14 พฤษภาคม 2549 (UPDATED)
สวัสดีครับชาว Blog
ผมขอขอบคุณลูกศิษย์ทุกท่านที่กรุณาเป็นแนวร่วมกัน( join blog )
ซึ่งช่วงหลัง ๆ
ก็มีคุณบงกชที่กล้าที่จะเขียนถึงอาจารย์และก็เขียนได้ดี
ผมคิดว่า..ใครที่ไม่รู้จักผมดีอาจจะคิดว่าผมอยู่สูง หรือไม่ติดดิน
หรือเข้าหาลำบาก จริง ๆ แล้ว ณ
วันนี้ผมถือว่าผมไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับเอาประสบการณ์
เอาความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคุณภาพของมนุษย์
ก็หวังว่าดร.ชวินจากสถานทูตไทยที่ประเทศสิงคโปร์และท่านทูตเฉลิมพลจะกรุณาอ่านและ
join เข้ามา
ท่านทูตกรุณามาต้อนรับและเลี้ยงอาหารผมในช่วงที่ผมอยู่ที่สิงคโปร์ด้วย
ท่านทูตเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจและเป็นพวกชอบหาความรู้
เพิ่งทราบว่าสิงคโปร์เขาเอาจริงเรื่องสถาบันแบบ HRI (Human Resource
Institute) แต่ช้ากว่าผมแค่ 25 ปี เพราะเราตั้ง HRI
ครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเรียกองค์กรของเขาว่า “Singapore
Human Resource Institute” และมีประธานเป็นนักการเมืองซึ่งในวันที่ 29
พฤษภาคม ถึง 3 มิถุนายน 2549 นี้ก็จะมีการประชุม World Congress
เรื่อง HR โดยเฉพาะที่ Singapore ชื่อเหมือน ๆ เราเลย เห็นมั๊ยครับ HR
คือ Strategy คือมูลค่าเพิ่ม แม้กระทั่งประเทศที่บ้าคลั่ง “คน”
มากก็ยังตามประเทศไทยในเรื่องการจัดตั้งวถาบันดังกล่าว
ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณยมลูกศิษย์จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ก็ขอขอบคุณที่ให้ความเอาใจใส่
สำหรับลูกศิษย์ท่านใดที่ไม่ได้เจอผมก็ยังสามารถติดตามงานและแนวความคิดของผมได้จาก
3 ทาง คือ
· รายการวิทยุ
“Knowledge for people” ทุกวันอาทิตย์เวลา 18.00 –
19.00น. ทางสถานีวิทยุคลื่น 96.5 MHz.
·
บทความคอลัมน์ทางหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับทุกวันเสาร์ หน้า 5
ซึ่งวันนี้ใช้ชื่อใหม่ เปลี่ยนจากชื่อเดิม “สู่ศตวรรษใหม่”
ซึ่งใช้มากว่า 6 ปีแล้ว วันนี้ใช้ชื่อใหม่ว่า คอลัมน์
“บทเรียนจากความจริง” กับ ดร.จีระ
เพราะเขียนให้คิดจากความจริง
·
และแน่นอนรายการโทรทัศน์ของผมเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ เวลา 13.00 –
13.50น. ทาง UBC 7 (UBC News) ใคร ๆ ก็เปิดดูได้
และผมก็อยากให้คนที่ดูรายการของผมเขียน Blog ถึงผมบ้างก็จะดีจะได้
Share กันว่าผมพูดใน TV เรื่องอะไร
คนที่ไม่ได้ดูจะได้มีส่วนร่วมไปด้วย
รายการสำหรับวันอาทิตย์นี้พบกับผมปะทะกันทางปัญญากับไกรฤทธิ์
บุณยเกียรติ คุยกันเรื่องการอ่านหนังสือ
น่าสนใจเพราะไปสิงคโปร์คราวนี้มีเวลาไปดูร้านหนังสือหลายร้านซึ่งประทับใจมาก
เพราะสิงคโปร์มีแหล่งข้อมูลที่ดีมาก ดีกว่ากรุงเทพฯ 2-3 เท่า คือ
หนังสือเขาทันสมัยกว่า มีให้เลือกมากกว่า
ผมเลยฝากผ่าน Blog ของผมไปยังคุณสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ประธานรุ่น 2
(กฟผ.) เรื่องการเตรียมการดูงานและเข้าเรียนในห้องเรียนของ
University of Melbourne
ประเทศออสเตรเลียซึ่งทางมหาวิทยาลัยเขาเตรียมไว้หมดแล้ว
ผมถือโอกาสไปสำรวจล่วงหน้าและเนื่องจากครั้งนี้ผมจัดเป็นครั้งที่ 2
ก็เลยมีประสบการณ์มากขึ้น ต้องขอยกย่อง Mr. Stephen
Bell ซึ่งเป็น Partner ของผมที่ได้แนะนำคุณสุนี สถาพร
ซึ่งทำงานอยู่ที่ Melbourneมา 20 ปี
เธอเป็นผู้หญิงไทยที่เก่งมากช่วยประสานงานให้เราอย่างดีเยี่ยม คือ
นอกจากโปรแกรมการเข้าเรียนที่ University of Melbourne แล้ว
เรายังจะได้พบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐวิกตอเรียที่นำเอาไฟฟ้า
ซึ่งระบบไฟฟ้าที่นี่เขาสุดโต่งเลย คือ ขายให้เอกชนไป 100% แล้ว
ของเราตอนจะเข้าตลาดหุ้น กฟผ. ทำแค่ Corporatization คือ ขายหุ้น 25%
ให้แก่เอกชน สรุปว่าในประเทศออสเตรเลีย บางรัฐก็ยังเป็นระบบแบบ กฟผ.
อยู่ บางรัฐก็ไปเป็นเอกชนเรียบร้อยไปแล้ว
เราจะศึกษาได้ว่าถ้าเราจะเดินหน้าต้องระวังอะไร
สำหรับกำหนดการไปทัศนศึกษาดูงานที่เมลเบิร์นในระหว่างวันที่ 21 – 28
พฤษภาคม 2549 นี้ ท่านรัฐมนตรีของรัฐวิกตอเรียก็จะมาพบกับคณะของ กฟผ.
ด้วย ซึ่งการที่ผมไปสำรวจมาก่อนในครั้งนี้ได้มา
เห็นการเตรียมการที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านวิชาการและการดูงานที่ดี
ขณะเดียวกันทางรัฐวิกตอเรียก็สนใจประเทศไทย เขาจะขอให้ตัวแทนจาก กฟผ.
สรุปงานของ EGAT ให้ฟังและมา Share
กันเพื่อเป็นแนวร่วมกันต่อทั้งภาคธุรกิจ
ราชการชั้นผู้ใหญ่รวมได้ถึงระดับการเมืองด้วย
ที่รัฐวิกตอเรียนี้เขาใช้พลังไฟฟ้าจากถ่านหิน เขาเรียกว่า Brown Coal
คล้าย ๆ กับลิกไนท์ของไทย ผมมีโอกาสไปดูโรงไฟฟ้า 3 - 4
แห่งที่ใช้ถ่านหิน ซึ่งอาจจะเป็นจุดที่กฟผ.
ต้องสนใจและเตรียมการในอนาคต
กลุ่มต่อไปที่ผมคาดว่าจะพาไปน่าจะเป็นระดับนายกเทศมนตรีของไทย
เพราะรัฐบาลท้องถิ่นของ Victoria ที่ Melbourne เก่งมากเรื่อง Local
Government
วันที่ 17- 18 พฤษภาคมนี้ผมจะไปบรรยายที่ Marketing Guru 2
วันก็คงจะได้ลูกศิษย์เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 50 คน และก็คงได้มา join
blog กับพวกเรา
สวัสดีครับ คิดถึงทุกคน
----------------------------------------------------
7 พฤษภาคม 2549
สวัสดีครับชาว Blog
ผมแยก Blog มาเป็น 2 Blog แล้ว อีก Blog หนึ่งชื่อว่า
“ทุนทางปัญญา..บทเรียนจากความจริง” เพราะ Blog: We share ideas
เริ่มจะยาวเกินไป แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์เข้า Blog
ทั้งสองได้อยู่แล้ว
อยากจะพูดถึงลูกศิษย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
จะเห็นได้ว่าถึงแม้จะเรียนกับผมแค่ 8
ชั่วโมงน้อยกว่ามหาวิทยาลัยอุบลีราชธานีมาก แต่ก็เข้มข้นมาก
และขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่กรุณา Share ideas มายัง Blog ของผม
ต้องชื่นชมความพยายามของอาจารย์โฆษิตที่กรุณาเชิญผมไปร่วมและอย่างที่ได้เล่าให้อาจารย์โฆษิตฟัง
คือ ต้องเน้นการสร้าง Performance ให้แก่นักเรียนที่เน้น HR: Value
added เพราะ HR ไม่ใช่แค่ Training ความจริง Training ก็ไม่พอ ต้อง
Learning ต้องเน้น 4 L’s ต้องคิดเป็น วิเคราะห์เป็น
ต้องปะทะกับความจริง ปะทะปัญญากันเอง ต้องมี ideas ใหม่ ไ เสมอ
ที่ผมเลือกชื่อ Blog ใหม่ ชื่อ “ทุนทางปัญญา..บทเรียนจากความจริง”
เพราะว่าเป็นชื่อหนังสือ Pocket Book เล่มที่ 2
ของผมซึ่งรวบรวมบทความที่ตีพิมพ์ทางหนังสือพิมพ์แนวหน้าในช่วง 7
เดือนที่แล้วรวมประมาณ 17 เรื่องมารวมกัน
โดยที่แต่ละบทผมจะสรุปท้ายบทว่า “ขณะที่ผมเขียนตอนนั้นผมคิดอะไร
และมีจุดมุ่งหมายอะไร ?”
หนังสือเล่มที่สองนี้มีวัตถุประสงค์หลักก็คือเพื่อให้ลูกศิษย์ทุก ๆ
กลุ่มของผมได้อ่าน และร่วมเรียนรู้จากความจริงไปด้วยกัน
ผมคิดว่าการได้สอนปริญญาเอกตอนที่ผมพร้อม 3 แห่ง เรื่อง HR
- เริ่มที่มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อ 3 ปีที่แล้วซึ่งตอนนั้นผมก็ค้นพบ
Concept เรื่อง HR Architecture
- มาสอนที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2 รุ่น 4
ครั้งก็ได้อะไรเพิ่มเติมมากมายโดยเฉพาะ เรื่องที่ Peter Drucker
เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างบ้าคลั่ง และคำพูดที่ว่า “เรียนรู้จากลูกศิษย์”
และนอกจากนี้ก็ยังได้ Concept ต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง เช่น
- เรื่องทุนทางเครือข่าย หรือ Networking Capital
ในมุมลึกและนำไปใช้ได้จริง
- เรื่องทุนแห่งความสุข หรือHappiness Capital
ซึ่งวิเคราะห์มาจากประสบการณ์ของผมเองที่ทำงานด้วยความสุขมามากกว่า 30
ปี
- เรื่องการอ่านแบบ “โป๊ะเช๊ะ”
เพราะคนไทยอ่านหนังสือไม่ตรงประเด็น ต้องอ่านอย่าง Concentrate
และสรุปประเด็นแค่ 2 – 3 ประเด็นพอ
-
ส่วนการสอนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเวลายังน้อยไปเลยยังไม่ได้
Develop อะไรใหม่ ๆ แต่คิดว่ารุ่น 2 คงจะหาทาง Discovery อะไรใหม่
ๆ
สำหรับกิจกรรมของผมในช่วง 4 – 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือ
ลูกศิษย์ที่สภาวิจัยฯ และที่ กฟผ. รุ่นที่ 2 เรื่องสภาวิจัยฯ ผม Happy
มาก เพราะเป็นองค์กรที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ แต่คนยังไม่เข้าใจ Brand
ยังไม่ดีนัก เรื่องปัญหาที่คนไทยไม่ชอบเป็นนักวิจัยก็เป็นเรื่องใหญ่
ปัจจุบันนักวิจัยไทยมีจำนวนเท่ากับ 2.8 คน / 10,000 คน
ขณะที่สิงคโปร์มี 41 คน/10,000 คน
ผมจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันเรื่องนี้ให้มากขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยจะทำงานวิจัยสำเร็จต้องประกอบด้วย 3
ฝ่ายร่วมมือกัน 8nv
- มหาวิทยาลัย
- รัฐ (หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ)
- ภาคเอกชน
ทุกฝ่ายจะต้องรวมตัวกัน อย่าต่างคนต่างทำ
สำหรับศิษย์ กฟผ. รุ่น 2 ทั้ง 31 คนเป็นกันเอง ให้เกียรติผมมาก
น่าสนใจมากที่ทุกคนสนุกกับการเรียนและคิดต่อไปถึงการนำไปใช้ก็ได้ความรู้ที่
“โป๊ะเช๊ะ” หลายเรื่อง เช่น
- กฟผ. กับโอกาสใหม่ ๆ ไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation)
และมูลค่าเพิ่ม (Value added) ทั้ง Products, Services,
และระบบการบริหารจัดการ
- เรื่องโครงสร้างองค์กรที่จะรองรับพนักงานที่ชอบทำ Research
หรืออยากทำงาน Research แต่ไม่ขึ้นสายบริหาร
จะปรับผังองค์กรอย่างไร?
- เรื่องการสร้างองค์กรที่เป็น Process และ Lean กระชับ ต้นทุนต่ำ
มีการพิจารณาเรื่อง Pay for performance มากขึ้น
ครับผมโชคดีที่ได้ทำงานสนุกและมีโอกาสได้มา share ideas ที่นี่
และหวังว่าหนังสือเล่มใหม่ของผมซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจจากการให้ลูกศิษย์หลายกลุ่มได้อ่านและแนะนำ
และหลาย ๆ คนบอกว่าตรงประเด็น เพราะสดและสะท้อนความจริง (Reality) คือ
ทฤษฎี 2 R’s นั่นเอง
ทุก ๆ ครั้งที่เขียน Blog ผมจะเน้น 2 – 3
เรื่องและชอบที่ทุกคนเข้ามาร่วม share ideas กันที่นี่
เพราะมันมีประโยชน์ต่อสังคมมาก และที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ลูกศิษย์กลุ่ม 7
habits รุ่นที่ 3 นำโดยคุณชำนาญ
และโดยเฉพาะที่ผมมีโอกาสได้ไปบรรยายให้กลุ่มหัวหน้างานของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อวันที่
3 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น
ลูกศิษย์บางท่านได้ส่งความคิดเห็นเข้ามาบ้างแล้ว
ผมอ่านแล้วก็สบายใจเพราะถึงแม้บางท่านยังไม่ได้เข้าเรียนในหลักสูตร 7
Habits แต่ก็จับประเด็นเรื่องผู้นำได้ดี ชอบครับ ขอบคุณ
.......................................................................
