ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว

        ได้รับงานเขียนเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งจากท่านพระอาจารย์สมควร  ถิรสีโล  อ่านแล้วก็ประทับใจในประเด็นที่ท่านนำเสนอ  แม้เป็นเรื่องที่เรารู้ ๆ กันอยู่  แต่สัมผัสได้ถึงถ้อยวลีที่ท่านพยายามสะท้อนให้เราได้เห็น   ถึงความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจในความจริงที่ถูกทอดทิ้ง  ว่าเราปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่งเล็กๆ ล่องลอยอยู่บนทัศนคติเชิงลบ  ของคนส่วนใหญ่ในสังคม  หัวใจบาง ๆ ถูกถากถางด้วยหางตาอันแหลมคม  แต่คนกลุ่มนั้นก็บากบั่นฝ่าฟันอุปสรรคได้มาหยัดยืน  โดดเด่นบนเวทีที่ใคร ๆ ก็ต้องให้ความสนใจ  เป็นพลังที่น่าชื่นชมจากใจจริง

        บทความเล็ก ๆ ชิ้นนี้อาจไม่แค่ให้เรามองอีกมุมของเพศที่สาม   แต่จุดประกายให้เราได้เปิดใจมองไปให้เห็นใครอีกหลายคนในสังคม  ที่กำลังถูกทับถมด้วยอคติ  ฉะนั้นวันนี้จึงของลงบทความของท่านอาจารย์ให้ได้อ่าน  เพื่อร่วมกันเปิดหน้าต่างหัวใจให้ใครหลายคนได้มองออกมาจากใจเพื่อเห็นใจใครหลายคน  ที่อยู่ร่วมกับสังคมของเรา

แค่ผิดเพศอย่าพึ่งปฏิเสธกันดีไหม

              ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน    คนเพศที่สามจะเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมมากขึ้นเพียงใดก็ตามถ้าเทียบกับอดีต  แต่ความรู้สึกนึกคิดไม่ชอบ   รังเกียจ   มองด้วยความดูถูกเหยียบหยาม   เห็นเป็นตัวประหลาดตัวตลกน่าขยะแขยงก็ยังคงมีอยู่  

  ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้มักเกิดขึ้นจากมุมมองความคิดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง   ที่อาศัยความพึงพอใจ   และความขัดเคืองใจเป็นตัวตั้ง   พอใจก็ว่าดีไม่มีปัญหาขัดเคืองใจขึ้นมาความดีก็หดหาย   ถ้ามองอย่างลึกซึ้ง   อย่างเข้าใจ   ก้าวเลยผ่านความรู้สึกพอใจไม่พอใจเข้าไปถึงข้างในจนเห็นคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตจะทำให้ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างเรากับเขา

  อย่าอาศัยความสมบูรณ์เพียบพร้อมของตัวเอง   ไปข่มเหงความบกพร่องของคนอื่นทางสายตา  คำพูด  การกระทำ  และความรู้สึก  แทนที่จะเพ่งมองจุดอ่อนคนอื่น  ปลุกใจให้ตื่นอยู่ตลอดเวลา  หันย้อนกลับมามองตัวเองด้วยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนโดยโยนิโสมนัสสิการจะดีกว่าไหม

  ถ้าหากยังเห็นความอ่อนแออ่อนไหว  ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เหนื่อยหน่ายท้อแท้กับอุปสรรคที่มาขัดขวาง  ก้าวย่างบนเส้นทางที่มืดมน  จนมองไม่เห็นคุณค่าหรือความดีอะไร  ไม่เปิดใจยอมรับความแตกต่าง  เหินห่างจากการเรียนรู้ที่ควบคู่กับสติและปัญญา  ยังกล้าที่จะประกาศว่า  ตัวเองดีเด่น  สมบูรณ์แบบกว่าคนอื่นอีกอยู่หรือ

  คนเพศที่สามหลายคน   ที่ได้รู้จักเป็นคนใกล้ชิดคุ้นเคยหรือจากสื่อต่างๆพวกเขามีพรสวรรค์   ที่มาพร้อมกับความมุ่งมั่นพยามยาม   ข้ามพ้นความทุกข์ทรมานสู่ความสำเร็จอย่างอดทน   สรรค์สร้างความดีงามให้แก่สังคมคนรอบข้าง   เป็นแรงบนดาลใจให้ใครต่อใครได้ชื่นชมดูงดงามยิ่งนัก

ถึงกระนั้น   ก็ยังมีบ้างบางคนที่มองไม่เห็นคุณค่าชีวิตของตนเอง   ใช้ชีวิตอย่างแหลกเหลวประชดประชันชีวิตโดยการทำร้ายตัวเอง   ทำลายครอบครัวและสังคม   จมอยู่กับความคิดว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่า  อับอายไม่กล้าที่จะประกาศให้โลกรู้ว่า  เราก็คือคนๆหนึ่ง

