หลังจากที่ข้าพเจ้าได้อ่านการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของคุณสุธีรา ทำให้ข้าพเจ้ามีแรงกระตุ้นในการทำงานมากขึ้น ณ. วันนี้เมื่อข้าพเจ้าไปทำงาน ข้าพเจ้าก็ได้พบกับหยดน้ำตาของญาติผู้ป่วยที่หมดหวังในการรักษาที่มีสภาพเหมือนกันสองรายและที่สำคัญทั้งสองท่านเป็นหัวหน้าครอบครัว ข้าพเจ้ายืนหยุดนิ่งสักครู่ จิตบอกกับตัวเองว่าเราจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ผ่านไปไม่ได้แน่ จึงรีบจัดการกับตัวเองเพื่อให้พร้อมที่จะทำงาน สอบถามข้อมูลและดูประวัติผู้ป่วย หลังจากนั้นก็พยายามทำใจกล้าที่จะเผชิญกับญาติผู้ป่วย เพราะนี้เป็นรายแรกที่เราจะให้การดูแลทางด้านจิตใจของญาติที่เค้ากำลังจะมีการสูญเสียเกิดขึ้น เมื่อเดินเข้าไปพูดคุย เริ่มแรกก็จะถามเค้าว่าเมื่อคืนอาการของผู้ป่วยเป็นอย่างไรบ้าง แล้วคุณคิดว่าอย่างไร แล้วข้าพเจ้าก็รับฟังในสิ่งที่เค้าพูด แต่น่าแปลกใจทำไมเค้าถึงเล่าให้ข้าพเจ้าฟังในเรื่องของครอบครัวของเขา พูดไปร้องไห้ไป ข้าพเจ้าก็ปลอบใจและบอกเค้าว่าเรานะเข้าใจร้องไห้ก็ร้องได้แต่ว่าเราต้องไม่ฟูมฟายนะเพราะว่าผู้ป่วยจะกังวล ตอนนี้คุณมีอะไรที่จะบอกเค้าหรือไม่ หรืออยากที่จะทำสิ่งใดให้กับเค้าหรือเปล่า ถ้ายังและต้องการที่จะบอกอะไรก็สามารถบอกได้เลย อย่างน้อยผู้ป่วยก็จะได้รับฟัง ไม่กังวล หมดห่วงและผู้ป่วยก็จะได้จากเราไปอย่างสงบ แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่สามารถควบคุมจิตใจของตัวเองได้ เมื่อเห็นญาติเค้าร้องไห้ ข้าพเจ้าก็มีอาการเริ่มแรกของคนที่จะกำลังร้องไห้เมื่อรู้ตัวข้าพเจ้าก็รีบขอตัวออกมาโดยบอกญาติคนไข้ว่า ถ้ามีอะไรที่จะไห้ช่วยเหลือก็บอกได้นะค่ะ แต่คำตอบนั้นทำให้เราอึ้ง ช่วยเอาชีวิตของเค้ามาให้ฉันได้มั๊ยละ ข้าพเจ้าหยุดนิ่งนึกในใจข้าพเจ้าจะทำให้เรื่องเสียหรือเปล่า ก็ต้องรีบอธิบายให้เข้าใจพร้อมกับพูดใหม่ว่า ถ้ามีอะไรที่จะไห้ช่วยเหลือ ที่สามารถจะทำให้ได้และเป็นไปได้ก็ให้บอกนะค่ะ พูดเสร็จญาติเค้าก็ยกมือไหว้ขอบคุณ แล้วข้าพเจ้าก็เดินออกมา มานั่งคิดทบทวนว่าเป็นอย่างไร ผลที่ได้ข้าพเจ้าคิดว่าญาติเค้ายังคงต้องได้รับการดูแลทางด้านจิตใจอีกจึงได้ประสานไปยังพี่ที่รับผิดชอบให้คำปรึกษาเพื่อที่มาดูแลและข้าพเจ้าก็ได้สังเกตและร่วมพูดคุยในการดูแลต่อด้วย หลังจากพูดคุยได้สักครุ่ ญาติดูดีขึ้น และยอมรับได้มากขึ้น ข้าพเจ้าจึงได้วางแผนที่จะเข้าไปดูแลอย่างต่อเนื่องด้วย หลังจากให้การดูแลญาติผู้ป่วยรายแรกเสร็จแล้วมานั่งทบทวนเว้นระยะประมาณหนึ่งชั่วโมง จึงได้เข้าไปดูแลผู้ป่วยรายที่สองโดยใช้ประสบการณ์อันน้อยนิดจาก Case แรกมาใช้แต่รายที่สองสามารถที่จะยอบรับได้ดีกว่าCase แรก ข้าพเจ้าจึงได้มานั่งทบทวนดูว่าครอบครัวทั้งสองท่านมีอะไรที่แตกต่างกัน ทำไม่ Case ที่สองจึงสามารถที่จะยอมรับได้ดีกว่า จึงได้พบว่า ครอบครัวแรกนั้นมีเพียงญาติทางฝ่ายสามีเท่านั้น และภรรยาได้นั่งเฝ้าอยู่คนเดียว เนื่องจากว่ามีหลายครอบครัว ส่วนCase ที่สอง มีญาติที่มาช่วยดูแลทั้งลูก ผู้ร่วมงาน ญาติมาช่วยกันดูแล ข้าพเจ้าจึงสรุปเอาเองว่า ในสภาวะการณ์ของการสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้ามีคนที่เรารู้จัก รัก และเข้าใจเรามาอยู่ใกล้ๆ มาคอยจับบ่า พูดปลอบ ให้กำลังใจ แตะแขนให้การสัมผัสว่าเรารับรู้ถึงการสูญเสียที่เค้ากำลังจะได้รับ จะทำให้เค้ารู้สึกอบอุ่นและทำให้ความหวาดกลัวในจิตใจของเค้าลดลงด้วย ข้าพเจ้าคิดว่าวันนี้ข้าพเจ้าได้ทำงานที่หนักกว่าทุกวันแต่แปลกทำไมข้าพเจ้ารู้สึกว่าความเมื่อยล้าไม่สามารถที่จะเข้ามามีอิทธิพลในการทำงานของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องทำต่อไปเพราะข้าพเจ้ามีความสุขเกิดขึ้นในใจต่างหากหละ ข้าพเจ้าคงต้องขอขอบคุณผู้ป่วยและญาติทั้งสองท่าน ที่เป็นอาจารย์ให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ในการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น
สุขที่เกิดขึ้นในใจ
สุข
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Sutisanont · 10 มิ.ย. 2552
ครูอ้อ · 10 มิ.ย. 2552
sunny · 10 มิ.ย. 2552
Sutisanont · 10 มิ.ย. 2552
Kroonut · 10 มิ.ย. 2552
นายนพดลย์ · 10 มิ.ย. 2552
ไขว่คว้าหาสิ่งใด สุดท้ายก็ไม่สู้เข้าถึงความพอใจเนาะครับ
ขอเป็นกำลังใจให้ท่านเกิดสุขที่ใจตลอดไปครับ :)
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมชมและให้กำลังใจ