จีระ หงส์ลดารมภ์ เขียน คิดถึงแนวร่วม
ลูกศิษย์ของผมใครไม่เปิด Blog คงต้องเรียกว่า
“ตกราง” เพราะการสร้างสังคมการเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่ง
Share ข้อมูลกันมากเท่าไหร่
ยิ่งได้ประโยชน์และนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม
ขอขอบคุณกลุ่มลูกศิษย์ กฟผ. 31 คน นำโดยคุณสุทัศน์
ปัทมสิริวัฒน์ซึ่งส่ง Blog มา 2
ครั้งแล้วผมอ่านอย่างละเอียดขอชมเชยดีมากที่..วิศวะ
มองการเมืองและมองอะไรไกล
ขอให้ทันเหตุการณ์ตลอดเวลาและเชื่อมโยงได้
มีประเด็นที่น่าสนใจคือ พรรคประชาธิปัตย์
จะต้องสร้างศักยภาพของการทำงานให้ตรงใจ ถึงใจ มากขึ้น
ไม่ใช่แค่พูดเก่ง ฉะนั้นพรรคนี้พูดเก่งอย่างเดียวไม่ได้
ต้องทำเก่งด้วย ผมจึงเห็นว่าน่านำเอาแนวความคิดของผมหรือ Jack Welch
ที่ได้เน้น :
- Execution
- Execution based on
reality
- Confronting Reality
และทำ
- และสุดท้าย ก็คือ เน้น
GTD หรือ Get Things Done กัดไม่ปล่อย
ชอบใจกลุ่ม ที่เรียนปริญญาโทบริหารฯ ที่สวนสุนันทาโดยเฉพาะ
คุณชูวิทย์ กมลวิศิษย์ เมื่อได้อ่านแล้ว ผมคิดว่าคุณชูวิทย์
เน้นเรื่องสังคมการเรียนรู้มากขึ้น กระจายข้อมูลไปให้เยาวชนมากขึ้น
เป็นคนที่ลากความความคิดไปสู่การปฏิบัติได้มาก
เพราะลงเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. ก็ได้กว่าแสนคะแนน
กลุ่มผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล
ชอบเพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสนัก เมื่อผมไปบรรยายมา 4
รุ่นแล้ว รุ่นหนึ่งกเพียงแค่ 6 ชั่วโมง แต่ก็ได้ความรักจากเขา
จะเห็นว่าผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการจะเขียนส่งผมสั้นไปหน่อย
อยากให้บรรยายและแสดงความเห็นยาว ๆ และนำไปใช้
กลุ่มปริญญาเอกรุ่น 2 ที่เพิ่งจบไป แน่นอนว่าจากการเรียนรู้ 18
ชั่วโมง 3 วันเต็ม ๆ
ได้ใกล้ชิดกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ดีมาก หลาย ๆ คนมีความรู้
แหลมคมและตั้งใจเรียนมาก ท่านพลเรือโรช
และท่านเจ้าอาวาสจากโคราชน่ารักมาก คุณสมบัติและเสธฯ ดรัณ ไปได้ดีมาก
ทำให้ผมมีความสุขที่ได้พูดถึงปัญหาทรัพยากรมนุษย์ของชาติมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
และได้บันทึกเทปโทรทัศน์ไปแล้วคงจะออกอากาศอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคมนี้
เวลาบ่ายโมง ทาง UBC07
ขอชมเชยคุณยมที่ส่งเรื่องการ search ข้อมูลจาก google
ผมอยากให้ลูกศิษย์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจับมือกันไว้ให้แน่น
share ข้อมูลกัน ใช้ ทฤษฎี 4L’s มาก ๆ
การเรียนปริญญาเอกในประเทศไทยต้อง Magic เหมือนที่ผมชอบหาความรู้
เพราะบางครั้ง “โป๊ะแช๊ะ” และบางครั้ง Magic
ถ้าเป็นคนไข้ก็ไม่มียามารักษา เพราะความสุขที่ได้ความรู้ใหม่ ๆ
พอเพียงจึงทำให้มีทุนแห่งความสุข แบบ Peter Drucker ว่า “I learn from
students”
กลุ่มสุดท้าย
ผมเขียน Blog นี้ในช่วงเช้าวันแรงงานที่ 1 พฤษภาคมที่บ้าน มี Blog
เด็กปริญญาเอกมหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเพิ่งจะเรียนกับผมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
บรรยากาศสนุกมาก ขอขอบคุณอาจารย์โฆสิต ที่กรุณาเชิญผมไปสอน
มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีอะไรมากกว่าที่เราเข้าใจและคิดวาดภาพไว้
มีการบริหารแบบใหม่ โดย ศาสตราจารย์รังสรรค์ แสงสุข
อธิการบดีท่านก็สนิทกับผม
อิทธิพลของมหาวิทยาลัยรามคำแหงต่อประเทศไทยมีมหาศาล เพราะ Network
กว้าง ต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นเรื่อย และเอาจริงกับ 4L’s
หรือ System Thinking และพยายามเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ผมจะเป็นแนวร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากขึ้นครับ ลูกศิษย์ 19
คนต้องเอาจริง เพราะเรียน HRD ปริญญาเอกไม่ใช่แค่ Training
แต่ต้องเน้น Performance เน้นการบริหารคน เน้นการเก็บเกี่ยว
(Harvesting) ไม่ใช่แค่ปลูก อย่าห่วงแต่ Structure
หาหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจเหมือนที่ Peter Drucker
พูดไว้ว่า “Ask a right question better than have a perfect
answer”
อ่านบันทึกชิ้นนี้แล้ว ได้มุมมองที่กว้างไกลเพิ่มขึ้นจริงๆครับ Keep in Mind
อ่านแล้วอยากให้บรรดาอาจารย์ ทั้งหลายมีมุมมองกว้างๆแบบนี้บ้าง หวังว่าจะมีการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ไว้ ท่านอาจาย์จีระ คือครูผู้ที่ไม่เคยหยุดที่จะคิด และหยุดที่จะสอน ชื่นชมอาจารย์มากๆค่ะ
ดิฉันเป็นลูกศิษย์อ.จ.ดร.จีระ กลุ่ม 31 คน จาก กฟผ.
รู้สึกชื่นชมและขอบคุณอ.จ.ที่กรุณาจัดทำกระดานแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้กัน ท่านอ.จ.ยังได้กรุณาสละเวลาอยู่กับกระดานนี้บ่อยมาก เมื่อเข้ามาอ่านทำให้ทราบว่าคนอื่นเขาทำอะไรกัน หลักสูตรที่อ.จ.ออกแบบให้กลุ่มกฟผ.เรียนนั้นเน้นเรื่องคน การบริหารคนให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ก็ได้วิทยากรเก่งๆมาเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับคนให้เราฟัง บางเรื่องดูเหมือนว่าเราจะรู้อยู่แล้ว แต่กระจัดกระจาย เมื่อมาฟังคราวนี้ก็เหมือนต่อจิ๊กซอ
ที่ชอบมากก็เรื่องที่ว่าเราต้องบริหารคนที่เป็น stakeholders ของเรา ซึ่งวิทยากรบอกว่ามี 7 กลุ่ม คือกลุ่มรัฐบาล กลุ่มประชาชนทั่วไป กลุ่มสื่อ กลุ่มNGO กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มภายในองค์กรเราเอง ก่อนหน้านี้จะรู้สึกสับสนว่าทำไมต้องยุ่งกับใครต่อใครให้วุ่นวาย ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่วุ่นหรอก มีแค่ 7 กลุ่มเท่านั้นเอง ถ้าบริหารได้ งานของเราน่าจะไปได้ดี
ดิฉันชื่อ สมพิศ นามเปือย ตำแหน่ง จ.วิเคราะห์นโยบายและแผน 6 เป็นหัวหน้าหน่วยประกันคุณภาพ ระดับปฏิบัติการ (หน่วยงานภายในคณะฯ) สังกัดคณะทันตแพทยศาสตร์ มข. ได้มีโอกาสได้เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษ เรื่อง การพัฒนาภาวะผู้นำ ในวันที่ 3 พ.ค.49 ที่ตึกอธิการบดี 2 นั้น จากการฟังวันนั้น อาจารย์ขอให้ตัวแทนออกมาหน้าห้องและพูดว่า ได้อะไรจากอาจารย์ ดิฉันต้องการจะพูดมากวันนั้น แต่พี่ที่ไปด้วยก้นห้ามไว้ และบอกว่าแกไม่ต้องออกไปพูด เดี๋ยวเขาจะว่า เพราะแกพูดวกไปวนมา (หนูนั่งอยู่แถวที่ 2 ด้านหน้าคนที่ 2 ) ฝั่งขวามืออาจารย์ ก็เลยส่งการบ้านอาจารย์ทาง mail คะ
1. สิ่งที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์ คือ ข้อที่ 1 ทราบแนวคิดการพัฒนาผู้นำที่มีคุณภาพ จะประกอบด้วย
1.1 ภาวะผู้นำที่มีคุณภาพ : ต้องวิเคราะห์ตัวเองก่อนว่า มีจุดแข็ง และจุดอ่อนด้านไดบ้าง ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น จะประกอบด้วย หลาย ๆ ข้อที่อาจารย์สอนคะ
1.2 ต้องเป็นผู้จัดการ : หมายถึง การจัดการบริหารลูกน้อง บริหารคนในหน่วยงาน บริหารทุก ๆ อย่างให้มีคุณภาพ ด้วยหล้กวิชาการที่อาจารย์ให้มาหลาย ๆ ข้อประกอบเข้าด้วยกัน
คิดว่าจาก 2 ข้อนี้ ถ้ารวมอยู่ในตัว "ผู้นำ" ก็จะเกิดมูลค่าของตัวเราเอง เป็นคนที่มึคุณภาพ และนำองค์กรได้เร็วขึ้น
(หมายเหตุ ) หลังจากกลับมาแล้วได้วิเคราะห์ตัวเอง และทราบว่ายังมีจุดอ่อนในด้านบุคลิกภาพ การพูดในที่ชุมชน และอยากจะเรียนกับอาจารย์อีก เรื่อง เทคนิคการพูด การวางตัวต่อหน้าชุมชน และด้านวิชาการ ต้องพัฒนาอีกคะ
ขอบพระคุณคะ
เรียน คุณสมหมายที่รัก
ผมรอมาหลายวันปรากฏว่าวันนี้ผมไปพบข้อเขียนของคุณสมหมายใน blog ใหม่ของผมซึ่งขอบคุณมากที่ส่งมา แต่ผมจะขอให้คุณสมหมายไปดูที่ www.chiraacademy.com และกดเข้าไปใน blog ชื่อ We share ideas คุณสมหมายก็จะไปต่อคิวกับสมาชิก Blog ซึ่งขณะนี้มีร่วม share ideas กันเข้ามากว่า 250 หน้าแล้ว ลองดูและช่วย Comment ว่าปริญญาเอกของอุบลฯ และของรามคำแหงเปรียบเทียบกับลูกศิษย์ที่ EGAT พอสูสีกันมั๊ย และขอฝากให้ดูข้อเขียนของคุณสุทัศน์ที่อยู่ Blog "We share ideas" ด้วยครับ
ผมแยก Blog มาเป็น 2 Blog แล้ว อีก Blog หนึ่งชื่อว่า “ทุนทางปัญญา..บทเรียนจากความจริง” เพราะ Blog: We share ideas เริ่มจะยาวเกินไป แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์เข้า Blog ทั้งสองได้อยู่แล้ว
อยากจะพูดถึงลูกศิษย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จะเห็นได้ว่าถึงแม้จะเรียนกับผมแค่ 8 ชั่วโมงน้อยกว่ามหาวิทยาลัยอุบลีราชธานีมาก แต่ก็เข้มข้นมาก และขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่กรุณา Share ideas มายัง Blog ของผม ต้องชื่นชมความพยายามของอาจารย์โฆษิตที่กรุณาเชิญผมไปร่วมและอย่างที่ได้เล่าให้อาจารย์โฆษิตฟัง คือ ต้องเน้นการสร้าง Performance ให้แก่นักเรียนที่เน้น HR: Value added เพราะ HR ไม่ใช่แค่ Training ความจริง Training ก็ไม่พอ ต้อง Learning ต้องเน้น 4 L’s ต้องคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ต้องปะทะกับความจริง ปะทะปัญญากันเอง ต้องมี ideas ใหม่ ไ เสมอ ที่ผมเลือกชื่อ Blog ใหม่ ชื่อ “ทุนทางปัญญา..บทเรียนจากความจริง” เพราะว่าเป็นชื่อหนังสือ Pocket Book เล่มที่ 2 ของผมซึ่งรวบรวมบทความที่ตีพิมพ์ทางหนังสือพิมพ์แนวหน้าในช่วง 7 เดือนที่แล้วรวมประมาณ 17 เรื่องมารวมกัน โดยที่แต่ละบทผมจะสรุปท้ายบทว่า “ขณะที่ผมเขียนตอนนั้นผมคิดอะไร และมีจุดมุ่งหมายอะไร ?” หนังสือเล่มที่สองนี้มีวัตถุประสงค์หลักก็คือเพื่อให้ลูกศิษย์ทุก ๆ กลุ่มของผมได้อ่าน และร่วมเรียนรู้จากความจริงไปด้วยกัน
ผมคิดว่าการได้สอนปริญญาเอกตอนที่ผมพร้อม 3 แห่ง เรื่อง HR
- เริ่มที่มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อ 3 ปีที่แล้วซึ่งตอนนั้นผมก็ค้นพบ Concept เรื่อง HR Architecture
- มาสอนที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2 รุ่น 4 ครั้งก็ได้อะไรเพิ่มเติมมากมายโดยเฉพาะ เรื่องที่ Peter Drucker เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างบ้าคลั่ง และคำพูดที่ว่า “เรียนรู้จากลูกศิษย์” และนอกจากนี้ก็ยังได้ Concept ต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง เช่น
- เรื่องทุนทางเครือข่าย หรือ Networking Capital ในมุมลึกและนำไปใช้ได้จริง
- เรื่องทุนแห่งความสุข หรือHappiness Capital ซึ่งวิเคราะห์มาจากประสบการณ์ของผมเองที่ทำงานด้วยความสุขมามากกว่า 30 ปี
- เรื่องการอ่านแบบ “โป๊ะเช๊ะ” เพราะคนไทยอ่านหนังสือไม่ตรงประเด็น ต้องอ่านอย่าง Concentrate และสรุปประเด็นแค่ 2 – 3 ประเด็นพอ
- ส่วนการสอนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเวลายังน้อยไปเลยยังไม่ได้ Develop อะไรใหม่ ๆ แต่คิดว่ารุ่น 2 คงจะหาทาง Discovery อะไรใหม่ ๆ
สำหรับกิจกรรมของผมในช่วง 4 – 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือ ลูกศิษย์ที่สภาวิจัยฯ และที่ กฟผ. รุ่นที่ 2 เรื่องสภาวิจัยฯ ผม Happy มาก เพราะเป็นองค์กรที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ แต่คนยังไม่เข้าใจ Brand ยังไม่ดีนัก เรื่องปัญหาที่คนไทยไม่ชอบเป็นนักวิจัยก็เป็นเรื่องใหญ่ ปัจจุบันนักวิจัยไทยมีจำนวนเท่ากับ 2.8 คน / 10,000 คน ขณะที่สิงคโปร์มี 41 คน/10,000 คน ผมจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันเรื่องนี้ให้มากขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยจะทำงานวิจัยสำเร็จต้องประกอบด้วย 3 ฝ่ายร่วมมือกัน 8nv
- มหาวิทยาลัย
- รัฐ (หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ)
- ภาคเอกชน
ทุกฝ่ายจะต้องรวมตัวกัน อย่าต่างคนต่างทำ
สำหรับศิษย์ กฟผ. รุ่น 2 ทั้ง 31 คนเป็นกันเอง ให้เกียรติผมมาก น่าสนใจมากที่ทุกคนสนุกกับการเรียนและคิดต่อไปถึงการนำไปใช้ก็ได้ความรู้ที่ “โป๊ะเช๊ะ” หลายเรื่อง เช่น
- กฟผ. กับโอกาสใหม่ ๆ ไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) และมูลค่าเพิ่ม (Value added) ทั้ง Products, Services, และระบบการบริหารจัดการ
- เรื่องโครงสร้างองค์กรที่จะรองรับพนักงานที่ชอบทำ Research หรืออยากทำงาน Research แต่ไม่ขึ้นสายบริหาร จะปรับผังองค์กรอย่างไร?
