แนวคิดในการบริหาร จุดมุ่งหมาย นโยบาย และกรณีศึกษาการเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยของนานาประเทศ

 

*อ.ชไมมน     ศรีสุรักษ์

* อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ หัวหน้าสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่/2552

 

                        แนวคิดในการบริหารจัดการศึกษาปฐมวัยคือความพยายามที่จะดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องของการจัดการศึกษาปฐมวัย  อันได้แก่  ศูนย์เด็กเล็ก  ครู  หลักสูตรเด็กนักเรียนอนุบาล  วัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาปฐมวัยต่างๆ  เพื่อให้การดำเนินงานทุกอย่างเกี่ยวกับการจัดการศึกษาปฐมวัยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยให้มีผลผลิตคือผู้เรียนที่เป็นเด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพที่สุด  เป็นคนดีเก่งมีความสุขสอดคล้องตามพระราชบัญญัติการศึกษา  พุทธศักราช 2542

                        การบริหารจัดการศึกษาปฐมวัยจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เพื่อให้สถานศึกษาปฐมวัย  ดำเนินงานอย่างมีระบบเป็นระเบียบเรียบร้อยดำเนินงานได้ตรงตามเป้าหมายช่วยให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดทั้งกำลังคน  วัสดุอุปกรณ์  และเวลา  เพื่อให้การจัดการศึกษาปฐมวัยบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

                        หน้าที่ของผู้บริหารในการจัดการศึกษาปฐมวัยควรบริหารจัดการศึกษาปฐมวัยโดยใช้สถานศึกษาหรือโรงเรียนเป็นฐาน(School  Based  Management)  ต้องคำนึงถึงการกระจายอำนาจ  การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหาร และร่วมตัดสินใจในการจัดการศึกษาปฐมวัย  มีการคืนอำนาจให้ประชาชน คือการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น แนวการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานนั้นที่ความเชื่อว่าวิธีการทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้นทำได้หลายวิธี เช่น ใช้กระบวนการบริหารสถานศึกษาไปตามหลักของ POSDCORB  (P หมายถึง Planning การวางแผนนโยบาย  O หมายถึง Organizing จัดโครงสร้างขององค์กรและเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ Sหมายถึง Staffing การสรรหาบุคลากรทีมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาปฏิบัติงาน  D หมายถึง Directing การอำนวยการวินิจฉัยสั่งการและนิเทศ C หมายถึง Coordinating การประสานงานกับทุกฝ่ายให้ทำงานร่วมกันอย่างสามัคคี   R หมายถึง Reporting การรายงานผลปฏิบัติงานและการแก้ไขปัญหาและ    B หมายถึง Budgeting การจัดงบประมาณ  วางแผนใช้เงินอย่างรอบคอบ)  ตลอดจนการบริหารทรัพยากรต้องคำนึงถึง 4M’s  ( Man Power หมายถึง การทำงานจะสำเร็จต้องได้คนดี  Money หมายถึง ปัจจัยงบประมาณ   Material หมายถึง วัสดุเครื่องอำนวยความสะดวกในการทำงานและ   Management หมายถึง การแบ่งส่วนงาน  บริหารงาน  ประสานงาน) เป็นต้น  ทั้งนี้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานนอกจากจะใช้กระบวนการบริหารโดยทั่วไปดังกล่าวแล้ว  จะต้องปล่อยให้โรงเรียนมีระบบการบริหารด้วยตนเอง  โดยให้โรงเรียนมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ ได้สอดคล้องกับบริบทชุมชน

                          บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการปฏิบัติการเรียนรู้คือ เป็นผู้นำในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม  ตลอดจนเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี  บริหารงานอย่างเป็นประชาธิปไตยโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  และเป็นผู้สร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมในการเรียนรู้ทางการศึกษาปฐมวัยบรรลุตามจุดมุ่งหมายและนโยบายของการจัดการศึกษาปฐมวัย

                        จุดมุ่งหมายและนโยบายของการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยยึดตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546  โดยมีจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามปรัชญาการศึกษาว่า

                        การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่เกิดแรกถึง 5 ปี* (5ปี 11 เดือน 29 วัน) บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละคนตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม-วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยความรัก ความเอื้ออาทรและความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม

                        ทั้งนี้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  พุทธศักราช 2546 จัดทำขึ้นโดยยึดแนวคิดและหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย  ดังนี้

