ในความเป็นจริง ทุกคนต่างก็มี “มานะ” ยิ่งปัญญาชนมีความรู้ทางโลกสูง ยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีมานะ-อัตตาสูงมากเช่นกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติธรรม เจริญสติภาวนา จากการได้เข้าไปอ่านในบล๊อก ”ดูกายดูใจ...เห็นอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น” บันทัก “เมื่อคุณ "มานะ" แวะมาทักทาย” คำสำคัญ “ใครกันหนอ แทรกตรงกลาง ระหว่าง"ฉัน"กับ"เขา"” โดยคุณซวง ณ ชุมแสง จาก http://gotoknow.org/blog/bodymind/265957 ศิลาต้องขอแสดงความชื่นชมอย่างยิ่งที่น้องซวงยอมรับการมาของคุณมานะด้วยความกล้าหาญ…โดยส่วนตัวแล้ว ยอมรับการมาของคุณมานะที่มาเยี่ยมอยู่เป็นเนือง ๆ ซึ่งป็นการดูอยู่ภายใน... เมื่อมีกัลยาณามิตรที่งดงามเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา จึงขอเขียนแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจและด้วยความประทับใจ ศิลาได้เข้าไปเขียนความเห็นในบันทึกของน้องซวงแล้ว ขอยกมาที่นี่ค่ะ 

เมื่อได้เขียนความเห็นนี้แล้ว ก็ไปค้นเจอคำนี้ค่ะ
“ทิฏฐิมานะคือบานประตูใจที่ปิดขังตนไว้ในอัตตา”
ใน http://www.phrapiyaroj.com/thitthimana/
ซึ่งเป็นเว็บโซต์ของพระปิยะโรจน์ค่ะ มีบรรยายธรรมประกอบด้วยนะคะ เผื่อท่านใดสนใจ…
ขอขยายความเพิ่มเติมค่ะ มานะในที่นี้ คนละกรณีกับมานะพยายาม มานะที่กล่าวถึงนี้คือ "ความถือตัว" เป็นหนึ่งในกิเลส 10 ประการ (สภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง) ซึ่งประกอบด้วย
โลภะ (ความอยากได้) โทสะ (ความคิดประทุษร้าย)
โมหะ (ความหลง) มานะ (ความถือตัว)
ทิฎฐิ (ความเห็นผิด) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)
ถีนะ (ความหดหู่ ความท้อเแท้ถดถอย) อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)
อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อความชั่ว) อโนตตัปปะ (ความไม่เกรง
กล้วต่อความชั่ว)
จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม โดยพระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ์ ปยุตโต)
-----------------------------------------------------------------------

การถือตัวเกิดขึ้นกับเราทุกคน ตราบเท่าที่รู้สึกว่ามีตัวมีตน ยิ่งตัวตนนั้นถูกบ่มเพาะความรู้ทางโลกสูงมากเท่าไหร่ ก็ยากที่จะหลุดพ้นการติดกับดักที่ว่า "ตัวเราเหนือกว่า" "รู้มากกว่า" หรือ "ยอมไม่ได้ที่จะให้ใครดีกว่า" โดยเฉพาะเมื่อมี "เขา" มี "เรา" และเขาพูด (เรื่องที่เราคิดว่าเรารู้ได้) "ดูดีกว่าเรา" และเรื่องเดียวกันนั้น คนอื่น ๆ "เชื่อเขามากกว่าเชื่อเรา" เพราะเขานั้นอยู่ในสถานะที่น่าเชื่อถือกว่าก็ดี นำเสนอเก่งกว่าก็ดี หรือเป็นที่นิยมชมชอบมากกว่าก็ดี...ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่บางคนอาจจะสนใจรูปแบบมากกว่าเนื้อหา ทั้งที่เนี้อหาเดียวกัน ดังนั้น ในเมื่อเราแก้ "สิ่งภายนอก" ไม่ได้ ทำไมไม่มาแก้ที่ใจตนเอง
การลดอัตตาตนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยก็จริงอยู่ แต่หมั่นชำระล้างจิตใจ เฝ้าดู…ให้คุ้นชินกับสภาวะธรรมตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเรา เชื่อว่า “คุณมานะ” ก็จะค่อย ๆจากไปเอง ยิ่งรู้เร็ว ก็ไปเร็ว…
คงเป็นไปไม่ได้ที่ “คุณมานะ” จะไม่มาเยือนเราเลย ตราบใดที่เรายังเป็นปุถุชน…เพียงแต่เราทำให้อกุศลจิตนี้เกิดขึ้นภายในสั้นลง…