- เรื่องการสร้างองค์กรที่เป็น Process และ Lean กระชับ ต้นทุนต่ำ มีการพิจารณาเรื่อง Pay for performance มากขึ้น
ครับผมโชคดีที่ได้ทำงานสนุกและมีโอกาสได้มา share ideas ที่นี่ และหวังว่าหนังสือเล่มใหม่ของผมซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจจากการให้ลูกศิษย์หลายกลุ่มได้อ่านและแนะนำ และหลาย ๆ คนบอกว่าตรงประเด็น เพราะสดและสะท้อนความจริง (Reality) คือ ทฤษฎี 2 R’s นั่นเอง
ทุก ๆ ครั้งที่เขียน Blog ผมจะเน้น 2 – 3 เรื่องและชอบที่ทุกคนเข้ามาร่วม share ideas กันที่นี่ เพราะมันมีประโยชน์ต่อสังคมมาก และที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ลูกศิษย์กลุ่ม 7 habits รุ่นที่ 3 นำโดยคุณชำนาญ และโดยเฉพาะที่ผมมีโอกาสได้ไปบรรยายให้กลุ่มหัวหน้างานของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ลูกศิษย์บางท่านได้ส่งความคิดเห็นเข้ามาบ้างแล้ว ผมอ่านแล้วก็สบายใจเพราะถึงแม้บางท่านยังไม่ได้เข้าเรียนในหลักสูตร 7 Habits แต่ก็จับประเด็นเรื่องผู้นำได้ดี ชอบครับ ขอบคุณ
เรียน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน โดยเฉพาะข้าพเจ้าเป็นพนักงานเทศบาล ซึ่งอายุราชการ 21 ปี ทราบว่าท่านอาจารย์ได้จุดประกายการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่ทุกพื้นที่ครอบคลุมในประเทศไทย และจะนำมาให้ก่อประโยชน์แก่ประเทศชาติในภาพรวมเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งมีแนวโน้วที่จะยั่งยืนต่อไป ข้าพเจ้ายินดีที่จะเป็นฟันเฟืองที่เป็นจุดเล็ก ๆ ในการที่มีใช้โอกาสนี้ช่วยขับเคลื่อนถ้าได้รับความกรุณาจากท่านอาจรย์ให้โอกาสในการมีร่วมด้วย โดยเฉพาะชาวท้องถิ่นเมื่อมีโอกาสนี้ก็จะมีความบ้าคลั่งในการสัมผัสกับทุนทางปัญญาของ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์....................
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ระดารมภ์
ตามที่อาจารย์ได้ปรารภกับอาจารย์ คุณหมอ JJ และคุณชำนาญ บัวทวน ประธานรุ่น KKU 7habits เรื่องที่ Blog อาจารย์มันยาวเกินไปทำให้อ่านยาก กว่าจะหาเจอ ท่านอาจารย์คุณหมอ JJ และประธาน ก็เลยแนะนำว่าควรจะเปิดชุมชน แล้วนำ Blog เข้าร่วมชุมชน ทุกคนก็จะสามารถ Share กันได้โดยไม่ยาวเกินไป จะเป็นบันทึกต่อบันทึก โดยอาจจะตั้งเป็นชุมชนทางปัญญา แล้วทุกคนที่จะ Share ต้องเปิด Blog เป็นของตนเองก่อน แล้วค่อยนำ Blog เข้าร่วมชุมชนครับ
สวัสดีครับชาว Blog
ผมขอขอบคุณลูกศิษย์ทุกท่านที่กรุณาเป็นแนวร่วมกัน( join blog ) ซึ่งช่วงหลัง ๆ ก็มีคุณบงกชที่กล้าที่จะเขียนถึงอาจารย์และก็เขียนได้ดี ผมคิดว่า..ใครที่ไม่รู้จักผมดีอาจจะคิดว่าผมอยู่สูง หรือไม่ติดดิน หรือเข้าหาลำบาก จริง ๆ แล้ว ณ วันนี้ผมถือว่าผมไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับเอาประสบการณ์ เอาความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคุณภาพของมนุษย์ ก็หวังว่าดร.ชวินจากสถานทูตไทยที่ประเทศสิงคโปร์และท่านทูตเฉลิมพลจะกรุณาอ่านและ join เข้ามา ท่านทูตกรุณามาต้อนรับและเลี้ยงอาหารผมในช่วงที่ผมอยู่ที่สิงคโปร์ด้วย ท่านทูตเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจและเป็นพวกชอบหาความรู้ เพิ่งทราบว่าสิงคโปร์เขาเอาจริงเรื่องสถาบันแบบ HRI (Human Resource Institute) แต่ช้ากว่าผมแค่ 25 ปี เพราะเราตั้ง HRI ครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเรียกองค์กรของเขาว่า “Singapore Human Resource Institute” และมีประธานเป็นนักการเมืองซึ่งในวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 3 มิถุนายน 2549 นี้ก็จะมีการประชุม World Congress เรื่อง HR โดยเฉพาะที่ Singapore ชื่อเหมือน ๆ เราเลย เห็นมั๊ยครับ HR คือ Strategy คือมูลค่าเพิ่ม แม้กระทั่งประเทศที่บ้าคลั่ง “คน” มากก็ยังตามประเทศไทยในเรื่องการจัดตั้งวถาบันดังกล่าว
ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณยมลูกศิษย์จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ก็ขอขอบคุณที่ให้ความเอาใจใส่ สำหรับลูกศิษย์ท่านใดที่ไม่ได้เจอผมก็ยังสามารถติดตามงานและแนวความคิดของผมได้จาก 3 ทาง คือ
· รายการวิทยุ “Knowledge for people” ทุกวันอาทิตย์เวลา 18.00 – 19.00น. ทางสถานีวิทยุคลื่น 96.5 MHz.
· บทความคอลัมน์ทางหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับทุกวันเสาร์ หน้า 5 ซึ่งวันนี้ใช้ชื่อใหม่ เปลี่ยนจากชื่อเดิม “สู่ศตวรรษใหม่” ซึ่งใช้มากว่า 6 ปีแล้ว วันนี้ใช้ชื่อใหม่ว่า คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริง” กับ ดร.จีระ เพราะเขียนให้คิดจากความจริง
· และแน่นอนรายการโทรทัศน์ของผมเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ เวลา 13.00 – 13.50น. ทาง UBC 7 (UBC News) ใคร ๆ ก็เปิดดูได้ และผมก็อยากให้คนที่ดูรายการของผมเขียน Blog ถึงผมบ้างก็จะดีจะได้ Share กันว่าผมพูดใน TV เรื่องอะไร คนที่ไม่ได้ดูจะได้มีส่วนร่วมไปด้วย รายการสำหรับวันอาทิตย์นี้พบกับผมปะทะกันทางปัญญากับไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ คุยกันเรื่องการอ่านหนังสือ น่าสนใจเพราะไปสิงคโปร์คราวนี้มีเวลาไปดูร้านหนังสือหลายร้านซึ่งประทับใจมาก เพราะสิงคโปร์มีแหล่งข้อมูลที่ดีมาก ดีกว่ากรุงเทพฯ 2-3 เท่า คือ หนังสือเขาทันสมัยกว่า มีให้เลือกมากกว่า
ผมเลยฝากผ่าน Blog ของผมไปยังคุณสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ประธานรุ่น 2 (กฟผ.) เรื่องการเตรียมการดูงานและเข้าเรียนในห้องเรียนของ University of Melbourne ประเทศออสเตรเลียซึ่งทางมหาวิทยาลัยเขาเตรียมไว้หมดแล้ว ผมถือโอกาสไปสำรวจล่วงหน้าและเนื่องจากครั้งนี้ผมจัดเป็นครั้งที่ 2 ก็เลยมีประสบการณ์มากขึ้น ต้องขอยกย่อง Mr. Stephen Bell ซึ่งเป็น Partner ของผมที่ได้แนะนำคุณสุนี สถาพร ซึ่งทำงานอยู่ที่ Melbourneมา 20 ปี เธอเป็นผู้หญิงไทยที่เก่งมากช่วยประสานงานให้เราอย่างดีเยี่ยม คือ นอกจากโปรแกรมการเข้าเรียนที่ University of Melbourne แล้ว เรายังจะได้พบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐวิกตอเรียที่นำเอาไฟฟ้า ซึ่งระบบไฟฟ้าที่นี่เขาสุดโต่งเลย คือ ขายให้เอกชนไป 100% แล้ว ของเราตอนจะเข้าตลาดหุ้น กฟผ. ทำแค่ Corporatization คือ ขายหุ้น 25% ให้แก่เอกชน สรุปว่าในประเทศออสเตรเลีย บางรัฐก็ยังเป็นระบบแบบ กฟผ. อยู่ บางรัฐก็ไปเป็นเอกชนเรียบร้อยไปแล้ว เราจะศึกษาได้ว่าถ้าเราจะเดินหน้าต้องระวังอะไร
สำหรับกำหนดการไปทัศนศึกษาดูงานที่เมลเบิร์นในระหว่างวันที่ 21 – 28 พฤษภาคม 2549 นี้ ท่านรัฐมนตรีของรัฐวิกตอเรียก็จะมาพบกับคณะของ กฟผ. ด้วย ซึ่งการที่ผมไปสำรวจมาก่อนในครั้งนี้ได้มา เห็นการเตรียมการที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านวิชาการและการดูงานที่ดี ขณะเดียวกันทางรัฐวิกตอเรียก็สนใจประเทศไทย เขาจะขอให้ตัวแทนจาก กฟผ. สรุปงานของ EGAT ให้ฟังและมา Share กันเพื่อเป็นแนวร่วมกันต่อทั้งภาคธุรกิจ ราชการชั้นผู้ใหญ่รวมได้ถึงระดับการเมืองด้วย
ที่รัฐวิกตอเรียนี้เขาใช้พลังไฟฟ้าจากถ่านหิน เขาเรียกว่า Brown Coal คล้าย ๆ กับลิกไนท์ของไทย ผมมีโอกาสไปดูโรงไฟฟ้า 3 - 4 แห่งที่ใช้ถ่านหิน ซึ่งอาจจะเป็นจุดที่กฟผ. ต้องสนใจและเตรียมการในอนาคต
กลุ่มต่อไปที่ผมคาดว่าจะพาไปน่าจะเป็นระดับนายกเทศมนตรีของไทย เพราะรัฐบาลท้องถิ่นของ Victoria ที่ Melbourne เก่งมากเรื่อง Local Government
วันที่ 17- 18 พฤษภาคมนี้ผมจะไปบรรยายที่ Marketing Guru 2 วันก็คงจะได้ลูกศิษย์เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 50 คน และก็คงได้มา join blog กับพวกเรา
สวัสดีครับ คิดถึงทุกคน
เรียนที่อาจารย์ที่เคารพ
ดีใจที่ได้รับคำอนุมัติเข้าร่วมบล๊อก และขอบพระคุณที่อาจารย์ให้การสนับสนุนบุคลากรสายสนับสนุน ทุกครั้งที่มาประชุมสภามหาวิทยาลัยท่านมาให้ความรู้ กับพวกเราทุกเดือนทำให้มีแรงขับในการพัฒนาตนและพัฒนางาน และดีใจยิ่งขึ้นได้พบกับอาจารย์ทุกวันในบล๊อก สิ่งหนึ่งที่ต้องการทราบคือความเป็นวิทยากรที่มีพลังเวลาพูด เวลาเสนอประเด็นที่ชัดเจน ท่านอาจารย์มีวิธีการอย่างไร ตอนนี้ศิษย์กำลังฝึกอย่างหนึ่งที่อาจารย์บอกทุกครั้งคือการอ่าน
เดือนหน้าคงได้เรียนรู้เกี่ยวกับเมือง เมลเบิร์น หวังว่าอาจารย์จะนำความรู้มาฝากลูกศิษย์ด้วยนะคะ
ขอบพระคุณล่วงหน้า
ดิฉันเป็นศิษย์รุ่นที่ 3 การได้รับการเข้าอบรม 7 Habits ของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทุกครั้งที่ท่านอาจารย์มาเข้าร่วมประชุมสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น จะได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านและรับฟังวิชาการที่เป็นคุณประโยชน์นำมาช่วยในการทำงานให้มีคุณค่าในงานและผู้ปฏิบัติด้วยเสมอ ตั้งแต่ได้มีโอกาสสัมผัสกับทฤษฎีต่าง ๆ ที่ท่านให้เป็นวิทยาทานกับศิษย์ในรุ่นที่ 3 พร้อมได้รับคำชื่นชมทุกครั้งที่ได้พบเสมอ เป็นความปราบปลื้มที่ผู้น้อยแอบเก็บเอามาสะสมไว้เป็น บัญชีออมใจและจะเพิ่มดอกเบี้ยทุก ๆ วัน โดยการเป็นผู้ให้และเสียสละเวลาเพื่อผู้ด้อยโอกาสกว่าอย่างเสมอต้น-ปลาย การที่ดิฉันเป็นอย่างนี้ได้เพราะการได้มีโอกาสเรียนรู้และเป็นศิษย์ของดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ยังมีหลาย ๆ เรื่องที่บางครั้งยังไม่ได้ผ่านเข้ามาหรือบางครั้งที่มองผ่านไปเพราะโอกาสไม่มี สิ่งหนึ่งที่ดิฉันยังไม่ได้เรื่อง คือ อ่อนด้านภาษาอังกฤษ เรื่องการเขียนพอใช้แต่เวลาพูดคุยกับชาวต่างประเทศ เรารู้พูดอะไร แต่สื่อสารไม่เข้าใจ ขอคำแนะนำทำอย่างไรจะสื่อสารได้เข้าใจนะคะ
ล่าสุดได้รับความรู้จากท่านการเป็นผู้นำ จะมีวิธีการสร้างให้ตัวเราเป็นผู้นำประเภทไหน จะยึดเอาทฤษฎีใดมาใช้ ค่อนข้างลำบากใจมากเลยเพราะตัวตนของดิฉันไม่ใช่เป็นผู้นำ มักจะเป็นผู้ตามที่ดีมากกว่า ณ ปัจจุบันเขาสมมติให้ดิฉันเป็น หัวหน้ากลุ่มงานบริหารและการจัดการ กลุ่มนี้ลักษณะงานเป็นการเน้นการบริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานสารบรรณ การเจ้าหน้าที่ การจัดการด้านบริการโสตทัศนูปกรณ์ การจัดการด้านอาคารสถานที่และยานพาหนะ การจัดการด้านประชาสัมพันธ์ และบริการด้านสังคม เป็นต้น ล้วนแต่ใช้การบริการนำเสมอ ผู้ที่ร่วมลงเรือลำเดียวกันและแล่นสู่นาวาสายเดียวกัน ล้วนเป็นกลุ่มคนรุ่นเดอะและดื้อรั้น อายุ 50 ขึ้นเป็นส่วนใหญ่ มีความเป็นผู้นำสูงทุกท่าน จนดิฉันยอมแพ้และวางเฉย ปล่อยให้ทุกท่านแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา บางท่านก็คงแก่ด้วยทฤษฎี และบางท่านก็แก่เพราะอายุ เมื่อดิฉันได้รับความรู้เรื่อง ภาวะผู้นำ ใช่เลย ดิฉันเป็นผู้นำที่สร้างบรรยากาศให้ทุกคนพอใจที่จะอยู่และทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข (Charismatic) แต่อย่างไรก็ตามในการทำงานร่วมกัน ก็เปรียบตัวเราเป็นเรือ ก็ต้องมีหัวเรือ ท้ายเรือ เรือจะเคลื่อนที่ได้ก็ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาช่วย อาทิเช่น คน อุปกรณ์ที่นำมาช่วย เช่น พาย เครื่องยนต์ เป็นต้น ดังนั้นทุกสิ่งที่อยู่ร่วมกันไม่ว่าจะมีชีวิต(ลมหายใจ) หรือไม่มีชีวิต(ไม่มีลมหายใจ) ล้วนแต่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ฉะนั้นในการทำงานที่จะไปถึงเป้าหมายเดียวกันได้และไปในทิศทางเดียวกันด้วย ต้องมีผู้ที่เสียลละทีจะเป็นผู้กล้าเสี่ยงเป็น เสี่ยงตายก่อน และผู้นั้นจะถูกเรียกขานว่าเป็น "ผู้นำ" ข้อคิดเห็นของดิฉันเขียนไปเขียนมาเริ่มสับสนแล้วนะคะ ขอน้อมรับและพร้อมกล่าวคำขอบพระคุณอย่างสูงที่ท่านเสียสละเวลาอันเป็นเงินล้านมาให้โอกาสกับผู้น้อยได้รับความรู้ที่เกิดจากความจริงและประสบการณ์ที่หาจากทฤษฎีไม่พบ
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ/ผู้สนใจสะสมทุนทางปัญญา และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ขณะนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยทั่วหน้า ล้วนมีความปิติยินดีและร่วมถวายความจงรักภักดี ด้วยการมุ่งมั่นทำความดี ในวโรกาสที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์สมบัติมานานครบ 60 ปี ผมได้อ่าน น.ส.พ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 มิ.ย. “บทเรียนจากความจริง”