                        1.  แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก   พัฒนาการของมนุษย์เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์   เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต   ซึ่งครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ  โดยที่พัฒนาการด้านร่ากาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญา  จะมีความสัมพันธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับขั้นตอนไปพร้อมทุกด้านตามวัยและวุฒิภาวะ   เมื่อกล่าวถึงพัฒนาการเด็กปฐมวัยจะบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัย  เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุต่ำกว่า 6 ปี

                        พัฒนาการแต่ละด้านมีทฤษฏีเฉพาะอธิบายไว้และสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาเด็ก   อาทิ ทฤษฏีพัฒนาการด้านร่างกายที่อธิบายการเจริญเติบโตและพัฒนาของเด็กว่าลักษณะต่อเนื่อง  เป็นลำดับขั้น   เด็กจะพัฒนาถึงขั้นใดจะต้องเกิดวุฒิภาวะของความสามารถขั้นนั้นก่อน  หรือทฤษฏีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่อธิบายว่าเด็กเกิดมาพร้อมความสามารถในการเรียนรู้ซึ่งจะพัฒนาขึ้นตามอายุ  ประสบการณ์   ค่านิยมทางสังคม  และสิ่งแวดล้อม  หรือทฤษฏีพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่อธิบายว่า   เด็กจะพัฒนาได้ดีถ้าในแต่ละช่วงอายุเด็กได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ตนพอใจ   ได้รับความรัก   ความอบอุ่นอย่างเพียงพอจากผู้ใกล้ชิด  มีโอกาสช่วยตนเอง  ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและมีอิสระที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ตนอยากรู้รอบๆตนเอง  ดังนั้น   แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาการเด็กจึงเสมือนหนึ่งแนวทางให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กได้เข้าใจธรรมชาติหรือความสามารถของเด็ก  สามารถอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างของแต่ละบุคคลในอันที่จะส่งเสริมให้เด็กพัฒนาได้ตามศักยภาพจนบรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการได้ชัดเจนขึ้น  การจัดทำหลักสูตรจึงยึดแนวคิดในการให้ความสำคัญกับความสามารถตามวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก  โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางของการจัดการศึกษา  (Child Center)

                        2. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้     การเรียนรู้ของมนุษย์มีผลสืบเนื่องมาจากประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับในชีวิตประจำวันการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเด็กขึ้นจากกระบวนการที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัวโดยผู้เรียนจะต้องเป็นผู้กระทำให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง   มีโอกาสคิดริเริ่มตามความต้องการและความสนใจของตนเอง รวมทั้งอยู่ในบรรยากาศที่เป็นอิสระ  อบอุ่น  ปลอดภัย  ดังนั้น  การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ของเด็กให้เป็นไปตามศักยภาพที่มีอยู่นอกจากนี้การเรียนรู้ยังเป็นพื้นฐานของพัฒนาการในระดับที่สูงขึ้น โดยที่คนเราเรียนรู้มาตั้งแต่เกิดตามธรรมชาติก่อนที่จะเข้ามาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย การจัดทำหลักสูตรจึงยึดแนวคิดที่สนับสนุนให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริงด้วยตัวเด็กเอง   ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสระ    เอื้อต่อการเรียนรู้ และมีการจัดกิจกรรมให้เหมาะกับระดับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

                        3.   แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็ก  การเล่นถือเป็นกิจกรรมีที่สำคัญในชีวิตของเด็กทุกคน   เด็กจะรู้สึกมีความสุข   สนุกสนาน   เพลิดเพลิน   ได้สังเกต  สำรวจสิ่งต่างๆรอบตัวมีโอกาสทำการทดลอง  สร้างสรรค์  คิดแก้ปัญหาและค้นพบความเป็นจริงของโลกภายนอกด้วยตนเอง  การเล่นจะมีอิทธิผลและมีผลดีต่อการเจริญเติบโต   ช่วยพัฒนาร่างกาย  อารมณ์   จิตใจ   สังคมและสติปัญญา  ขณะเล่นเด็กมีโอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย  ได้ใช้ประสาทสัมผัสและการรับรู้  ผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียด  แสดงออกถึงความเป็นตนเองและเรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น  การเล่นจึงเป็นเสมือนสื่อกลางให้เด็กสร้างประสบการณ์เรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว  เรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้อื่น   สร้างความสัมพันธ์อยู่ร่วมกับผู้อื่นและกับธรรมชาติรอบตัว  ดังนั้นการจัดทำหลักสูตรจึงถือว่า “การเล่น” อย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเรียนรู้เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการประสบการณ์ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี

                        4. แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคม    บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือแวดล้อมตัวเด็ก  ทำให้เด็กแต่ละคนเติบโตขึ้นมามีคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป  หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยฉบับนี้ถือว่าพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้  การพัฒนาศักยภาพ   และการพัฒนาการของเด็กแต่ละคน  ผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องให้ความสำคัญและเรียนรู้วิธีการดำเนินชีวิต  ครอบครัว  และชุมชน  ตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กที่ตนรับผิดชอบ  เพื่อช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม    เกิดการเรียนรู้และมีความภูมิใจในสังคม-วัฒนธรรมที่เด็ดอาศัยอยู่และสามารถยอมรับผู้อื่นที่มาจากพื้นฐานเหมือนหรือต่างจากตนได้อย่างราบรื่น  มีความสุข

                        สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ผนวกกับแนวคิดและหลักการจัดการปฐมวัย 4 ประการข้างต้น การจัดทำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยจึงกำหนดปรัชญาการศึกษาให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้ทราบถึงแนวคิดและหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุต่ำกว่า 3 ปีที่ผู้รับผิดชอบจะต้องดำเนินการพัฒนาหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยของตน และนำสู่การปฏิบัติให้เด็กปฐมวัยเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่กำหนดในจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546

 

                        ดังนั้นในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานสอดคล้องกันไปในทางเดียวกัน ทั้งผู้บริหาร  ผู้สอน ผู้ปกครอง ผู้ก่อสร้างอาคาร และชุมชนท้องถิ่นจะต้องมีความเข้าใจตรงกันว่า การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยจะทำเพื่ออะไร ทำไมและทำอย่างไรจึงจะถูกต้องและชัดเจน

                        นโยบายในการพัฒนาเด็กปฐมวัย อายุ 0 – 5 ปี  ตามแผนพัฒนาการศึกษาชาติ พ.ศ. 2545 – 2554  ได้กำหนดนโยบายว่า เด็กทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมทุกด้านก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษารูปแบบที่หลากหลาย ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กปฐมวัยได้รับโอกาสพัฒนาตนเองเต็มที่ เห็นได้จากผลการสำรวจของยูเนสโก (UNESCO)  ในปี ค.ศ. 1978 – 1988 พบว่าประเทศไทยมีแหล่งให้บริการการศึกษาปฐมวัยจำนวนทั้งสิ้น 27,804 แห่ง1 โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 12 หน่วยงานรับผิดชอบ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และสมาคมหรือมูลนิธิเป็นต้น ซึ่งจะมีรูปแบบการจัดการศึกษาที่แตกต่างกันตามนโยบายของแต่ละแห่ง และแต่ละแห่งได้พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาระดับนี้   โดยมุ่งหวังให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ดังเช่น กระทรวงศึกษาธิการต้องการให้มีรูปแบบที่ดี จึงให้มีโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดทุกจังหวัดเป็นต้น แบบการจัดการศึกษาในระบบนี้  และในปี พ.ศ. 2547  รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำโครงการศูนย์ปฐมวัยต้นแบบขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  อำเภอละ 1 โรงเรียนประมาณ 900 แห่งทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพศูนย์ปฐมวัยต้นแบบ เช่นเดียวกัน โดยจัดงบสนับสนุนโรงเรียนละประมาณ 500,000 บาท

                        ในทำนอง­­เดียวกันนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีศูนย์ปฐมวัยทั่วประเทศ จำนวน 5,666 แห่ง จากศูนย์ปฐมวัยทั้งหมด 17,081 แห่ง ผู้ดูแล 37,661 คน นักเรียน 744,810 คน     ที่จะจัดการศึกษาในระดับนี้หรือศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ เพื่อขยายโอกาสการได้รับการศึกษาให้ครอบคลุมและกว้างเพิ่มมากขึ้น  เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนหน่วยงานที่จัดการศึกษาในระดับเดียวกันและมีรูปแบบเดียวกัน

                        ดังนั้นการจัดการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนหรือสถานศึกษาปฐมวัย เช่น ศูนย์เด็กปฐมวัย โรงเรียน หรือศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบควรมีการกำหนดนโยบายการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ดังเช่น กรณีตัวอย่างนโยบายการศึกษาปฐมวัยของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 1 กำหนดนโยบายการดำเนินงานศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบ­­3  เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เป็นศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบ ดังนี้