ดังนั้น เพียงแต่... มาแล้ว เรา “รู้”… เรา “ดู” ก็พอแล้วค่ะ…
หากเรามองตัวตนเราใหญ่ กักขังตัวเองไว้ในอัตตา เราก็จะมองไม่เห็นธรรม (ชาติ) ...มองไม่เห็นผู้อื่น...สำคัญว่ามีตัวตนซึ่งเป็นสมมติบัญญัติ
จึงขอชื่นชมกัลยาณมิตรทุกท่านที่มองเห็น.... ดู และ รู้...ว่า “คุณมานะ” กำลังปรากฎอยู่ตามความเป็นจริงภายในตนเอง
หากท่านใดมีประสบการณ์ดี ๆ เกี่ยวกับการมาเยือนของคุณมานะเชิญแบ่งปันประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวร่วมกันได้นะคะ ทั้งที่บันทึกของน้องซวง และหรือ บันทีกนี้ค่ะ

-----------------------------------------------------
ข้อมูลที่ค้นคว้าเพิ่มเติมมาได้อีกค่ะ
062 ธรรมปัจเวกขณ์
ประจำวันที่ - - พฤศจิกายน ๒๕๒๖
มานะ - อัตตา
การประพฤติปฏิบัติที่เราสังวรระวัง และละล้างกันอยู่ของนักปฏิบัติ คือแกนกาม กับแกนมานะนี่ เป็นหลักสำคัญ ที่จะต้องสังวร รู้ตัวอยู่เสมอๆ เพื่อที่จะได้ไม่หลงไปข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าเผลอ เราก็จะหลุด เราก็จะขาด เราจะบกพร่อง
แกนกาม ก็คือ เราจะต้องไม่พยายามจะปล่อยให้มันเสริมกิเลสส่วนกาม เพื่อที่ไปสู่ กามสุขัลลิกานุโยค และ แกนมานะ ก็เพื่อที่จะไม่ตกไปสู่ทาง อัตตกิลมถานุโยค เพราะเราจะต้องมา ละกาม มาละอัตตา คือมา ละมานะ กามเป็นของหยาบกว่า เราก็พูดกันพอรู้เรื่อง แล้วเราก็ได้พยายามสังวรตนเอาเอง ใครรู้มาก รู้จริง รู้ชัด และมีสติ มีความเพียรที่จะพยายามละล้าง ของตนๆ ก็ย่อมได้การละ กามสุขัลลิกะ ไปเรื่อยๆ ถ้าผู้ใด รู้ตัวมานะ รู้อัตตา รู้อย่างมีสติเช่นกัน มีสติรู้ วิจัยรู้ แล้วก็พยายามลด พยายามละจริงๆ อย่าให้มัน ใหญ่กว่าเรา เป็นอันขาด มันยิ่งรู้ตัวยากกว่ากาม เพราะว่ามันยึดตัว ยึดตน มันยึดดี ยึดความหลง ของตนว่าถูก หรือความจริงของตน ว่าถูก แล้วมันก็ไม่ฟังเสียงใคร นี่แหละเป็นตัว ที่ร้ายกาจอยู่ ยิ่งอยู่กัน อย่างสามัคคี ก็จะไม่สามัคคี จะอยู่ร่วมกันได้ มันก็ไม่อยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความดี กันบ้างแล้ว ดังที่เป็น ตัวอย่าง มีอยู่ว่า ความดี แต่เสร็จแล้ว ก็ต้องพรากจากกัน จากหมู่ จากกลุ่ม น่าเสียดายที่สุด ถ้าไร้ซึ่ง ความดีเสีย ก็ไม่มีปัญหา ไม่น่าเสียดายอะไร เพราะฉะนั้น ขอให้สังวร ในเรื่องมานะ ในเรื่องอัตตา ให้สำคัญ มากๆ เพื่อจะได้เป็นเนื้อ เป็นมวล จะได้อยู่ช่วยกัน จะได้สร้างสรรกัน ให้ทวีคูณ มันทำลายตน และ ทำลายสังคม คือ ทำลายตนแล้ว ก็ไม่ได้ร่วมอยู่กับสังคมที่ดี ไม่ได้ร่วมอยู่ในมิตรดี สหายดี สังคมสิ่ง แวดล้อมดี ก็ไม่ได้เป็นเนื้อเป็นมวล ที่จะให้สร้างสรรสิ่งดี ให้แก่สังคม ประเทศชาติ หรือ มนุษยชาติในโลก ต่อไป นั่นเอง
จึงขอย้ำเตือนเรื่องมานะ เรื่องอัตตาที่ลึกซึ้งละเอียดกว่ากามนะ และก็ขอให้ ละลด หรือว่าเรียนรู้ ให้รู้ยิ่ง รู้จริง แล้วก็ต้องพยายามตัด สิ่งละ สิ่งลดจริง เราจึงจะได้เจริญต่อไปอีก เป็นรอบกว้าง และ รอบลึก สูงไกลไปอีก อย่างที่หาประมาณ มิได้
ธรรมปัจเวกขณ์ ๒๕๒๖
จาก FILEDINEL http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/
Book/pajavake26/62%20%20-11-%202526.html
"ศิลา คือ หินผา ซึ่งมีความหนักแน่นด้วยสติและปัญญา"
โหวต 1 เสียง ครับ ;)
สวัสดีค่ะ
มาคาระวะท่านผู้มีคุณธรรมมาเป็นเป็นกัลยาณมิตร....