ในบทความดังกล่าว ศ.ดร.จีระ เขียนเกี่ยวกับ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับพระปรีชาสามารถ แนวทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของพระองค์ท่าน ซึ่งพวกเรา บรรดาลูกศิษย์ของ ศ.ดร.จีระ และคนไทยทั้งปวง น่าจะนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี เพื่อเจริญลอยตามฝ่าพระบาทฯ รายละเอียดของบทความเป็นอย่างไร ผมได้ Copy มาไว้ในตอนท้ายของ Blog นี้
ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการ ทีวี UBC 7 วันอาทิตย์ ช่วงบ่ายโมงโดยประมาณ และรายการวิทยุ”Knowledge for People” ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00-19.00น. สถานีวิทยุ F. M. 96.5 MHz. “คลื่นความคิด " ซึ่งเป็นรายการที่ให้ทุนทางความรู้และทุนทางปัญญาแก่ผู้สนใจได้ดีมาก ท้ายนี้ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย มุ่งมั่นทำความดี ถวายแด่ในหลวงของเรา และขอให้ความดีที่ท่านทำ จงส่งผลให้ท่านมีความเจริญด้วย ทุนทางศีล สมาธิ สติ ปัญญา นำพาความสุข ความเจริญมาสู่ท่านและครอบครัว
สวัสดีครับ
ยม
น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม.) 2
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
สัปดาห์แห่งความปลื้มปีติ
ของปวงชนชาวไทย[1]
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์
(คัดมาจาก น.ส.พ.แนวหน้า วันที่ 3 มิ.ย. 2549)
สัปดาห์นี้คงไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับงานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย
งานเฉลิมฉลองดังกล่าว คงไม่ใช่แค่มีพระราชพิธีเท่านั้น ผมคิดว่า ถ้าเราจะคิดสะท้อนพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านว่า ได้ทรงสะสมความรู้ แสวงหาความรู้โดยตลอดมา ( Acquired ) แบ่งปันให้คนไทย (Share) และนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนคนไทยอย่างไร บทเรียนดังกล่าวควรจะสอนให้คนไทยได้เรียนรู้ในพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน เป็นการสร้างสังคมการเรียนรู้ไปด้วย
สิ่งแรกที่น่าจะพูดถึงคือ วิธีการหาความรู้ของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านคิด พระองค์ท่านทรงศึกษามาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบตำราอย่างเดียว แต่ทรงนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา apply กับสถานการณ์ความจริง แก้ปัญหาต่างๆ ได้ โดยทำอย่างต่อเนื่องไม่ลดละ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าว เรียกว่าทฤษฎีข้ามศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์ของพระองค์ท่านนั้นผสมผสานกับนิติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ ซึ่งบทเรียนนี้เป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ เพราะคนไทยมักจะรู้เฉพาะทาง และสนใจในเรื่องที่ตัวเองรู้ แต่ไม่สนใจศาสตร์อื่นๆ จึงทำให้ปัญหาบางอย่างแก้ไม่สำเร็จ
ประเด็นที่สอง พระองค์ทรงเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะปัจจุบันความรู้เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา หรือที่มีความจริงหนึ่งบอกว่า "ในอดีต ทุก 300 ปี ความรู้จึงจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ปัจจุบัน ความรู้เพิ่มขึ้นเท่าตัวทุก 2 ปี" ความรู้ของพระองค์ท่านเป็นความรู้ที่สด และทันสมัยเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องการเมืองหรือภัยธรรมชาติ
อีกประการหนึ่งคือ วิธีการเรียนรู้ของพระองค์ท่าน คือพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ที่สนใจ IT และ Internet ตั้งแต่แรก ปัจจุบันยังมีคนไทยจำนวนมากที่ยังใช้ Internet ไม่เป็น แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน นอกจาก IT แล้ว พระองค์ท่านทรงอ่านหนังสือหลากหลายชนิด ที่สำคัญ ทรงฟังวิทยุ และวิทยุสื่อสารของราชการ พระองค์ท่านทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตลอดเวลา เห็นได้จากเวลาเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร หรือเปิดงาน ทรงสนทนากับผู้รู้เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมงอย่างสนพระทัย ด้วยการรับฟังปัญหาจากประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ ทำให้งานของพระองค์ไปสู่ความสำเร็จอย่างสูง เพราะพระองค์ทรงคำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นหลัก ไม่เหมือนกับผู้ที่มองตัวเองเป็นหลักว่าตัวเองได้อะไร ไม่ค่อยจะถามว่าประชาชนได้อะไร
สุดท้ายทฤษฎีเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งประกอบไปด้วย
ถึงแม้ว่าหลายคนคิดว่า เศรษฐกิจ Knowledge based society ของตะวันตก จริง ๆ แล้ว น่าจะพูดได้ว่ามาจากพระองค์ท่านก่อน เพราะอย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ พระองค์ท่านได้ทรงทดลองเก็บข้อมูล จากศูนย์ศึกษา 6 แห่งของท่าน คือ
และค่อย ๆ นำมาเป็นข่าวสาร มาเป็นฐานความรู้ และนำไปใช้ ในที่สุดไปสู่ Wisdom การที่พระองค์ท่านทรงได้ความรู้ดังกล่าว ก็คือข้อมูลที่ได้วิเคราะห์เป็นวิทยาศาสตร์ หลายครั้งหลายหน จนเป็นที่แน่ใจแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ ในช่วงสัปดาห์นี้ ประชาชน คนทั่วโลกจะได้เรียนรู้แนวคิดและปรัชญาของพระองค์ท่านมากขึ้น ไม่ใช่มองเพียงแต่รางวัล Human Development Prize ได้รับการถวายจากองค์การสหประชาชาติ โดยโคฟี อันนัน เท่านั้น นับเป็นเกียรติประวัติที่คนไทยภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ผมเชื่อว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านจะขยายวงเป็นที่แพร่หลายไปในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
การขยายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปต่างประเทศ ขอพูดในส่วนที่ผมและมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้ทำไป และเป็นรูปธรรมชัดเจน
เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ เริ่มไปทำการทูตภาคประชาชนที่กัมพูชา เป็นประเทศแรก ได้เริ่มการสร้างสังคมการเรียนรู้ โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในครั้งแรกมีองคมนตรีนายแพทย์เกษม วัฒนชัย ไปร่วมบรรยายที่พนมเปญ และได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ประชาชน และเกษตรกรของกัมพูชารวมทั้งหมด 4 ครั้ง
หลังจากนั้นได้ไปทำสัมมนาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่พม่า เน้นเรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้พม่าเดินสายกลาง มองการขยายตัวเรื่องการท่องเที่ยว ตัวอย่างที่ไม่ดีของไทยคือ ขยายตัวเร็วเกินไป ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ได้รับการยอมรับมากในประเทศพม่า และจะทำต่อในปีนี้
นอกจากนี้ ผมยังได้ไปทำการบรรยายเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับประเทศจีน เมืองคุนหมิง โดยได้เชิญ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ไปร่วมการบรรยายด้วย ได้รับการยอมรับจากประเทศจีนอย่างสูงในครั้งนั้น
ส่วนในเดือนหน้า จะจัดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศเวียดนาม
เรื่อง APEC ซึ่งผมเป็นประธานคณะทำงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD Working Group) ผมเคยนำผู้แทน APEC ไปดูงานที่เขาหินซ้อน เมื่อมีการประชุมประจำปีของคณะทำงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ APEC ครั้งที่ 27 วันที่ 20-24 มิถุนายน 2548 ที่พัทยา ซึ่งทำให้ผู้แทน APEC ได้เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึกซึ้ง
สุดท้ายนี้ ผมเพิ่งกลับมาจากการประชุม APEC SOM II ที่ Ho Chi Minh ได้รายงานให้ที่ประชุมว่า ในการประชุม HRD Minister ครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดที่กรุงเทพฯ ในปลายเดือนตุลาคมนี้ จะมีการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน ในเรื่องพระเจ้าอยู่หัวกับ HRD ซึ่งทาง APEC ได้เห็นชอบและอนุมัติ แสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของคนไทยเป็นบุคคลที่โลกยอมรับอย่างแท้จริง
ดังนั้น คนไทยควรต้องศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านอย่างรอบคอบชาวต่างชาติ ให้ความสนใจปรัชญาดังกล่าว รวมทั้งนักวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างประเทศหลายแห่ง เป็นมุมมองที่ทำให้โลกอยู่ได้อย่างยั่งยืน ยิ่งนับวัน ภัยธรรมชาติคุกคามมนุษย์เรา ยิ่งต้องเดินสายกลาง
ผมวิงวอนให้คนไทยในสัปดาห์นี้ ตั้งใจที่จะหาความรู้ในปรัชญาของพระองค์ท่าน ศึกษาให้แท้จริง และนำความรู้มาใช้ เพราะปรัชญาดังกล่าว จะช่วยให้โลกเดินสายกลางและทำให้ประชากรโลก ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และจะทำให้โลกของเรายั่งยืน
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ผมติดตามสาระน่ารู้จาก ศ.ดร.จีระ จาก น.ส.พ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 10 มิ.ย. 2549 อาจารย์เขียน บทความเรื่อง "การทูตภาคประชาชนที่เวียงจันทน์" มีสาระน่าสนใจมากครับ ผมอ่านแล้วจับประเด็นได้ มีดังนี้ ครับ
ผมอ่านแล้ว รู้สึกว่าได้สาระความรู้ และเหมือนกับได้ไปลาวกับอาจารย์ด้วย ที่น่าสนใจ มากคือเรื่องเกี่ยวกับ Talent Management ที่สั้น เข้าใจง่าย แบบภูมิปัญญาไทย ซึ่งท่านผู้อ่าน หรือ นักบริหาร นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมการอบรมกับ Asia business forum สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ง่าย
นอกจากนี้ ท่านผู้อ่านที่มีครอบครัวยังสามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับ Talent Management ไปบริหารจัดการลูกหลานได้อีกด้วย เช่น ศ.ดร.จีระ กล่าวว่า องค์ประกอบของ Talent มี 3 อย่างอยู่ในตัวคนเดียวกัน คือ KSM, knowledge(ความรู้) Skill (ทักษะ ความชำนาญ) Mindset (ทัศนคติ) 3 อย่างนี้ ท่านสามารถนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างบุตรหลานของท่าน ให้เป็นมรกดกแก่แผ่นดินได้ เป็นอย่างดี
ส่วนการทูตภาคประชาชน ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างทุนทางสังคม ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างเครือข่าย สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ได้ รายละเอียดบทความของ ศ.ดร.จีระ ในเรื่อง ดังกล่าว ผมคัดมาให้ไว้ตอนท้ายนี้ครับ
ขอให้ท่านโชคดี
สวัสดีครับ
ยม
การทูตภาคประชาชนที่เวียงจันทน์ *
สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์มหามงคลแห่งความปลื้มปีติของคนไทย นอกจากที่สหประชาชาติ ทูลเกล้าฯถวายรางวัลแด่พระองค์ท่านแล้ว ยังมีรางวัลของ European Union เรื่องสิทธิบัตร "ฝน หลวง" ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นสิริมงคลและเป็นเกียรติประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวง ชนชาวไทย ในยุคโลกไร้พรมแดนนี้
ในสัปดาห์นี้ สีเหลืองเป็นสีที่ทุกคนภาคภูมิใจและหล่อหลอมรวมดวงใจของคนไทยด้วย แต่มีพ่อค้าบางคนยังเอาเปรียบสังคม ขายราคาแพง ยุคนี้คนไทยต้องหันกลับมาสู่คุณธรรม จริยธรรม หากรัฐบาลใดยังเน้นเรื่อง growth การเจริญเติบโต เรื่องความร่ำรวย การบริโภคนิยม และวัตถุนิยม โดยไม่มองมิติอื่นๆ ก็จะทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยความรุนแรง เพราะแข่งขันกัน และเอารัดเอาเปรียบกันตลอดเวลา ยิ่งนานไป เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนราคาแพง ให้คนไทย ฉะนั้นคนไทยต้องวิเคราะห์ให้เป็น คิดให้เป็น ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไร้สาระ และ อะไรคือความดีคุณธรรมที่จรรโลงสังคม ในที่สุดแล้ว ความดีน่าจะสำคัญกว่าความเก่ง ซึ่งไปเพิ่ม ผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวมคงไม่ได้
ช่วงนี้ คนไทยทุกคนควรจะต้องปรับตัว และคิดให้รอบคอบว่าอะไรจะเกิดกับสังคมไทย ระหว่างที่อ่านบทความนี้เป็นช่วงที่หยุดหลายวัน นอกจากพักผ่อนแล้วก็ขอความกรุณา สนใจข่าวสารและเรียนรู้ในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปด้วย
เพราะอีก 2 -3 สัปดาห์ข้างหน้าคงจะมีการต่อสู้ทางการเมืองรุนแรงต่อไป และคงจะเป็น การต่อสู้ที่กำหนดอนาคตของประเทศไทย คนไทยต้องเฝ้ามอง ระวังและตั้งสติให้ดี สัปดาห์นี้ ผมทำงานใหญ่หลาย
