ศาสนากับชีวิต

ศาสนากับชีวิต

                                                                                                                                                               โดย  ผศ.ดร. สมบูรณ์  บุญโท

บทนำ                                                                                                                 

                 เมื่อใดก็ตามที่เรากล่าวถึงศาสนาเป็นการกล่าวถึงชีวิตที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น   เพราะถ้ากล่าวให้ถึงที่สุดแล้วหากไม่มีชีวิตก็ไม่มีศาสนา    ศาสนาจึงสัมพันธ์กับชีวิตอย่างยากที่จะแยกออกจากกัน   ศาสนามีมาทุกยุคทุกสมัยนับตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์  มนุษย์มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวไปตามระบบความคิดและความเชื่อของคนอยู่แล้ว  เพียงแต่ว่า  ศาสนายุคดึกดำบรรพ์เป็นศาสนาที่เกิดจากความกลัว    เกิดจากความไม่รู้จริง    เกิดจากภัยธรรมชาติ     หรือเกิดจากการที่ต้องพึ่งพิงยามเมื่อมีภัยเกิดขึ้น     เพราะมนุษย์ขาดความรู้จริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น   ต่อมาสมัยโบราณมนุษย์มีศาสนาเพราะต้องการแสวงหากฎเกณฑ์ในการดำรงชีวิต  มิใช่การดำเนินชีวิตไปตามยถากรรม    เมื่อมีการค้นพบกฎเกณฑ์     มนุษย์ใช้กฎเกณฑ์นั้นในการค้ำชูสังคม    สมัยกลางมนุษย์ใช้กฎเกณฑ์และหลักคำสอนในแต่ละศาสนาที่ตนเองนับถือมาบังคับใช้กับประชาชน   ต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนทางศาสนาของตนเท่านั้น    มิฉะนั้นจะเป็นบาป  เป็นความผิด  เป็นการผูกขาดความเชื่อไว้เฉพาะกลุ่ม      กลายเป็นความเชื่อเฉพาะกลายเป็นว่าความเชื่อนอกกลุ่มศาสนา  เป็นความผิดเป็นการผูกขาดความเชื่อ       ต่อมาถึงสมัยใหม่ที่วิทยาศาสตร์มีความเจริญก้าวหน้า   มนุษย์เริ่มเปลี่ยนความเชื่อของตนมาสู่วิทยาศาสตร์มากขึ้น      เพราะวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์  ทดลองให้เห็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ได้  มิใช่เพ้อฝัน ช่วยคนได้    โดยไม่ต้องอาศัยเวทมนต์   แต่อาศัยวิชาการทางวิทยาศาสตร์   เห็นอะไรได้ไกลๆโดยไม่อาศัยตาทิพย์   แต่อาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์   ทำให้บทบาทของศาสนาเริ่มดับแสงลง   มาถึงสมัยหลังนวยุคหรือหลังสมัยใหม่    มนุษย์เริ่มตระหนักว่า   วิทยาศาสตร์ไม่สามารถช่วยมนุษย์ได้เสมอไป  ยิ่งกว่านั้นวิทยาศาสตร์อาจทำให้มนุษย์ไปสู่จุดจบเร็วขึ้นและก่อให้เกิดมหันตภัยได้มากขึ้น   เพราะผลพวงของวิทยาศาสตร์     มนุษย์จึงพยายามหาทางออกให้ชีวิตแทนที่จะยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   ลองย้อนทบทวนสิ่งที่เคยมีเคยรู้ว่ามีสิ่งใดพอที่จะช่วยให้มนุษย์มีความหวังมากขึ้นและสิ่งนั้นจะช่วยได้อย่างไร   

 กระบวนการของศาสนา

          ศาสนาได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตและสังคมในทุกยุคทุกสมัย   บทบาทที่แสดงออกมาสามารถมองได้หลายมิติ   ผู้เขียนขอนำเสนอดังนี้

1.      การค้นหาชีวิต   :   มนุษย์ที่เกิดความพึงพอใจและความไม่พึงพอใจต่อปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิด   ทั้งที่เป็นความสุขและความทุกข์ทั้งที่เป็นปัญหาและไม่เป็นปัญหา    ทั้งเกี่ยวกับตนเองและสังคม     มนุษย์ยังแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิตจึงมุ่งปฏิบัติตนเอาชนะปัญหา   การค้นหาขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมในขณะนั้นที่จะเป็นตัวบังคับหรือเป็นพลังขับเคลื่อน   นอกจากบริบทของสังคมแล้ว    พลังขับเคลื่อนที่สำคัญประกาศหนึ่งคือ  พลังขับจากข้างในที่มุ่งมั่นเพื่อเอาชนะตนเองให้ได้   ผู้ค้นพบส่วนใหญ่จะเป็นนักพรต  นักบวช  เช่นกรณีของเจ้าชายสิธธัตถะที่ประพฤติตนเป็นนักพรต  เป็นอนาคาริกผู้ไม่มีเรือนออกภิกขาจารหรือ กรณีเหลาจื้อแห่งแผ่นดินจีน  หรือกรณีของขงจื้อ  มหาปราชญ์แห่งแผ่นดินจีน