_________________________

1 www.thaimentol.com. 11/10/2550

2  http://www.phichitonline.com/news.php?=education&No=48. 11/11/250

3   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 1

--------------------------------------------------------------------------------------------------

                        1.  ศูนย์เด็กต้นแบบ จัดการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพมุ่งสนับสนุนเด็กทุกประเภทเน้นการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม เด็กได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ

                        2.  ครูผู้สอนมีความรู้ ความชำนาญในการจัดประสบการณ์พัฒนาเด็ก เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้มีความรักความเข้าใจเด็กทุกประเภท

                        3.  ศูนย์เด็กปฐมวัยตันแบบเป็นแหล่งรวบรวมความรู้และเป็นศูนย์ประสานงานด้านการศึกษาปฐมวัย จัดสภาพสิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้และสื่อที่ เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาของเด็ก

                        4.  จัดทำโครงสร้างการบริหารจัดการศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบ โดยระดมทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดของศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการทำงานบรรลุเป้าหมาย

                        5.  แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการศูนย์เด็กปฐมวันต้นแบบ สอดคล้องกับการบริหารจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการตามโครงสร้างใหม่ โดยมีขอบข่ายการบริหารตามแนวทางส่งเสริมบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล เป็น 4 ด้าน คือ การบริหารงานวิชาการ การบริหารงบประมาณการบริหารงานบุคคล การบริหารทั่วไป

                        6.  สถานศึกษามีกระบวนการนิเทศภายในอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้มอบหมายการนิเทศ ติดตาม กำกับ ประเมินผล การให้คำปรึกษา แนะนำ

                        7.  ประชาสัมพันธ์ผู้ปกครองและชุมชน ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก

                        8.  การประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบ โดยมีการประเมินตนเอง

 

                        จากแนวคิดจุดมุ่งหมายและนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยที่กล่าวมานี้ชี้ให้เห็นความสำคัญในเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันอบรมเลี้ยงดูเด็กด้วยการถ่ายทอดความรู้ ความดีและประสบการณ์ที่ดีให้แก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการได้อย่างเต็มศักยภาพและสมดุล เพื่อการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข

                        การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยที่เหมาะสม นอกจากจะมุ่งให้เขามีพัฒนาการทุกด้าน ยังต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมตัวเด็ก เพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ จึงควรศึกษาเปรียบเทียบด้านการจัดการศึกษาปฐมวัยของนานาประเทศที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชนและสังคมที่แวดล้อมตัวเด็ก เป็นการจัดการศึกษาพัฒนาคน ที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศให้เป็นที่รู้จักและยอมรับกันในระดับโลก

                        ในที่นี้จะนำเสนอเป็นการศึกษาเปรียบเทียบการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการนำวัฒนธรรมแบบเอเชียที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของญี่ปุ่นมาผสมผสานกับการจัดการศึกษาที่เป็นสากล โดยบูรณาการอย่างลงตัว ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยได้ส่งคนไปศึกษาดูงานและศึกษาเปรียบเทียบเพื่อนำแนวทางการจัดการศึกษามาพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศตั้งแต่นั้นสืบมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีกรณีศึกษาในอีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งคือประเทศนิวซีแลนด์ที่จัดการเรียนการสอนภาษาของเด็กต่างวัฒนธรรม เพราะมีเด็กชนเผ่าซึ่งเทียบเคียงกับประเทศไทยแล้วมีความคล้ายคลึงกันในหลักคิดการจัดการศึกษาให้แก่เด็กชนเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่ในบริบททัองถิ่น จากการทำกรณีศึกษาเปรียบเทียบที่สอดคล้องกับการนำมาบริหารจัดการศึกษาปฐมวัยในสถานศึกษาในท้องถิ่นไทย ได้รวบรวมกรณีศึกษา (Case study) ไว้ดังนี้

-          กรณีศึกษาการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น, (Japan)

-          กรณีศึกษาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กต่างวัฒนธรรมในประเทศนิวซีแลนด์, (New Zealand)

-       กรณีศึกษา การจัดการศึกษาแบบ BBL ในประเทศไทย : โรงเรียนโป่งแยงนอก                    จ.เชียงใหม่  แนวคิดของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ,(USA)

-      กรณีศึกษาโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ การสอนแบบโครงการและบูรณาการนวัตกรรมต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับท้องถิ่นไทยและชุมชนเมือง