เรื่อง เรื่องแรกคือ ในการสัมมนาของกลุ่ม Asia business forum เป็นเรื่องการบริหาร Talent หรือ การบริหารดาวดวงเด่นขององค์กร ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปแสดงความคิดเห็นด้วย การประชุมเช่นนี้ น่าสนใจที่ว่า ผู้ที่ไปร่วมประชุมจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับค่อนข้างสูงของธุรกิจใหญ่ บางแห่งเป็นธุรกิจ ระหว่างประเทศที่เริ่มเห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์และเน้นทรัพยากรมนุษย์เป็น ยุทธศาสตร์มากขึ้น
ผมเน้นว่าการเรียนยุคใหม่ ต้องเรียนกันเป็นทีม style 4 L's ด้วย เพราะฉะนั้นการมีผู้แสดง ความเห็นจำนวนมาก แต่คนละแนว บางครั้งจะได้ประโยชน์ไม่มาก เพราะได้แต่ความคิด แต่ไม่ได้ ปะทะกับความจริง ทฤษฎี 2 R's และไม่ตรงประเด็น เป็นแบบดาวกระจาย แทนที่จะเน้นการเรียน เป็น team work ผมพูดเพียง 1 ชั่วโมง แต่ก็เห็นความสนใจของผู้ฟังที่อยากจะออกความเห็น และ อยากเอาไปใช้ share ความรู้ให้มากขึ้น
เรื่อง Talent management ต้องทำให้ง่ายๆ แบบ Simplicity ซึ่ง Talent ก็คือเรื่องทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง แต่ที่สำคัญสุดก็คือ
- องค์กรต้องปรับตัวและแข่งขันมาก ( Change and Innovate )
- customer ในโลกมีความคาดหวังสูง สลับซับซ้อน และมีประสบการณ์ในการบริโภค มายาวนาน
- สินค้าและบริการมีวงจรสั้นลง ต้องปรับตัวทั้งการผลิตและการบริการให้รวดเร็วอยู่ ตลอดเวลา วงจรจะสั้นลงเรื่อยๆ
- สุดท้าย Talent ต้องเน้นการทำงานข้ามชาติ เพราะ performance ผลประกอบการใน การทำงานมี Benchmark มาตรฐานอันเดียวคือ Global benchmark
มาตรฐานโลก คือ มีการแย่งตัวกันระดับระหว่างประเทศ
สรุป Talent ในความเห็นของผมน่าจะประกอบ 3 เรื่องในตัวคนเดียวกัน ( คนอื่นอาจจะคิด แนวอื่น )
- skill
- ความรู้
- ทัศนคติ mindset
คนที่จะทำงานสำเร็จได้จะต้องเป็นคนที่มีหลายๆอย่างอยู่ในตัวคนเดียวกัน Talent ที่ดี ทำงานคนเดียวไม่ได้ ผมยกทฤษฎี 20/70/10 มาให้ดูว่า ผู้ที่เป็นดาวเด่น 20% จะต้องทำงานกับ คนอื่นๆด้วย และจะต้องพัฒนาคนในองค์กร 70% ให้เก่งด้วยคือถ้า 20% เป็น Talent อีก 70% จะต้องพัฒนาด้วย และอีก 10% ที่ไม่เอาไหน จะต้องดูแลว่าจะให้เขาอยู่อย่างไร และสุดท้ายการบริหารหรือเก็บเกี่ยว Talent ให้ได้ผลสูงสุดอย่างไร น่าจะอยู่ 3 ขั้น
1) หาได้อย่างไร
2) เก็บรักษาได้อย่างไร
3) บริหารไปสู่ High performance ผลการทำงานอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมภาคภูมิใจคือ การที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย ระดับชาติของไทยได้ไปจัดงานคืนสู่เหย้าที่ เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อคืนวันที่ 6 มิถุนายนที่ ผ่านมา เพราะมหาวิทยาลัยขอนแก่นผลิตบุคลากรคนลาว ที่จบระดับปริญญาทั้งตรี โท เอก ประมาณ 200 คนและมีตำแหน่งสูงในประเทศ หากนับคนลาวที่มาเรียนหลักสูตรระยะสั้นอีก ก็มี ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ซึ่งได้จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว อธิการบดี ดร.สมกต มังหน่อเมฆ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของลาวมาร่วมงานด้วย
ฝ่ายขอนแก่นนำโดยนายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น พลตำรวจเอกเภา สารสิน ได้ร่วมกัน จัดพบปะศิษย์เก่ากว่า 300 คนในคืนนั้น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ โดยมีท่านทูต ไทย คุณรัฐกิจ มานะทัต ซึ่งเป็นทูตที่ให้ความสนใจเรื่องการทูตภาคประชาชน แสดงความเห็นเรื่อง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย /ลาว ร่วมกัน ชี้ให้เห็นถึงการทูตภาคประชาชนยุคใหม่ ซึ่งมี ภาควิชาการมาร่วมทำงานเป็นรูปธรรมมากขึ้น
แนวคิดทางการทูตภาคประชาชน เป็นแนวคิดที่ปฎิบัติได้ และจะช่วยทำความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความไว้ใจ trust ระหว่างกัน เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศลาวได้ประท้วงผู้สร้างหนัง ไทย " หมากเก็บ โลกตะลึง " ที่ไม่ได้มองความละเอียดอ่อนของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คนไทย มักจะดูแคลนว่าประเทศลาวยากจน โดยไม่ได้คิดลึกซึ้งในด้านประวัติศาสตร์อันยาวนานและ วัฒนธรรมที่แตกต่าง ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น จะทำหน้าที่การทูตภาคประชาชนต่อไป และ คงขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นด้วย เช่น พม่า เขมร จีน เวียดนาม รวมทั้ง มาเลเซีย
อนาคต รัฐบาลไทย น่าจะเพิ่มทุนให้กับรัฐบาลของลาว ให้ส่งนักศึกษามาเมืองไทยมากขึ้น และในระดับปริญญาเอกมากขึ้นด้วย และไปช่วยสร้างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวด้วย จะสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นมากขึ้น ผมในฐานะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นผู้คิดเรื่องการทูตภาคประชาชน ซึ่งได้ทำอยู่ตลอดเวลาในนามของ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ สนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย/ ลาว น่าจะเป็นบันไดไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาก็เป็นการ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของสองประเทศด้วย ซึ่งในคืนนั้นมีการแสดงวัฒนธรรมของทั้งสอง ประเทศรวมกันอย่างสวยงาม โดยการรำวง
ผมภูมิใจมากครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์ [email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
------------------------------------------
*คัดมาจาก http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
ไม่ใช่การท้าทายอำนาจศาลเพราะผมวิจารณ์บันทึกของคุณที่เขียนเท่านั้น ขอให้คุณและวิญญูชนโปรดอ่านและร่วมกันกระทำการใด ๆที่จะช่วยกันไม่ให้ประเทศชาติตกต่ำและเศร้าหมองไปกว่านี้อีกเลย
ประเด็น ที่ 1: การตีความรัฐธรรมนูญ
ชาญชัย: “ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 เวลา 09.30 น.ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 138 (2) บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่จะพิจาณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งเสนอต่อประธานวุฒิสภาจึงเป็นกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาดำเนินการได้เองตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต้องดำเนินการตามที่มีการร้องขอ”
โรดัก:ทำไมคุณถึงมองในแง่อย่างนี้ มาตรา 138 (2) ระบุไว้ชัดเจนว่า “ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งจำนวนห้าคนเสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น” ในรัฐธรรมนูญ ระบุชัดขนาดนี้ ประธานวุฒิสภาก็ทำหนังสือมาถึงคุณอย่างชัดเจน หรือต้องให้รัฐธรรมนูญระบุไว้เลยว่า “ศาลฎีกาต้องดำเนินการตามที่มีการร้องขอ” ทั้งที่ระบุไว้แล้วว่า “ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งจำนวนห้าคนเสนอต่อประธานวุฒิสภา”
การตีความของคุณเช่นนี้ผมไม่เห็นด้วยและรู้สึกว่าน่าจะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
------------------------------------------------------------------------------
ประเด็นที่ 2: ศาลฎีกาไม่ได้มีอำนาจเหนืออำนาจอื่น
ชาญชัย: “แต่ในเวลาที่ประเทศตกอยู่ในภาวะว่างเว้นรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสงวนรักษาระบอบการปกครองและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักรไว้พระมหากษัตริย์ย่อมทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านทางศาลได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ดังที่ทรงมีพระราชดำรัสแก่ประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ดังนั้น การปฏิบัติภารกิจของศาลตามที่ได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมมาจึงเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”
โรดัก: คุณพูดได้อย่างไร มาตรา 3 ระบุไว้ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” ไม่ได้ระบุไว้อย่างที่คุณพูดเลย
1. เราไม่ได้ว่างเว้นรัฐสภา นายสุชนและคณะสมาชิกวุฒิสภา ก็ยังทำหน้าที่คุณก็ยังตอบหนังสือนายสุชนอยู่เลย
2. ครม. แม้ลาออก ก็ยังรักษาการอยู่ไม่ได้ตกเครื่องบินตายทั้งคณะสักหน่อย
การที่คุณอ้างอย่างนี้เป็นการทำให้อำนาจศาลฎีกา ก้าวก่ายอำนาจของศาลอื่น ของฝ่ายนิติบัญญัติ (สภา)และของฝ่ายบริหารหรือไม่ ขอให้คุณทบทวนให้ดี และลำพังเพียงมาตรา 3 ที่มีข้อความสั้นที่สุดและชัดเจนที่สุดเช่นนี้ ยังมีการตีความเป็นอื่นไปได้ผมจึงเกรงว่าการนี้อาจทำให้คุณเสียความมีสง่าราศรีได้
------------------------------------------------------------------------------
ประเด็นที่ 3: คำปฏิญาณไม่ได้มีไว้ละเมิดอำนาจอื่น
ชาญชัย:ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้พิจารณาการสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างจำนวน 2 คน แล้วเห็นว่าในการพิจารณาดังกล่าวที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องธำรงคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและนำมาซึ่งความผาสุกของอาณาประชาราษฎรทั้งต้องคำนึงถึงพันธกิจของผู้พิพากษาและตุลาการตามรัฐธรรมนูญซึ่งปรากฏในคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา 252…”
โรดัก:ผมรู้สึกคุณอ้างรัฐธรรมนูญอยู่หลายหนแล้ว มาลองดูนะครับ มาตรา 252 ระบุไว้ว่า “ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ ‘ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมให้แก่ประชาชนและความสงบสุขแห่งราช อาณาจักรทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ’”
นี่เป็นคำปฏิญาณที่ผู้มีอาชีพเป็นผู้พิพากษาคุณเอามาอ้างอิงได้อย่างไรในอาชีพอื่นที่เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น ทหาร ก็มีคำปฏิญาณเช่นกัน คำปฏิญาณนี้มีความหมายลึกซึ้งสุดประมาณสำหรับผู้พิพากษาเพื่อให้เที่ยงธรรมซึ่อตรง แต่ไม่ได้ระบุไว้เลยว่า ให้คุณมีอำนาจล่วงล้ำอำนาจอื่น ผมเห็นว่าคุณไม่ควรนำคำปฏิญาณศักดิ์สิทธิ์นี้มาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนความเห็นของคุณแต่อย่างใด
------------------------------------------------------------------------------
ประเด็นที่ 4: คุณอย่าใช้ความรู้สึก
ชาญชัย: “ดังนั้นเมื่อปัจจุบันประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเมือง ประชาชนแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายไม่รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกันมีผลกระทบกระเทือนต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและความผาสุกของอาณาประชาราษฎรอย่างรุนแรงจึงนับเป็นสถานการณ์พิเศษที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต้องพิจารณาด้วยความสุขุมรอบคอบโดยมองผลที่จะตามมาในอนาคตด้วย”
โรดัก:เป็นธรรมดาที่คนมีความเห็นต่างกันนะครับ แต่ไม่ได้วิกฤติอะไรที่ไหนชาวบ้านก็อยู่กันตามปกติ การเลือกตั้งที่ผ่านมา คุณอาจเห็นว่าไม่ถูกต้องแต่คงเป็นไปไม่ได้นะครับว่า รัฐบาลโกง โปรดเกรงใจเสียงส่วนใหญ่ 16 ล้านเสียงที่เหนือ เสียง 8 ล้านเสียงที่ “no vote” บ้างนะครับคนส่วนใหญ่ล้วนเลือกคุณทักษิณและ ทรท.ขณะนี้ถือว่าประเทศชาติสามัคคีกันที่สุดก็ว่าได้สมัยก่อนเลือกตั้งไม่มีเลยที่พรรคใดจะชนะใจประชาชนได้เท่านี้มีเพียงยุคสมัยของคุณทักษิณนี่แหละที่คนไทยสามัคคีกันอย่างที่สุด
คุณควรทบทวนให้ดีว่าคนไทยไม่ได้แตกแยกเป็นก๊กเป็นฝ่ายเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกและถ้าเป็นในต่างประเทศ แม้ชนะกันเพียงเฉียดฉิวเช่นสมัย บุช กับ อัลกอร์ แล้วล่ะก็บุช ก็ยังได้รับเลือกเลยครับและคุณควรดีใจที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีสิทธิออกเสียงและออกมาเลือกตั้งถึงสองในสามที่เลือกคุณทักษิณ (16 ล้านเสียง : 8 ล้านเสียง)จากคุณ :โรดัก- [ 2 มิ.ย. 49 10:58:29 ]
------------------------------------------------------------------------------
ประเด็นที่ 5: การให้ร้าย กกต.