2.      การพบสัจธรรมของชีวิต  :   นักปราชญ์   นักพรต   นักบวชที่มุ่งมั่นแสวงหาสัจธรรมย่อมพบสัจธรรม  เพราะธรรมดาว่าผู้แสวงหาย่อมพบ   ผู้แสวงหาธรรมย่อมพบธรรม    กล่าวโดยสรุป  ผู้แสวงหาสิ่งใดย่อมพบสิ่งนั้น   ถ้าไม่ละความพยายาม   นักขุดทอง พบทอง    นักแสวงหาปลาพบปลา    ผู้แสวงหาทรัพย์ ย่อมจะได้ทรัพย์   ผู้แสวงหาความรู้ย่อมได้ความรู้   ผู้แสวงหาความสงบ ย่อมพบความสงบ    ผู้แสวงหาสัจธรรม ความจริง    ย่อมได้ความจริง    ผู้ค้นพบสามารถพบได้ด้วยตนเอง  หรือ เปิดเผยจากผู้อื่น

                 กรณีของพระพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าทรงค้นพบสัจธรรมด้วยพระองค์เอง    กรณีของพระนะบี  มูฮัมหมัด ได้รับการเปิดเผยหรือทรงวิวรณ์ จากเบื้องบนหรือกรณีศาสดาพยากรณ์  โมเสส   ที่พบบัญญัติ   10ประการ  ณ เทือกเขาซีนาย  หรือกรณีของเหลาจื้อ   ค้นพบความจริงเพราะเป็นนักอ่านที่อ่านหนังสือทุกเล่มที่บรรดามีในห้องสมุด

3.      การแสวงหาสาวก   :    ศาสดาทุกพระองค์ล้วนแสวงหาสาวกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกๆของการเผยแผ่ศาสนาเพราะการแสวงหาสาวกเป็นการพิสูจน์คำสอนหรือความจริงที่ตนเองค้นพบว่าสามารถทำให้คนอื่นเชื่อและปฏิบัติตามหรือไม่  ดังในกรณีของพระพุทธเจ้าที่เสด็จไปโปรดเบญจวัคคีย์โดยทรงแสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตรให้ฟัง  เมื่อทรงทราบว่าโกณทัญญะพราหมณ์ได้รู้และเข้าใจสิ่งที่พระองค์ทรงสอนพระพุทธองค์จึงทรงเปล่งอุทานด้วยความปลื้มปีติว่า

                              อญฺญาสิ  วต  โภ  โกณฺทญฺโญ

                               อญฺญาสิ  วต  โภ  โกณฺทญฺโญ

                    แปลว่า  โกณทัญญะผู้สูงอายุได้รู้แล้วหนอ

                                โกณทัญญะผู้สูงอายุได้รู้แล้วหนอ

      นั่นแปลว่า  พระพุทธองค์ทรงประสบความสำเร็จครั้งแรกภายหลังการตรัสรู้

             หรือกรณีของ คริสต์  พระเยซู ที่เสด็จออกเผยแผ่คำสอนจนได้สาวกมากมายโดยเฉพาะได้สาวกคู่กาย 13  คน ที่ช่วยให้ศาสนาคริสต์เผยแผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง

 

4.       การจัดตั้งองค์กรและบริหารองค์กร: ความเป็นปึกแผ่นของศาสนาเกิดจากการจัดตั้งและการบริหารองค์กรที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดการเผยแผ่ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีหลักการและวิธีการเผยแผ่ศาสนาให้เป็นไปโดยรวดเร็วและมีความน่าเชื่อถือ

 

 

การจัดตั้งองค์กรและบริหารองค์กรของพระพุทธศาสนายุคพุทธกาล

 

1.    สมัยพุทธกาล:  การแต่งตั้งหรือการเลือกผู้นำไม่มีความจำเป็น  เพราะศาสดาทุกพระองค์มีความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ  การยอมรับของสาวกที่เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาต่อศาสดาของแต่ละคน   เกิดขึ้นเองผู้นำทางจิตวิญาณจึงมีภาวะผู้นำในตัวเอง  สาวกที่เข้ามาสู่พระศาสนาจึงเป็นผู้รับฟังและปฏิบัติตามคำสอนโดยอัตโนมัติ

