนูเป็นคนหนึ่งค่ะที่อิงกับแนวคิด "แม่นิยม" ประสบการณ์ของแม่คือห้องเรียนของเรา หนูจึงใช้ประสบการณ์ระหว่างหนูกับแม่ เป็นพื้นที่ของการศึกษา และกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "แม่"  ในหลักสูตรสตรีศึกษา ยังกังวลใจอยู่ค่ะว่า คณะกรรมการหลักสูตรจะยอมให้หนูทำหรือเปล่า (ฮือๆๆๆ) แต่หนูจะต่อสู้ค่ะ เพื่อให้ได้ทำเรื่องแม่ของตัวเอง ขึ้นหิ้ง

ตอนนี้หนูเลยทยอยเขียนบทความวิชาการเกี่ยวกับแม่ แง่มุมต่างๆ และกำลังทยอยนำขึ้น http://forknow.weblog.in.th  เพื่อเป็นส่วนของหนึ่งของวิทยานิพนธ์ค่ะ