ชาญชัย: “….การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรมหมายความว่าไม่ตั้งตรงใจความเป็นธรรมซึ่งหมายความอยู่ในตัวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ประกอบด้วย พลตำรวจเอกวาสนาเพิ่มลาภ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ นายวีระชัย แนวบุญเนียร และพลเอกจารุภัทรเรืองสุวรรณ ไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 136…”
โรดัก: ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 9/2549 ลว. 8 พฤษภาคม 2549 หน้า 52 (http://www.concourt.or.th/04decis/contents/decis49/center9_49.pdf) ระบุไว้ชัดเจนเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้ง และการหันคูหาออกเท่านั้นว่าผิดโดยพิพากษาด้วยคะแนน (8 : 6) ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุเลยว่า กกต. เข้าข้างใครเลย คุณชาญชัย ทำไมคุณถึงกล้าตีความถึงขนาดว่า กกต. “ไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 136…” คุณอ้างรัฐธรรรมนูญ ม.136 ออกมาใช้ผิดกาละเทศะและเป็นการให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ได้อย่างไร
กกต. ทั้ง 3 ท่านที่คุณกล่าวถึงได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง (ไม่เคยมีคำครหา เช่น กรณีคุณหญิงจารุวรรณ)และได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง การกล่าวเช่นนี้ของคุณควรได้รับการทบทวนไหมครับ นอกจากนี้ที่ผ่านมา กกต. ก็ทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ซื่อตรงให้ใบแดงแก่ทุกฝ่าย เพียงแค่ครั้งนี้ที่หันหน่วยเลือกตั้งออกมา (ตามที่ประเทศอื่นก็ทำ) ก็จะหาว่า กกต.ผิดจนต้องลาออกเลยหรือครับ
------------------------------------------------------------------------------
ประเด็นที่ 6: คุณอ้างรัฐธรรมนูญในมาตราที่ไม่เกี่ยวข้อง (อีกแล้ว)
ชาญชัย: “ซึ่งจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ตามมาตรา 268”
โรดัก:มาตรา 268 ระบุว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภาคณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ” ผมขอโทษนะครับผมว่าคุณอ้างรัฐธรรมนูญค่อนข้างเปลืองเกินไปโดยไม่จำเป็นนะครับ อาจทำให้ผู้คนเข้าใจเป็นอื่นได้ ในทำนองที่ชาวบ้านเรียกว่า “ชักแม่น้ำทั้งห้า”
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไรถือว่าเด็ดขาดข้อนี้แน่นอนเลยครับ แต่กรณีนี้ไม่ได้วินิจฉัยเลยว่า กกต. ต้องออก | แต่คุณจะให้กกต. ออก นี่แสดงว่าคุณก้าวล่วงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ครับ | คุณกำลังพูดในสิ่งที่คุณไม่มีอำนาจใช่ไหมครับ
------------------------------------------------------------------------------
ประเด็นที่ 7: คิดแบบ “ศาลเตี้ย”
ชาญชัย: “หากบุคคลดังกล่าวที่เหลืออีก 3 คนยังคงใช้อำนาจหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้งต่อไป การดำเนินการและการกระทำต่างๆก็จะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายอย่างไม่สิ้นสุดการที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเสนอชื่อผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งกระทั่งที่สุดมีการแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้งเพิ่มเติมอีก 2 คนย่อมไม่สามารถเยียวยาปัญหาความชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวได้”
โรดัก:ผมคงต้องขอให้คุณกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญ ม.141 นะครับว่า กกต. จะออกได้ในกรณีใด | ถ้าศาลไม่ได้พิพากษาว่าให้ กกต. ออก กกต. ก็ไม่ต้องออก | การพิพากษาว่าการดำเนินการไม่ถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่า กกต. ต้องออกนะครับ และนี่คือสาเหต
เห็นด้วยกับความคิดนั้น ไม่รู้ใครเขียนนะ
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
วันนี้ ผมขอนำเสนอบทความของ ศ.ดร.จีระ ที่เขียนไว้ใน น.ส.พ. แนวหน้า (17 มิ.ย. 49) ในบทความดังกล่าว ศ.ดร.จีระ เขียนเกี่ยวกับ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับบทบาทของคนไทย 64 ล้านคน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด การที่พระองค์ท่านทรงเน้นให้คนไทย สามัคคี สุจริต มีคุณธรรม
มีความเมตตาและหวังดีต่อกัน ไม่ใช่คนในชาติเป็นศัตรูกันเอง ร่วมช่วยกันจรรโลงบ้านเมืองให้ก้าวต่อไป
นอกจากนี้ อาจารย์ยังเขียนเกี่ยวกับ ภารกิจที่ท่านได้ทำประโยชน์ต่อสังคม ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายกิจกรรมหน้าสนใจ เป็นแบบอย่างที่ดี ครับ ท่านผู้อ่านสามารถ ติดตามสาระน่ารู้ กับ ศ.ดร.จีระ ได้ทางรายการ ทีวี UBC 7 วันอาทิตย์ ช่วงบ่ายโมงโดยประมาณ และรายการวิทยุ”Knowledge for People” ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00-19.00น. สถานีวิทยุ F. M. 96.5 MHz. “คลื่นความคิด " ซึ่งเป็นรายการที่ให้ทุนทางความรู้และทุนทางปัญญาแก่ผู้สนใจได้ดีมาก
ท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย มุ่งมั่นทำความดี ถวายแด่ในหลวงของเรา และขอให้ความดีที่ท่านทำ จงส่งผลให้ท่านมีความเจริญด้วย ทุนทางศีล สมาธิ สติ ปัญญา นำพาความสุข ความเจริญมาสู่ท่านและครอบครัว
สวัสดีครับ
ยมคนไทย : ทำเพื่อแผ่นดิน
โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยทั้ง 64 ล้านคนปลาบปลื้มกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ ครองราชย์ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโชคดีได้เห็นภาพต่าง ๆ ทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะในช่วงที่ราชวงศ์ต่าง ๆ 25 ประเทศ มาร่วม ถวายพระพรชัยมงคลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
ผมคิดว่ามีหลายประเด็นที่ควรจะนำมาศึกษา วิเคราะห์ และสะท้อนเป็นบทเรียนที่มีคุณค่า อย่างยิ่ง
ประเด็นแรกคือ บทบาทของคนไทย 64 ล้านคน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด คำว่า ประชาชนคนไทย ของพระองค์ท่านคือ มีหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ในฐานะประชาชน เพื่อรักษาชาติให้อยู่อย่างยั่งยืนและ ผาสุก และมองประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แม้แต่พระองค์ท่านเอง ยังทรงตรัสว่า พระองค์ท่านก็ เป็นประชาชนคนหนึ่งที่จะต้องทำหน้าที่ต่อชาติ ซึ่งผมว่ามีความหมายอย่างมาก ให้คนไทยหลายฝ่าย คิดว่า เราได้อะไรอย่างมากจากประเทศ บางกลุ่มก็ได้มากมาย แต่ต้องคิดให้รอบคอบ ว่าเราคืนอะไร ให้แก่ชาติ หากรับใช้ชาติ ชาติก็อยู่รอด
ประเด็นที่สองคือ เรื่องที่ท่านมีพระราชดำรัสในการออกมหาสมาคม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ เน้นให้คนไทย
- สามัคคี
- สุจริต
- มีคุณธรรม
- มีความเมตตาและหวังดีต่อกัน ไม่ใช่คนในชาติเป็นศัตรูกันเอง ร่วมช่วยกันจรรโลงบ้านเมืองให้ก้าวต่อไป
ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมากว่า 60 ปีที่ทรงครองราชย์
ที่ผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมว่า ระบบกษัตริย์ในโลกจะค่อย ๆ หมดไป ปัจจุบันมีอยู่เพียง 29 ประเทศ และอนาคตก็จะมีน้อยลง ในยุคที่โลกมีข่าวสาร มีประชาธิปไตย มีความเสมอภาค บทบาท ของกษัตริย์จะถูกเพ่งเล็งค่อนข้างมาก ว่าจะทำอะไรให้แก่ประชาชนและประชาชนได้อะไร
ในทางตรงกันข้าม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ได้รับการยอมรับ เป็นที่ชื่นชมและ เป็นที่รักทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ และเป็นบทเรียนให้ระบบราชวงศ์อื่น ๆ ได้นำไปใช้เป็นแบบอย่างที่ดี
โดยเฉพาะข่าวที่ออกไปทั่วโลก 2-3 วันติดต่อกันไม่ว่าจะเป็น
- BBC
- CNN
- NHK
- CCTV
- AP หรืออื่น ๆ
นับว่าเป็นการสร้างเกียรติประวัติ ภาพลักษณ์และแสดงให้เห็นถึงความงดงามของ ประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ให้โลกได้เห็นว่า ประเทศไทยก็มีอะไรที่น่าชื่นชม อย่างยิ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของเราคือ เราได้เกิดเป็นคนไทย เราทำอะไรเพื่อประเทศบ้าง เพื่อ จรรโลงระบบที่เป็นเลิศให้อยู่คู่ประเทศไทยตราบนานเท่านาน สำคัญที่สุด เราทำอะไรเพื่อสนอง แนวทางและปรัชญาของพระองค์ท่าน
ผมจึงรายงานให้ทราบว่า สัปดาห์นี้มี 3 เรื่อง ที่เราทำและเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน
เรื่องแรกคือ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ร่วมกับ วปอ33 จัดการ ประชุมสัมมนาระดับชาติเรื่องการสร้างสังคมการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริและปรัชญา เศรษฐกิจ พอเพียง ในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2549 ที่ห้องประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในครั้งนี้เป็นการจัดครั้ง ใหญ่ระดับรวบยอดและระดับชาติ เพราะหลายครั้งเราจัดที่ต่างจังหวัด และจัดเฉพาะภูมิภาค
มูลนิธิฯได้ริเริ่มและดำเนินการ มาโดยตลอดกว่า 4-5 ปี ซึ่งในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ มีประธาน องคมนตรีและรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวปาฐกถานำ พร้อมกับบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกมาก เช่น
- คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- คุณอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- ดร. ฉลองภพ สุสังกรกาญจน์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย
- พลตรีพิเชษฐ์ วิสัยจร รองแม่ทัพภาค 4
- ดร. ณรงค์ โชควัฒนา
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นบุคคลตัวอย่างอีกท่านหนึ่งที่เชิดชูและรับใช้ พระมหากษัตริย์และแผ่นดินมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ รายการคิดเป็นก้าวเป็น ทาง UBC 7 ในวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน เวลา 13.00-14.00 น. ผมและคุณพิชญ์ภูรี ได้สรุปประเด็นงานที่ได้ทำในช่วง 4-5 ปีที่แล้วได้ทำอะไรบ้างใน รายการ พบว่า เราได้ทำเรื่องเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบต่อเนื่องกันหลายเรื่อง ซึ่งผู้อ่าน สามารถติดตามได้ทาง UBC 7
เริ่มตั้งแต่ การแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการประชุมนานาชาติ Leadership Forum ติดต่อกัน 5 ครั้ง ได้เชิญตัวแทนจากต่างประเทศมาร่วมทุกครั้ง
เรื่องต่อมาคือ การเดินทางไปเชื่อมความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน
- เขมร 4 ครั้ง
- พม่า 1 ครั้ง
- จีน 1 ครั้ง
ซึ่งเป็นที่มาของการทูตภาคประชาชน People to people diplomacy (PPD ) โดยใช้ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง
เป็นความโชคดีในการทำงานของเรา ที่มีบุคคลที่สามารถถ่ายทอดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อย่างลึก ๆ ให้เพื่อนบ้านได้ทราบ เช่น องคมนตรีนายแพทย์เกษม วัฒนชัย และเลขาธิการมูลนิธิชัย พัฒนา ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
เรื่องทำรายการโทรทัศน์ 6 ครั้ง เกี่ยวกับศูนย์ศึกษาและการพัฒนา ตามแนวพระราชดำริของ พระองค์ท่าน 6 แห่ง คือ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เชียงใหม่
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สกลนคร
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จันทบุรี
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฉะเชิงเทรา
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพชรบุรี
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นราธิวาส
ให้วิธีการศึกษาปัญหาและทำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นปัญหาที่แท้จริง และนำเอาสิ่งเหล่านั้นมา วิเคราะห์ ให้เกิด wisdom
และสุดท้าย การที่มูลนิธิฯได้เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ หลายแห่งในประเทศ ซึ่งเริ่มเป็นแห่งแรกที่จังหวัดสมุทรสงคราม
ส่วนการเทิดพระเกียรติโครงการสุดท้าย คือ เมื่อวันพุธที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมาเป็นการ ประชุม workshop นานาชาติในระดับ APEC ที่ขอนแก่น ซึ่งเน้นการสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กไทยคิด และวิเคราะห์เป็น โดยทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นและผมในฐานะ เป็น Lead shepherd ถือว่าเป็นการ ยกย่องและเทิดพระเกียรติ ให้ตัวแทน APEC 13 เขตเศรษฐกิจได้ทราบถึงสัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลอง มหามงคล และยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะเป็นบุคคลที่ใฝ่รู้และสนใจคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และนำเอาวิชาเหล่านี้มาใช้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนา ชนบท