2.    การรวบรวมสาวก: เมื่อได้สาวกมาแล้วองค์ศาสดาเอง ต้องทำหน้าที่บริหารงานบุคคลให้อยู่ในกรอบหรือแนวทางคำสอนของศาสดา  ระยะแรกๆกฎระเบียบวินัยไม่มี  มีแต่พระธรรมคำสอน  วินัยไม่มี  วินัยสงฆ์เกิดขึ้น   เมื่อพระภิษุสงฆ์ได้ทำสิ่งไม่ควรพระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติวินัยขึ้นมากำกับในภายหลัง   ผู้ทำผิดครั้งแรกมิใช่ผิดกฎหรือวินัย  เพราะไม่มีกฎหรือวินัยที่บัญญัติไว้  แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้ภิกษุนั้นหรือภิกษุอื่นๆกระทำอีก     ถ้าทำอีกจึงถือว่าผิดวินัยเป็นความผิดต้องถูกลงโทษโดยคณะสงฆ์หรือพระองค์ทรงตำหนิโดยพระองค์เอง

3.    แบ่งหน้าที่กันปฏิบัติ: การอยู่กันมากๆของสงฆ์จำเป็นต้องแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ  โดยดูความสามารถของแต่ละท่าน  ความถนัดของแต่ละคนเป็นสำคัญ   เราจะเห็นว่าความถนัดของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป   การมอบหมายหน้าที่จึงเป็นตัวบ่งชี้ความมีศักยภาพของแต่ละคน

4.    การสร้างเกณฑ์กลางสำหรับการอยู่ร่วมกัน   :   การอยู่ร่วมกันของผู้คนที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในสังคมเดียวกันจำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์หรือหลักปฏิบัติที่ยึดเป็นศูนย์กลาง   เพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างสนติสุข   การบัญญัติวินัยก็ดี  การให้แนวทางในการเผยแผ่คำสอนก็ดี  จะต้องสอดคล้องลงรอยเดียวกัน  เป็นการค้ำประกันในการอยู่และการทำหน้าที่เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน          

 

 

            ดังนั้น   กระบวนการของศาสนาจึงเป็นกระบวนการสื่อสาร  การจัดตั้ง  และสถาปนาความมั่นคงของมนุษย์ให้เป็นหลักของสังคม   เพื่อนำสังคมไปในทิศทางที่พึงประสงค์   กระบวนการทางศาสนาจึงเป็นต้นทางของชีวิตเป็นทั้งมรรคาและเป็นเป้าหมายที่ชีวิตทุกคนต้องการไปให้ถึง แต่ทั้งนี้กระบวนการของชีวิตต้องดำเนินให้สอดคล้องหรือหลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียวหรือเป็นเนื้อเดียวกัน   คำถามที่ต้องใส่ใจหาคำตอบคือกระบวนการของชีวิตเป็นอย่างไร

 

 

กระบวนการของชีวิต    

                การรบวนการของชีวิตเป็นกระบวนการต่อเนื่องของธรรมชาติเป็นกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ   เป็นความเคลื่อนไหวเพื่อขับเคลื่อนชีวิตโดยองค์รวมให้มีทิศทางหรือเข้าสู่เป้าหมายอย่างมีจังหวะ    กระบวนการของชีวิตประกอบด้วยกระบวนการต่อไปนี้

1.      การอุบัติขึ้นของชีวิต  :  การอุบัติขึ้นของชีวิตเป็นกระบวนการแรก  เป็นกระบวนการก่อตัวที่พัฒนาการอย่างรวดเร็วภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยและเปิดทางให้ชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาในรูปแบบต่างๆที่ลงตัวตามลักษณะเฉพาะของแต่ละหน่วยของชีวิตซึ่งมี DNA เป็นตัวกำหนดคุณสมบัติในทางวิทยาศาสตร์และกรรมเป็นตัวกำหนดในทางพระพุทธศาสนา

