ความเป็นมาของการใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย

 

         ก่อนหน้าที่จะมีการเปิดบริการอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ในเชิงธุรกิจดังเช่นทุกวันนี้นั้น ได้มีการเริ่มต้อนติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สำหรับใช้ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการมาเป็นลำดับ  โดยเริ่มตั้งแต่

พ.ศ. 2530 เริ่มต้นขึ้นจากกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต้องการติดต่อเพื่อนและนักวิจัยในต่างประเทศ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยเขตหาดใหญ่ (PSU) และ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียหรือสถาบันเอไอที (Asian Institute of technology : AIT)  ได้เชื่อมต่อเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ เข้ารับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (Melbourne) ประเทศออสเตรเลีย  โดยใช้สายโทรศัพท์ติดต่อรับส่งข้อมูลกันผ่านทางโมเด็ม ซึ่งทางออสเตรเลียจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโทรทางไกลเข้ามารับข้อมูลกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และ AIT วันละ 4 ครั้ง แบ่งเป็นการติดต่อเข้าที่สงขลา 2 ครั้ง และ ที่ AIT 2 ครั้ง ซึ่งในขณะนั้น ใช้โมเด็มความเร็วเพียง 2400 บิต/วินาทีเท่านั้น  ผู้ใช้บริการทางจดหมายอิเล็กทอนิกส์ ก็คืออาจารย์ในมหาวิทยาลัย ทั้งสองแห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย แต่ผู้ใช้บริการ AIT จะมีมากกว่า เนื่องจากมีอาจารย์ที่ AIT ใช้งานกันมาก และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในกรุงเทพฯ ก็ใช้งานผ่านทาง AIT ด้วย จะเห็นว่า รุ่นบุกเบิกนี้ การรับส่งข้อมูลยังใช้วงจรโทรศัพท์เรียกติดต่อเป็นครั้งคราว ไม่มีการเชื่อมต่อกันตลอดเวลาระหว่างคู่สาย และความเร็วในการรับส่งข้อมูลของโมเด็มในยุคนั้น ก็ไม่รวดเร็วเท่าใดนัก ในช่วงเวลาเดียวกันสถาบัน AITได้ทดสอบ UUCP โดยเชื่อมต่อกับ มหาวิทยาลัย Melbourneและมหาวิยาลัยในโตเกียว โดยผ่านเครือข่าย X.25 ที่ให้บริการโดยการสื่อสารแห่งประเทศไทย   Internetในช่วงแรกส่วนมากจะใช้วิธี dialไปที่ปลายทางเลย  

พ.ศ. 2531 Thai Computer Science Network (TCSNet) ถือกำเนิดขึ้นด้วยความช่วยเหลือของรัฐบาลออสเตรเลีย   ในโครงการ Australian International Development Plan (IDP) มหาวิทยาลัย 3 สถาบันในไทยเข้าในโครงการ TCSNet ด้วยได้แก่ PSU, AIT, CU (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)  และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ยื่นขอที่อยู่อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยได้รับที่อยู่อินเทอร์เน็ต sritrang.psu.th  นับว่าเป็นที่อยู่อินเทอร์เน็ตแห่งแรกของประเทศไทย

พ.ศ. 2534 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU) ได้ติดตั้งโปรแกรม MHSNet โดยใช้ modem ความเร็ว 14.4 Kb/s โดยได้รับความช่วยเหลือจาก AARN (Australian Academic and Research Network) และเป็นทางผ่านใหม่สำหรับการติดต่อระหว่างสถาบันการศึกษาและวิจัยในประเทศไทยกับมหาวิทยาลัย Melbourne การใช้ E-mail ผ่าน MHSNet และ UUCP เริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาในสมัยนั้น  และบริษัท DEC(Thailand) ได้ขอที่อยู่อินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ในกิจการของบริษัท โดยได้รับที่อยู่อินเทอร์เน็ตเป็น dec.co.th โดยที่  "th"  เป็นส่วนที่เรียกว่าโดเมน(domain) ซึ่งเป็นส่วนแสดงโซนของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย  