คนไทยต้องทำเพื่อแผ่นดินและทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
วันนี้ ผมขอนำเสนอบทความของ ศ.ดร.จีระ ที่เขียนไว้ใน น.ส.พ. แนวหน้า (17 มิ.ย. 49) ในบทความดังกล่าว ศ.ดร.จีระ เขียนเกี่ยวกับ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับบทบาทของคนไทย 64 ล้านคน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด การที่พระองค์ท่านทรงเน้นให้คนไทย สามัคคี สุจริต มีคุณธรรม
มีความเมตตาและหวังดีต่อกัน ไม่ใช่คนในชาติเป็นศัตรูกันเอง ร่วมช่วยกันจรรโลงบ้านเมืองให้ก้าวต่อไป
นอกจากนี้ อาจารย์ยังเขียนเกี่ยวกับ ภารกิจที่ท่านได้ทำประโยชน์ต่อสังคม ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายกิจกรรมหน้าสนใจ เป็นแบบอย่างที่ดี ครับ ท่านผู้อ่านสามารถ ติดตามสาระน่ารู้ กับ ศ.ดร.จีระ ได้ทางรายการ ทีวี UBC 7 วันอาทิตย์ ช่วงบ่ายโมงโดยประมาณ และรายการวิทยุ”Knowledge for People” ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00-19.00น. สถานีวิทยุ F. M. 96.5 MHz. “คลื่นความคิด " ซึ่งเป็นรายการที่ให้ทุนทางความรู้และทุนทางปัญญาแก่ผู้สนใจได้ดีมาก
ท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย มุ่งมั่นทำความดี ถวายแด่ในหลวงของเรา และขอให้ความดีที่ท่านทำ จงส่งผลให้ท่านมีความเจริญด้วย ทุนทางศีล สมาธิ สติ ปัญญา นำพาความสุข ความเจริญมาสู่ท่านและครอบครัว
สวัสดีครับ
ยมคนไทย : ทำเพื่อแผ่นดิน
โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยทั้ง 64 ล้านคนปลาบปลื้มกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ ครองราชย์ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโชคดีได้เห็นภาพต่าง ๆ ทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะในช่วงที่ราชวงศ์ต่าง ๆ 25 ประเทศ มาร่วม ถวายพระพรชัยมงคลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
ผมคิดว่ามีหลายประเด็นที่ควรจะนำมาศึกษา วิเคราะห์ และสะท้อนเป็นบทเรียนที่มีคุณค่า อย่างยิ่ง
ประเด็นแรกคือ บทบาทของคนไทย 64 ล้านคน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด คำว่า ประชาชนคนไทย ของพระองค์ท่านคือ มีหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ในฐานะประชาชน เพื่อรักษาชาติให้อยู่อย่างยั่งยืนและ ผาสุก และมองประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แม้แต่พระองค์ท่านเอง ยังทรงตรัสว่า พระองค์ท่านก็ เป็นประชาชนคนหนึ่งที่จะต้องทำหน้าที่ต่อชาติ ซึ่งผมว่ามีความหมายอย่างมาก ให้คนไทยหลายฝ่าย คิดว่า เราได้อะไรอย่างมากจากประเทศ บางกลุ่มก็ได้มากมาย แต่ต้องคิดให้รอบคอบ ว่าเราคืนอะไร ให้แก่ชาติ หากรับใช้ชาติ ชาติก็อยู่รอด
ประเด็นที่สองคือ เรื่องที่ท่านมีพระราชดำรัสในการออกมหาสมาคม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ เน้นให้คนไทย
- สามัคคี
- สุจริต
- มีคุณธรรม
- มีความเมตตาและหวังดีต่อกัน ไม่ใช่คนในชาติเป็นศัตรูกันเอง ร่วมช่วยกันจรรโลงบ้านเมืองให้ก้าวต่อไป
ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมากว่า 60 ปีที่ทรงครองราชย์
ที่ผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมว่า ระบบกษัตริย์ในโลกจะค่อย ๆ หมดไป ปัจจุบันมีอยู่เพียง 29 ประเทศ และอนาคตก็จะมีน้อยลง ในยุคที่โลกมีข่าวสาร มีประชาธิปไตย มีความเสมอภาค บทบาท ของกษัตริย์จะถูกเพ่งเล็งค่อนข้างมาก ว่าจะทำอะไรให้แก่ประชาชนและประชาชนได้อะไร
ในทางตรงกันข้าม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ได้รับการยอมรับ เป็นที่ชื่นชมและ เป็นที่รักทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ และเป็นบทเรียนให้ระบบราชวงศ์อื่น ๆ ได้นำไปใช้เป็นแบบอย่างที่ดี
โดยเฉพาะข่าวที่ออกไปทั่วโลก 2-3 วันติดต่อกันไม่ว่าจะเป็น
- BBC
- CNN
- NHK
- CCTV
- AP หรืออื่น ๆ
นับว่าเป็นการสร้างเกียรติประวัติ ภาพลักษณ์และแสดงให้เห็นถึงความงดงามของ ประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ให้โลกได้เห็นว่า ประเทศไทยก็มีอะไรที่น่าชื่นชม อย่างยิ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของเราคือ เราได้เกิดเป็นคนไทย เราทำอะไรเพื่อประเทศบ้าง เพื่อ จรรโลงระบบที่เป็นเลิศให้อยู่คู่ประเทศไทยตราบนานเท่านาน สำคัญที่สุด เราทำอะไรเพื่อสนอง แนวทางและปรัชญาของพระองค์ท่าน
ผมจึงรายงานให้ทราบว่า สัปดาห์นี้มี 3 เรื่อง ที่เราทำและเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน
เรื่องแรกคือ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ร่วมกับ วปอ33 จัดการ ประชุมสัมมนาระดับชาติเรื่องการสร้างสังคมการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริและปรัชญา เศรษฐกิจ พอเพียง ในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2549 ที่ห้องประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในครั้งนี้เป็นการจัดครั้ง ใหญ่ระดับรวบยอดและระดับชาติ เพราะหลายครั้งเราจัดที่ต่างจังหวัด และจัดเฉพาะภูมิภาค
มูลนิธิฯได้ริเริ่มและดำเนินการ มาโดยตลอดกว่า 4-5 ปี ซึ่งในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ มีประธาน องคมนตรีและรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวปาฐกถานำ พร้อมกับบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกมาก เช่น
- คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- คุณอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- ดร. ฉลองภพ สุสังกรกาญจน์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย
- พลตรีพิเชษฐ์ วิสัยจร รองแม่ทัพภาค 4
- ดร. ณรงค์ โชควัฒนา
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นบุคคลตัวอย่างอีกท่านหนึ่งที่เชิดชูและรับใช้ พระมหากษัตริย์และแผ่นดินมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ รายการคิดเป็นก้าวเป็น ทาง UBC 7 ในวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน เวลา 13.00-14.00 น. ผมและคุณพิชญ์ภูรี ได้สรุปประเด็นงานที่ได้ทำในช่วง 4-5 ปีที่แล้วได้ทำอะไรบ้างใน รายการ พบว่า เราได้ทำเรื่องเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบต่อเนื่องกันหลายเรื่อง ซึ่งผู้อ่าน สามารถติดตามได้ทาง UBC 7
เริ่มตั้งแต่ การแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการประชุมนานาชาติ Leadership Forum ติดต่อกัน 5 ครั้ง ได้เชิญตัวแทนจากต่างประเทศมาร่วมทุกครั้ง
เรื่องต่อมาคือ การเดินทางไปเชื่อมความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน
- เขมร 4 ครั้ง
- พม่า 1 ครั้ง
- จีน 1 ครั้ง
ซึ่งเป็นที่มาของการทูตภาคประชาชน People to people diplomacy (PPD ) โดยใช้ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง
เป็นความโชคดีในการทำงานของเรา ที่มีบุคคลที่สามารถถ่ายทอดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อย่างลึก ๆ ให้เพื่อนบ้านได้ทราบ เช่น องคมนตรีนายแพทย์เกษม วัฒนชัย และเลขาธิการมูลนิธิชัย พัฒนา ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
เรื่องทำรายการโทรทัศน์ 6 ครั้ง เกี่ยวกับศูนย์ศึกษาและการพัฒนา ตามแนวพระราชดำริของ พระองค์ท่าน 6 แห่ง คือ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เชียงใหม่
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สกลนคร
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จันทบุรี
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฉะเชิงเทรา
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพชรบุรี
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นราธิวาส
ให้วิธีการศึกษาปัญหาและทำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นปัญหาที่แท้จริง และนำเอาสิ่งเหล่านั้นมา วิเคราะห์ ให้เกิด wisdom
และสุดท้าย การที่มูลนิธิฯได้เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ หลายแห่งในประเทศ ซึ่งเริ่มเป็นแห่งแรกที่จังหวัดสมุทรสงคราม
ส่วนการเทิดพระเกียรติโครงการสุดท้าย คือ เมื่อวันพุธที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมาเป็นการ ประชุม workshop นานาชาติในระดับ APEC ที่ขอนแก่น ซึ่งเน้นการสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กไทยคิด และวิเคราะห์เป็น โดยทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นและผมในฐานะ เป็น Lead shepherd ถือว่าเป็นการ ยกย่องและเทิดพระเกียรติ ให้ตัวแทน APEC 13 เขตเศรษฐกิจได้ทราบถึงสัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลอง มหามงคล และยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะเป็นบุคคลที่ใฝ่รู้และสนใจคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และนำเอาวิชาเหล่านี้มาใช้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนา ชนบท
คนไทยต้องทำเพื่อแผ่นดินและทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
วันนี้ ผมขอนำเสนอบทความของ ศ.ดร.จีระ ที่เขียนไว้ใน น.ส.พ. แนวหน้า (17 มิ.ย. 49) ในบทความดังกล่าว ศ.ดร.จีระ เขียนเกี่ยวกับ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับบทบาทของคนไทย 64 ล้านคน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด การที่พระองค์ท่านทรงเน้นให้คนไทย สามัคคี สุจริต มีคุณธรรม
มีความเมตตาและหวังดีต่อกัน ไม่ใช่คนในชาติเป็นศัตรูกันเอง ร่วมช่วยกันจรรโลงบ้านเมืองให้ก้าวต่อไป
นอกจากนี้ อาจารย์ยังเขียนเกี่ยวกับ ภารกิจที่ท่านได้ทำประโยชน์ต่อสังคม ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายกิจกรรมหน้าสนใจ เป็นแบบอย่างที่ดี ครับ ท่านผู้อ่านสามารถ ติดตามสาระน่ารู้ กับ ศ.ดร.จีระ ได้ทางรายการ ทีวี UBC 7 วันอาทิตย์ ช่วงบ่ายโมงโดยประมาณ และรายการวิทยุ”Knowledge for People” ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00-19.00น. สถานีวิทยุ F. M. 96.5 MHz. “คลื่นความคิด " ซึ่งเป็นรายการที่ให้ทุนทางความรู้และทุนทางปัญญาแก่ผู้สนใจได้ดีมาก
ท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย มุ่งมั่นทำความดี ถวายแด่ในหลวงของเรา และขอให้ความดีที่ท่านทำ จงส่งผลให้ท่านมีความเจริญด้วย ทุนทางศีล สมาธิ สติ ปัญญา นำพาความสุข ความเจริญมาสู่ท่านและครอบครัว
สวัสดีครับ
ยมคนไทย : ทำเพื่อแผ่นดิน
โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยทั้ง 64 ล้านคนปลาบปลื้มกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ ครองราชย์ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโชคดีได้เห็นภาพต่าง ๆ ทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะในช่วงที่ราชวงศ์ต่าง ๆ 25 ประเทศ มาร่วม ถวายพระพรชัยมงคลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
ผมคิดว่ามีหลายประเด็นที่ควรจะนำมาศึกษา วิเคราะห์ และสะท้อนเป็นบทเรียนที่มีคุณค่า อย่างยิ่ง
ประเด็นแรกคือ บทบาทของคนไทย 64 ล้านคน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด คำว่า ประชาชนคนไทย ของพระองค์ท่านคือ มีหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ในฐานะประชาชน เพื่อรักษาชาติให้อยู่อย่างยั่งยืนและ ผาสุก และมองประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แม้แต่พระองค์ท่านเอง ยังทรงตรัสว่า พระองค์ท่านก็ เป็นประชาชนคนหนึ่งที่จะต้องทำหน้าที่ต่อชาติ ซึ่งผมว่ามีความหมายอย่างมาก ให้คนไทยหลายฝ่าย คิดว่า เราได้อะไรอย่างมากจากประเทศ บางกลุ่มก็ได้มากมาย แต่ต้องคิดให้รอบคอบ ว่าเราคืนอะไร ให้แก่ชาติ หากรับใช้ชาติ ชาติก็อยู่รอด
ประเด็นที่สองคือ เรื่องที่ท่านมีพระราชดำรัสในการออกมหาสมาคม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ เน้นให้คนไทย
- สามัคคี
- สุจริต
- มีคุณธรรม
- มีความเมตตาและหวังดีต่อกัน ไม่ใช่คนในชาติเป็นศัตรูกันเอง ร่วมช่วยกันจรรโลงบ้านเมืองให้ก้าวต่อไป
ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมากว่า 60 ปีที่ทรงครองราชย์