2.      การเรียนรู้ของชีวิต  :  ทุกชีวิตที่อุบัติขึ้นมาต้องปรับตัว  การปรับตัวคือการเรียนรู้ของชีวิตมนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวได้ดีในระดับหนึ่งแต่คงไม่ใช่เป็นกลุ่มที่ปรับตัวได้ดีที่สุดเพราะหลายๆครั้งมนุษย์เดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ติดอยู่ในกงล้อเดิมๆไม่อาจออกจากวงล้อแห่งความชั่วร้ายหรือความผิดพลาด ที่เกิดขึ้น   การเรียนรู้ของแต่ละชีวิตจึงต้องใช้เวลานาน  บทเรียนเดิมยังต้องถูกนำมาใช้  เพราะมนุษย์ไม่เคยจดจำหรือไม่เข้าใจสถานภาพที่ตนเองเป็นหรือเคยเป็น   แต่เมื่อใดก็ตามที่การเรียนรู้เกิดการประจักษ์แจ้ง  เข้าใจชัด  การพัฒนาตนเองของมนุษย์จะถูกยกระดับจนกระทั่งสามารถพ้นจาก  กับดัก ของชีวิต  หรือพ้นบ่วงที่ผูกมัดตนเองให้ติดหนึบอยู่กับความซ้ำซาก  ความเบื่อหน่ายที่คอยบั่นทอนชีวิตให้มีแต่ความทุกข์ ความกลัดกลุ้มและคอยทรมานจิตวิญาณ

3.      การปฏิบัติหน้าที่  :   กระบวนการที่ทำให้ชีวิตมีค่ามีความหมาย   คือ  การทำหน้าที่ ทั้งหน้าที่โดยธรรมชาติและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย  และยังเป็นเครื่องมือส่องชีวิต  ยกระดับคุณภาพชีวิต และยังเป็นเครื่องมือในการบริหารคนและสังคม  ชีวิตมิได้แยกจากหน้าที่  เพราะ ชีวิตกับหน้าที่ต้องไปด้วยกันเสมอหรือชีวิตกับหน้าที่เป็นของคู่กัน  ไม่มีหน้าที่ก็ไม่มีชีวิต

4.      การสร้างสังคม   :   กระบวนการของชีวิตเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับสังคม  ชีวิตทุกชีวิตต้องปฏิสัมพันธ์กับสังคม   ชีวิตไม่อาจโดดเดี่ยวจากสังคมโดยสิ้นเชิง    แน่นอน  บางครั้งชีวิตอาจหลีกจากสังคมแต่เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น  เช่น  ชีวิตของผู้แสวงหาสัจธรรม  แม้ว่าบางช่วงเสมือนหนึ่งเขาเหล่านั้นปลีกตัวจากสังคม  แต่ในที่สุด  เมื่อพวกเขาพบสัจธรรมหรือสิ่งที่ต้องการแล้ว  เขาเหล่านั้นก็จะหวนคืนสังคมเพื่อสร้างสังคมหรือร่วมกันผลักดันสังคมให้เป็นสังคมที่น่าอยู่  ให้เป็นสังคมอุดมคติ  เขาเหล่านั้นกลายเป็นนักปฏิวัติสังคม เพื่อให้สังคมนั้นเป็นสังคมแห่งความหวัง  นักปฏิวัติสังคม เช่น  พระพุทธเจ้า  พระเยซู  ท่านนะบีมูฮัมหมัด    เหมาเจ๋อตุง  ขงจื้อ  หรือ  มหาตมะ   คานธี   ชีวิตของนักปฏิวัติเหล่านี้  กลายเป็นแบบอย่างของการสร้างสังคมเป็นชีวิตที่อุทิศเพื่อยกคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม

5.      การเข้าถึงเป้าหมายชีวิต  :   กระบวนการสุดท้ายของชีวิต  คือ  การบรรลุเป้าหมายชีวิตอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายจริงของชีวิต  เพียงแต่มนุษย์เรามีเป้าหมายแตกต่างกันออกไปตามที่ชีวิตแต่ละคนวางไว้  เช่น  เป้าหมายของการศึกษา  เป้าหมายทางการเมือง  เป้าหมายทางศาสนา  เป้าหมายแต่ละอย่างล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น แต่การเข้าถึงเป้าหมายต้องอาศัยความเพียรพยายามของมนุษย์ทั้งสิ้น  การไม่ลดละความพยายาม คือหนทางสู่ความสำเร็จ  ศาสดาทุกพระองค์ล้วนมีความพยายามเป็นเลิศมีความมุ่งหมายไม่จางคลาย ท่านเหล่านั้นไม่เคยหยุดความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายที่วางไว้   การบรรลุเป้าหมายคือความสำเร็จของชีวิต

สรุป

                  ศาสนากับชีวิตคือกระบวนการของการค้นหาความจริงเพื่อนำพามนุษย์ไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ ชีวิตมีความสำคัญ เพราะชีวิตทำให้เกิดศาสนา  ขณะเดียวกันศาสนาทำให้เกิดคุณภาพชีวิต และทำให้ชีวิตมีความหวัง   เมื่อชีวิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนา  หนทางแห่งสันติสุข  สังคมแห่งสันติภาพก็เป็นความหวังและจะกลายเป็นความจริง  ที่หยุดยั้งสงครามและมหาสงครามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

                                                                                                          &nbs