พ.ศ. 2535 คอมพิวเตอร์แห่งชาติNECTEC (The National Electronics and Computer Technology Center) ได้สร้าง NEWgroup (NECTEC's Email Working Group) เพื่อใช้ในการรับส่ง Email กับ NECTEC เป็นผลให้เกิด ThaiSarn (Thai Social/Scientific, Academic and Research Network) โดยการรวมกันระหว่าง TCSNet และ Inter-University Network ในปีนั้นเอง เครือข่าย internet ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว MHSNet และ UUCP โดยใช้ dial-up หรือเครือข่าย X.25 ก็ถูกแทนโดย Internet Protocol (คือใช้ได้ทุก feature ของ Internet จากเดิมที่ใช้แค่ E-mail อย่างเดียว) โดยผ่านวงจรเช่า ลีสไลน์ (leased lines) โดยเริ่มจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้เช่าวงจรถาวรเชื่อมต่อข้อมูลกับอินเตอร์เน็ตแบบออนไลน์เป็นครั้งแรก ด้วยความเร็ว 9,600 บิตต่อนาที โดยเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายของอินเตอร์เน็ตที่ UUNET Technologies ซึ่งทำหน้าที่เป็น ISP ในสหรัฐอเมริกา และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และNECTEC  หลังจากนั้นไม่นาน NECTEC ก็เชื่อมต่อกับ UUNET ความเร็ว 64 Kbps เครือข่ายของ"ไทยสาร" (Thai Social/Scientific Academic and Research Network, Thai Sarn)  โดยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของสถาบันการศึกษาภายในประเทศจำนวน 6 แห่งเข้าด้วยกัน เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตภายในปประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, NECTEC, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ซึ่งเครือข่ายของไทยสารนี้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ในงานวิจัยและการศึกษาเท่านั้น เนื่องจากไทยสารเป็นเครือข่ายที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล  และการเช่าวงจรระหว่างประเทศจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยนั้นมีเงื่อนไขว่าจะนำไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงหรือเช่าใช้บริการต่อไม่ได้ เมื่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยมีการขายตัวเพิ่มมากขึ้นก็ได้มีการจัด กลุ่มที่ชื่อว่า THAInet (Thailand Access to the Internet) แยกออกจากไทยสาร ซึ่งประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำนักวิทยุบริการ, วิทยาลัยอัสสัมชัญเชียงใหม่ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ร่วมกันออกค่าใช้จ่ายสำหรับวงจรเช่าระหว่างประเทศจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับUUNET ความเร็ว64 Kb/s ส่วนเครือข่ายอื่นๆ ที่เหลือจะเชื่อมต่อเป็นลูกข่ายของไทยสารตามเดิม โดย NECTEC ยังคงเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเช่าวงจรต่างประเทศให้

พ.ศ. 2536 เครือข่ายไทยสารขยายขอบเขตบริการเข้าเชื่อมต่อกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากเดิม 6 แห่งกลายเป็น 19 แห่ง ประกอบด้วยสถาบันในระดับอุดมศึกษาจำนวน 15 แห่ง และหน่วยงานรัฐบาลอีก 4 แห่ง เมื่อมีผู้ใช้บริการมากขึ้นทาง NECTEC จึงได้เพิ่มวงจรระหว่างประเทศความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาทีขึ้นอีกหนึ่งวงจร ทำให้มีวงจรเชื่อมต่อจากประเทศไทยเข้าสู่เครือข่ายของอินเตอร์เน็ตเพิ่มเป็นสองวงจร นอกจากนี้ยังทำให้คุณภาพของการใช้งานอินเตอร์เน็ตดีขึ้นมาก ในขณะนั้น NECTEC จึงเป็นจุดเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตจุดหลักแทนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พ.ศ. 2537 NECTEC ขยายเครือข่ายออกไปอีก รวมเป็นการเชื่อมต่อหน่วยงานทั้งสิ้น 27 หน่วยงาน แบ่งออกเป็นสถาบันอุดมศึกษา 20 แห่ง และหน่วยงานราชการ 7 แห่ง ซึ่งได้ให้บริการอินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์แบบคือ E-mail, Telnet,ftp, Gopher และ World Wide Web หรือ WWW รวมถึงโรงเรียนต่างๆได้เริ่มทดสอบการใช้งาน internet