ที่ผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมว่า ระบบกษัตริย์ในโลกจะค่อย ๆ หมดไป ปัจจุบันมีอยู่เพียง 29 ประเทศ และอนาคตก็จะมีน้อยลง ในยุคที่โลกมีข่าวสาร มีประชาธิปไตย มีความเสมอภาค บทบาท ของกษัตริย์จะถูกเพ่งเล็งค่อนข้างมาก ว่าจะทำอะไรให้แก่ประชาชนและประชาชนได้อะไร
ในทางตรงกันข้าม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ได้รับการยอมรับ เป็นที่ชื่นชมและ เป็นที่รักทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ และเป็นบทเรียนให้ระบบราชวงศ์อื่น ๆ ได้นำไปใช้เป็นแบบอย่างที่ดี
โดยเฉพาะข่าวที่ออกไปทั่วโลก 2-3 วันติดต่อกันไม่ว่าจะเป็น
- BBC
- CNN
- NHK
- CCTV
- AP หรืออื่น ๆ
นับว่าเป็นการสร้างเกียรติประวัติ ภาพลักษณ์และแสดงให้เห็นถึงความงดงามของ ประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ให้โลกได้เห็นว่า ประเทศไทยก็มีอะไรที่น่าชื่นชม อย่างยิ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของเราคือ เราได้เกิดเป็นคนไทย เราทำอะไรเพื่อประเทศบ้าง เพื่อ จรรโลงระบบที่เป็นเลิศให้อยู่คู่ประเทศไทยตราบนานเท่านาน สำคัญที่สุด เราทำอะไรเพื่อสนอง แนวทางและปรัชญาของพระองค์ท่าน
ผมจึงรายงานให้ทราบว่า สัปดาห์นี้มี 3 เรื่อง ที่เราทำและเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน
เรื่องแรกคือ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ร่วมกับ วปอ33 จัดการ ประชุมสัมมนาระดับชาติเรื่องการสร้างสังคมการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริและปรัชญา เศรษฐกิจ พอเพียง ในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2549 ที่ห้องประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในครั้งนี้เป็นการจัดครั้ง ใหญ่ระดับรวบยอดและระดับชาติ เพราะหลายครั้งเราจัดที่ต่างจังหวัด และจัดเฉพาะภูมิภาค
มูลนิธิฯได้ริเริ่มและดำเนินการ มาโดยตลอดกว่า 4-5 ปี ซึ่งในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ มีประธาน องคมนตรีและรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวปาฐกถานำ พร้อมกับบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกมาก เช่น
- คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- คุณอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- ดร. ฉลองภพ สุสังกรกาญจน์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย
- พลตรีพิเชษฐ์ วิสัยจร รองแม่ทัพภาค 4
- ดร. ณรงค์ โชควัฒนา
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นบุคคลตัวอย่างอีกท่านหนึ่งที่เชิดชูและรับใช้ พระมหากษัตริย์และแผ่นดินมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ รายการคิดเป็นก้าวเป็น ทาง UBC 7 ในวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน เวลา 13.00-14.00 น. ผมและคุณพิชญ์ภูรี ได้สรุปประเด็นงานที่ได้ทำในช่วง 4-5 ปีที่แล้วได้ทำอะไรบ้างใน รายการ พบว่า เราได้ทำเรื่องเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบต่อเนื่องกันหลายเรื่อง ซึ่งผู้อ่าน สามารถติดตามได้ทาง UBC 7
เริ่มตั้งแต่ การแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการประชุมนานาชาติ Leadership Forum ติดต่อกัน 5 ครั้ง ได้เชิญตัวแทนจากต่างประเทศมาร่วมทุกครั้ง
เรื่องต่อมาคือ การเดินทางไปเชื่อมความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน
- เขมร 4 ครั้ง
- พม่า 1 ครั้ง
- จีน 1 ครั้ง
ซึ่งเป็นที่มาของการทูตภาคประชาชน People to people diplomacy (PPD ) โดยใช้ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง
เป็นความโชคดีในการทำงานของเรา ที่มีบุคคลที่สามารถถ่ายทอดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อย่างลึก ๆ ให้เพื่อนบ้านได้ทราบ เช่น องคมนตรีนายแพทย์เกษม วัฒนชัย และเลขาธิการมูลนิธิชัย พัฒนา ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
เรื่องทำรายการโทรทัศน์ 6 ครั้ง เกี่ยวกับศูนย์ศึกษาและการพัฒนา ตามแนวพระราชดำริของ พระองค์ท่าน 6 แห่ง คือ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เชียงใหม่
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สกลนคร
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จันทบุรี
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฉะเชิงเทรา
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพชรบุรี
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นราธิวาส
ให้วิธีการศึกษาปัญหาและทำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นปัญหาที่แท้จริง และนำเอาสิ่งเหล่านั้นมา วิเคราะห์ ให้เกิด wisdom
และสุดท้าย การที่มูลนิธิฯได้เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ หลายแห่งในประเทศ ซึ่งเริ่มเป็นแห่งแรกที่จังหวัดสมุทรสงคราม
ส่วนการเทิดพระเกียรติโครงการสุดท้าย คือ เมื่อวันพุธที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมาเป็นการ ประชุม workshop นานาชาติในระดับ APEC ที่ขอนแก่น ซึ่งเน้นการสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กไทยคิด และวิเคราะห์เป็น โดยทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นและผมในฐานะ เป็น Lead shepherd ถือว่าเป็นการ ยกย่องและเทิดพระเกียรติ ให้ตัวแทน APEC 13 เขตเศรษฐกิจได้ทราบถึงสัปดาห์แห่งการเฉลิมฉลอง มหามงคล และยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะเป็นบุคคลที่ใฝ่รู้และสนใจคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และนำเอาวิชาเหล่านี้มาใช้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนา ชนบท
คนไทยต้องทำเพื่อแผ่นดินและทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
เข้ามาในเวป เดี๋ยวนี้มีหลายบล็อคบางทีก็ไม่รู้จะเขียนในบล็อคไหนดี ผมใคร่ขอแสดงความเห็นซึ่งเป็นเรื่องทั่วไป จึงไม่ขอเขียนในบล็อค กฟผ.
ผมมีเรื่องที่น่ายินดี 2 เรื่องครับ
ประการแรกผมขอแสดงความยินดีกับ ดร.จิระ ที่ได้รับการคัดเลือกจากวุฒิสมาชิก ให้เป็นคณะตุลาการยุติธรรม สบาบันตุลาการนับเป็นสถาบันหลักหนึ่งในสามของประเทศ เป็นสถาบันที่ยังได้รับความยอมรับนับถืออย่างสูง ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยามที่อีกสองสถาบันมีปัญหา สถาบันนี้จึงต้องรับพระราชดำรัสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแก้ปัญหาของชาติ อาจารย์จิระมีความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาบุคคลากร หลายวงการ สำหรับวงการตุลาการคงเป็นเรื่องใหม่ที่ท้าทายให้อาจารย์ทำ และผมเชื่อว่าน่าจะมีผลดีต่อการพัฒนาวงการตุลาการไม่น้อย อย่างน้อย บุคลากรตุลาการน่าจะมีมิติที่กว้างขวางขึ้น ระบบคุณธรรมและอาวุโส ที่ใช้ในการบริหารบุคลากร น่าจะมีความสมบูรณ์ขึ้น ในฐานะลูกศิษย์อาจารย์คนหนึ่ง ก็ต้องขอแสดงความยินดีเป็นส่วนตัวกับอาจารย์เป็นพิเศษ อาจารย์ทำให้ผมเข้าใจได้ว่างานค้นคว้าหาความรู้ไม่มีวันเกษียนจริงๆ
ประการที่สอง การสรรหาและคัดเลือกตุลาการยุติธรรมครั้งนี้เป็นการดำเนินการโดยอำนาจวุฒิสมาชิก ชุดรักษาการ การที่นักวิชาการอิสระอย่างอาจารย์ได้รับเลือก ทำให้ผมคลายความกังวล ที่หลายๆท่านกังวลถึงการอำนาจการเมืองที่แทรกแซงกลไกองค์กรอิสระที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จนไม่อาจมีบทบาทดังเจนารมย์ของ สสร..... หลายท่านเคยให้นิยามที่น่ากลัวของระบอบทักษิณไว้ บทบาทของท่านวุฒิสภาชุดรักษาการ จึงป็นเรื่องน่ายินดี การดำเนินการของวุฒิสมาชิกรักษาการ ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก ปปช. และหรืออื่นๆ ในอนาคต ก็น่าเชื่อว่าจะได้คนที่อิสระเป็นกลางทางการเมืองมาทำหน้าที่มากขึ้น ผมดีใจและสนับสนุนครับ บ้านเมืองของเรามันใหญ่โต ซับซ้อน ใครจะช่วยทำดีกันเท่าที่มีบทบาทเป็นเรื่องยินดีและสนับสนุนครับ
( ปล. แม้ว่าเราคงต้องติดตามผลงานของวุฒิสมาชิกชุดใหม่ที่จะมาทำหน้าที่ต่อไปในอนาคต ไม่ทราบจะทิศทางไปทางใด หวังว่าข่าวลือที่ได้ยินเกี่ยวกับว่าที่ประธานวุฒิสภาคนใหม่ คงไม่เป็นความจริง มิเช่นนั้น ท่าน สสร.หลายท่านคงอยากเผารัฐธรรมนูญที่ท่านร่างขึ้นมาแน่ๆ )
ครับ นี่ก็คือเรื่องน่ายินดีของผมในสัปดาห์แรกของเดือนกรกฏาคมที่อุณหภูมิการเมืองบ้านเรา หนาวๆ ร้อนๆ พิกล
ยินดีกับ ดร.จิระ อีกครั้ง
สวัสดีครับ
สวัสดีครับคุณสุทัศน์และลูกศิษย์ กฟผ. ที่รักทุกท่าน
ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณที่คุณสุทัศน์ได้ส่งข้อความผ่าน Blog we shgare ideas มาแสดงความยินดีกับตำแหน่งและบทบาทหน้าที่ใหม่ของผม คือ การร่วมเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม การสรรหาและคัดเลือกตุลาการยุติธรรมครั้งนี้เป็นการดำเนินการโดยอำนาจวุฒิสมาชิกชุดรักษาการ การที่นักวิชาการอิสระอย่างผมได้รับเลือก ทำให้ผมมองทางเดียวกันกับคุณสุทัศน์ว่าวุฒิสมาชิดชุดนี้ก็ยังมีความเป็นธรรม ไม่ได้มีการบล๊อกโหวตอย่างที่คนส่วนใหญ่คิดกัน
ที่ลืมไม่ได้ผมต้องขอขอบคุณลูกศิษย์ของผมทุกคน รวมทั้งคณะผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ. และทีมงานฝ่าย HR ของ กฟผ. ทุกท่านในงานวันพิธีปิดการอบรมโครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของ กฟผ. รุ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา ผมรู้สึกประทับใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คณะผู้บริหารของกฟผ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกศิษย์รุ่นที่ 2 ให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลงานกลุ่ม Workshop หัวข้อ "นวัตกรรมใหม่ที่ กฟผ." และนำเสนอออกมาได้เป็นอย่างดี และมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างยิ่ง ทำให้ผมได้เห็นว่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือนที่เราได้เรียนรู้ร่วมกันทุกคนมีการพัฒนาในระดับที่สูงมาก ในงานเลี้ยงพิธีปิดฯ นอกจากจะมีสาระดีแล้ว เราก็ยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ. นำโดยท่านผู้ว่าการฯ ท่านไกรสีห์ รวมทั้งรองผู้ว่าและท่านผู้ช่วยฯ อีกหลายท่านร่วมร้องเพลงร่วมกันจนกระทั่งเพลงสุดท้าย นับเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่น่าจดจำและหาได้ไม่ง่ายนักในสังคมไทย ผมคิดว่าหลักสูตรที่เราพัฒนาขึ้นมานี้มีประโยชน์มาก ก็เลยขออนุญาติเผยแพร่ไว้ใน Blog นี้ เพื่อที่ผู้ที่สนใจจะเข้ามาศึกษาได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปด้วย
และสุดท้ายก็จะขอฝากให้ติดตามงานที่สำคัญอีกงานหนึ่งของผม คือ การผลิตรายการโทรทัศน์ 5 นาที ชุด "เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์" ซึ่งมีกำหนดจะออกอากาศครั้งแรกในวันอังคารที่ 18 กรกฎาคมนี้ ทาง ททบ. 5 เวลา 09.55-10.00 น. ซึ่งรายการนี้เป็นการร่วมมือกันของ 3 หน่วยงานหลักที่ สำคัญคือ 1. Chira Academy ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ 2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดย ดร.ชัยวัฒน์ พิบูลย์สวัสดิ์ และ 3. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดย ดร.จิรายุ อิศรากูร ณ อยุธยา และ ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ ที่มีจุดหมายเดียวกันคือการสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถูกต้องและสร้างความเข้าใจในการเชื่องโยงสู่การใช้ทฤษฎีเศรษบกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ที่เป็นกระแสของโลกที่ทุกคนมิอาจหลีกเลี่ยงได้
รายการนี้เป็นรายการที่น่าสนใจเพราะเป็นการนำเสนอข้อมูลจากบุคคลผู้รู้จริง และมีกรณีศึกษาที่จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับวิธีการดำรงชีวิตในทุก ๆ ด้านได้อย่างเหมาะสม และผมก็จะขอถือโอกาสนี้ยกกรณีศึกษาของ กฟผ. เป็นตัวอย่างหนึ่งด้วย เพราะในอนาคตเรื่องการใช้พลังงานแบบพอเพียงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับสังคมโลกของเราและทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน
รายการนี้ต้องถือว่าโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรใหญ่ ๆ ที่จับมือกัน และในอนาคต กฟผ. ก็น่าจะเป็นอีกหน่วยงานที่สำคัญที่ช่วยในการขับเคลื่อนให้งานนี้เกิด impact ที่ดีต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน
จีระ หงส์ลดารมภ์