  จริงๆแล้วสิ่งที่น่าอาย   ไม่ได้อยู่ที่เราด้อยกว่าคนอื่นหรือไม่เหมือนคนอื่น  มีไม่เท่าคนอื่น  แต่สิ่งที่น่าอายที่สุด   คือการที่เราไม่ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นมากกว่า  จงยอมรับในสิ่งที่เราเป็น   จงทำให้ดีกว่าสิ่งที่เป็นอยู่   สิ่งที่เป็นอุปสรรคและศัตรู   คือสิ่งที่อยู่ในใจของเราเอง

มุมมองของพุทธศาสนาเกี่ยวกับคนเพศที่สาม   อาจจะดูติดลบจากการถูกตัดสิทธิ์ในการบวชเป็นพระภิกษุ  ด้วยเหตุผลบางประการ  แต่ด้านสักยาภาพในการฝึกฝนพัฒนาตนเองไม่มีอะไรแต่ต่างจากคนปกติธรรมดา  บางอย่างอาจทำได้ดีกว่าพวกเราอีกต่างหาก

เพราะพุทธศาสนามองว่า  คนที่จะดีเลิศประเสริฐศรี  ไม่ได้อยู่ที่เป็นหญิงชายแท้หรือเทียม  เป็นคนจนหรือคนรวย  อยู่ในตระกูลสูงหรือตระกูลต่ำ  สูงหรือต่ำดำหรือขาว  แต่อยู่ที่การกระทำของคนๆนั้นบ่งบอกว่าเป็นการฝึกฝนพัฒนา  เพิ่มคุณค่าแสวงหาปัญญาแก่ตนเองไหม  หรือเป็นการลดคุณค่าเสริมเติมปัญหาให้แก่ตนเองกันแน่

ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ  สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว  เป็นอะไรก็ได้ขอให้เป็นคนดี  เป็นลูกก็เป็นที่ดี  เป็นศิษย์ก็เป็นศิษย์ที่ดี  เป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนที่ดี  เป็นศาสนิกไหนก็ให้เป็นศาสนิกที่ดี  จะไปที่ไหนก็ไปสู่สถานที่ดี  คิดอะไรก็ได้ขอให้คิดดี  พูดอะไรก็ได้ขอให้พูดดี  ทำอะไรก็ได้ขอให้ทำดี  มีอะไรก็มีได้ขอให้มีดี

จะทำอย่างไร  เมื่อคนใกล้ตัวกลายเป็นเพศที่สาม  ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นกับครอบครัวหลายครอบครัว  พ่อแม่ทำร้ายร่างกายและจิตใจลูก  เพียงแค่เขาไม่เป็นอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น  รับในสิ่งที่เขาอยากเป็นไม่ได้  บางครั้งรุนแรงถึงขนาดครอบครัวแตกแยกก็มี

ขั้นที่หนึ่งอยากให้ทำใจ  ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น   เปลี่ยนความรู้สึกเชิงลบให้เป็นความรู้สึกเชิงบวก  เช่น  ถึงเขาจะเป็นอย่างนี้  อย่างน้อยก็ไม่ได้พิกลพิการอะไร  และสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้  แม้เขาจะเป็นผู้ชายที่อ่อนหวานยังดีกว่าเป็นผู้ชายที่แข็งกระด้าง  แม้จะเป็นผู้หญิงกระโดกกระเดกแข็งแรงยังดีกว่าเป็นผู้หญิงอ่อนแอขี้โรค

ขั้นที่สองอยากให้ใส่ใจ  ดูแลเขาให้มากยิ่งขึ้น  คอยชี้แนะนำทางสว่างสร้างปัญญาให้เขารู้ว่าสิ่งไหนดีไม่ดี  สิ่งไหนความทำไม่ควรทำ  ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี  เพราะแบบอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนหลายเท่า

ขั้นที่สามอยากให้มีหัวใจพรหมวิหาร  คือ มีความรักความเมตตา  ความกรุณาปรารถนาดีที่ยิ่งใหญ่    มุทิตาชื่นชมพลอยยินเมื่อเขาทำดีหรือได้ดี  อุเบกขาวางใจให้สงบนิ่งเป็นกลาง  วางเฉยคอยดูอยู่ห่าง  กับบางอย่างที่เราช่วยอะไรไม่ได้

เพียงแค่สามขั้นตอนนี้  เชื่อแน่นว่าจะทำให้เรา  อยู่กับคนใกล้ตัวที่เป็นเพศที่สาม  ด้วยความเข้าใจ  และเห็นคุณค่า  ย่อมนำมาซึ่งความสงบสุขร่มเย็น ให้แก่ครอบครัวอย่างแน่นอน

                                                                                                พระมหาสมคาร  ถิรสีโล