พ.ศ. 2538 เกิดโครงการ School Net โดย NECTEC, Internet สำหรับเอกชนได้ถือกำเนิดในปีนี้เช่นเดียวกัน หลังจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย (CAT)และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย(TOT) ศึกษาเป็นเวลา 6 เดือน ก็ให้ลิขสิทธิ์แก่ Internet Thailand ให้เป็น Internet Service Provider (ISP) รายแรก โดย Internet Thailand ได้เชื่อมต่อกับ UUNET ด้วยความเร็ว 512 Kb/s ในช่วงเวลาเดียวกัน KSC Comnet ก็ได้รับลิขสิทธิ์เช่นกัน หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็มีอีก 3 บริษัทได้รับลิขสิทธิ์ ตั้งแต่นั้นมา Internet ในประเทศไทยก็เริ่มโตอย่างรวดเร็ว

พ.ศ. 2539  ISPแต่ละรายก็มี linkเชื่อมไปต่างประเทศเป็นของตนเอง เดือนมิถุนายน CAT จึงเริ่มให้บริการ the International Internet Gateway (IIG) เพื่อให้บริการเชื่อมต่อ Internet สำหรับ ISP ที่ไม่สามารถมี link เชื่อมต่อไปต่างประเทศโดยตรง ISP เล็กหลายแห่งได้ใช้บริการของ IIG เพื่อลดต้นทุน แต่ ISP ส่วนใหญ่ยังคงมี link ของตนเองเพื่อความเสถียรใช้ในการแข่งขัน นอกจากนั้น CAT ยังให้บริการ local internet exchange ในชื่อ Thailand National Internet Exchange (TH-NIX) เพื่อเชื่อมต่อระหว่างISP ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ

พ.ศ. 2540 ในเดือนพฤศจิกายน NECTEC เปิดให้บริการ local internet exchange ขึ้นในชื่อ The ThaiSarn Public Internet Exchange (PIE) เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง ISP ต่างๆเข้ากับ ThaiSarn Public access Network นอกจากนั้นคือเพิ่มทางเลือกให้แก่ ISP เนื่องจาก TH-NIX มีระเบียบข้อบังคับมาก

พ.ศ. 2541 ในเดือนพฤษภาคม TH-NIX และ PIE ได้เชื่อมต่อกันด้วยความเร็ว 2 Mb/s หลังจากนั้นบริษัทต่างๆ เริ่มมองเห็นประโยชน์ของการใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย และมีความต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การสื่อสารแห่งประเทศไทยและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงได้ร่วมมือกับ บริษัทเอกชนที่สนใจเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตโดยแยกเครือข่ายกับไทยสาร เริ่มจาก ศูนย์บริการอินเตอร์เน็ตประเทศไทย (Internet Thailand Service Center - ITSC หรือเรียกย่อๆว่า Internet Thailand), บริษัท KSC Com Net, บริษัท Lox info, บริษัท Info news และบริษัทอื่นๆอีกหลายบริษัท ทำให้บริการอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยกระจายออกสู่วงกว้าง การใช้อินเตอร์เน็ตมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบทวีคูณ ซึ่งคาดว่าในอนาคตข้างหน้า จะมีการใช้เพิ่มมากขึ้นอีกเพราะมีการนำอินเตอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆมากขึ้น