สวัสดีค่ะพี่ศิลา
ทิฐิมานะ มาเยือนบ่อยครั้งค่ะพี่ศิลา หากมองย้อนกลับไป
เทียนน้อยจะพยายามฝึกตามให้ทัน คุณมานะนะคะพี่ศิลา
แต่คุณมานะจะว่าไปก็ดีนะคะ ทำให้เรามุมานะหรือเปล่าคะพี่ศิลา
คิดถึงพี่ศิลาค่ะ ^_^ ขอบคุณนะคะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆค่ะ
แล้วจะมาเยี่ยมใหม่นะคะ
โชคดีมีความสุขค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับพี่ sila
เห็นด้วยครับ ถ้ามีสิ่งใดแวะเวียนมา
เราก็คอยต้อนรับอย่างเป็นกลาง ไม่ผลักใส และ เยินยอจนเกินควร
ถ้าจิตเราเป็นกลางมากขึ้น แขกที่มาถ้าไม่ร้ายจนเกินไป ก็คอยต้อนรับขับสู้ได้
ถ้ามาร้ายเิกิน ยืนคุยอยู่บนบ้าน ไม่ควรให้เข้ามาจะดีกว่า เดี๋ยวสู้ไม่ไหว
ขอบคุณครับ
แวะมาอ่าน..ขอบคุณข้อมูลดีดีนะคะ
สวัสดีครับ คุณพี่ศิลา
คิดอยู่นานเลยครับว่าจะเม้นท์บันทึกนี้อย่างไรดี
ต้องขอบคุณคุณพี่เป็นอย่างสูงยิ่ง
ขอสารภาพว่า ที่ผมเริ่มเห็นคุณ "มานะ" ชัดๆ ก็เกิดจากบันทึกก่อนๆ ของคุณพี่ศิลานั่นแหละครับ ที่เข้ามาเป็นเหตุปัจจัยหนึ่ง ที่สะกิดให้คุณ "มานะ" ต้องโผล่หน้าออกมาเยี่ยมเยียน
ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ก็มีการกระทบกระทั่งเรื่องงานในหน่วย เขาก็เลยออกมาอีกครั้ง คราวนี้มาให้เห็นชัดเจนกว่าเดิม
เมื่อวานนี้พึ่งได้โอกาสไปสอบถาม อ.สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา ที่บ้านอารีย์ จึงกลับมาคิดทบทวนว่า
จริงๆ แล้วคุณ"มานะ นั้นเป็นเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ ผู้ภักดี ที่เค้าจะออกมาเสมอ เพื่อทำป้องกันสิ่งที่คาดว่าจะเป็น "ภัยคุกคาม" แก่ "ตัวตน" น้อยๆ มีหน้าที่ปกปักษ์ รักษา ทำนุบำรุง ให้ตัวตนนั้น ดูดี ไม่ให้เสียภาพพจน์อันดีงาม
ครูบาอาจารย์ท่านว่า เพื่อนผู้ซื่อสัตย์ แต่เห็นผิด คิดว่า "อัตตาตัวตน" เป็นของมีจริงนี้ เขาจะต้องอยู่เคียงข้างกับเราไปอีกนาน
ผมคิดว่า โชคดีมากๆ ครับ ที่เราได้ทำความรู้จักกับเขาตั้งแต่ต้น
เชื่อสุดใจเลยครับ อย่างที่หลวงพ่อปราโมทย์ท่านว่า
มานะนั้นจะทำให้คนแข็งกร้าว ไม่มีใครอยากสอนธรรมให้
และในทางโลก ก็เห็นกันเยอะ ใช่ไหมครับ ใครมีมากๆ คนรอบข้างที่ทำงานด้วยก็จะรู้สึกได้ ไม่มีใครอยากคบ อยากทำงานด้วย
ผมเองก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ คนอื่นไว้เยอะ เมื่อโดนกับตัวเองบ้าง ก็ต้องพึงระวัง ไม่งั้น "อิเหนา" จะเป็นเองครับ
ขอบคุณบันทึกนี้ ทำให้มีโอกาสใคร่ครวญถึงเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ แต่เห็นผิดไปหน่อย
ทำให้ผมคงต้องรีบคบหา "กัลยาณมิตร" คนใหม่มาไว้ถ่วงดุลคุณ "มานะ" ครับ
กลัวไม่มีใครคบเรา กลัวตัวเราไม่ก้าวหน้า
.....
เออแนะ...นึกว่าจะจบให้สวยๆ ยังมี "เรา" อีกจนได้แน่ะ
ไปดีกว่า รีบไปหา "กัลยาณมิตร" คนใหม่ก่อนล่ะครับ
ถ้าจิตเราเป็นกลางมากขึ้น แขกที่มาถ้าไม่ร้ายจนเกินไป ก็คอยต้อนรับขับสู้ได้
ถ้ามาร้ายเกิน ยืนคุยอยู่บนบ้าน ไม่ควรให้เข้ามาจะดีกว่า เดี๋ยวสู้ไม่ไหว