... คนเรามีโอกาสหลับในระหว่างการขับรถไม่มากก็น้อย... ผู้เขียนเองก็มีประสบการณ์นี้มาแล้ว และรู้สึกว่า เรื่อง "ง่วงไม่ขับ" น่าจะมีวิธีป้องกันได้ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง ผลจากการสำรวจคนขับรถในนิวยอร์คพบว่า 1 ใน 4 ของคนขับรถทั้งหมดเคยหลับในมาก่อน ซึ่งนับว่า เสี่ยงอันตรายมากๆ ... เว็บไซต์สถาบันหัวใจ-ปอด-เลือดสหรัฐฯ (NHLBI) มีชุดคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีป้องกันการขับรถหลับใน ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ ... (1). นอนพอคืนเดียว = ไม่พอ ... (2). หลีกเลี่ยงช่วงเวลาอันตราย ... (3). อย่าขับรถคนเดียว ... (4). พักรถพักคนบ่อยๆ ... (5). หาจุดพัก (6). กาเฟอีน ... (7). อย่าดื่ม (8). อะไรที่ไม่ได้ผล ... ... ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ ... ที่มา



> 2 มิถุนายน 2552.
การศึกษาเปรียบเทียบระยะเวลาตอบสนองต่อสิ่งเร้า (response time / RT) ซึ่งมีความสำคัญในเหตุคับขัน เช่น เบรคเมื่อจะชนหรือจะตกถนน ฯลฯ เปรียบเทียบกับระยะเวลานอนของคนขับรถพบว่า
การนอนมากพอ 7-8 ชั่วโมง 1 คืนก่อนเดินทางยังทำให้ระยะเวลาตอบสนองต่อสิ่งเร้าลดลงได้ไม่ดีพอ จำเป็นต้องนอนให้มากพออย่างน้อย 2 คืน
ช่วงเวลาอันตรายที่คนเรามักจะหลับในมากที่สุด คือ 12.00-7.00 นาฬิกา... ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาดังกล่าว
การมีคนนั่งบนรถหลายคนมีส่วนช่วยให้โอกาสหลับน้อยลง ซึ่งแน่นอน... ควรเลือกคนโดยสารที่ตื่นนอนและคุยด้วยมากกว่าคนโดยสารที่หลับไปตลอดทาง
ถ้าทำไม่ได้... ควรหาอะไรทำไปด้วย เช่น สวดมนต์ ร้องเพลง ฯลฯ แต่อย่าดูโทรทัศน์ หรือใช้มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์อีกข้างจับพวงมาลัย เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุง่ายขึ้นมาก
ถ้าฟังเพลง... ไม่ควรฟังเพลงประเภทกล่อมนอน เนื่องจากอาจทำให้ง่วงนอนได้
พักรถพักคน และควรเดินไปเดินมา เข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่ม ล้างมือด้วยสบู่ (เพื่อลดโอกาสติดไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด และหวัด) ก่อนแล้วล้างหน้าล้างตา
ถ้าเป็นไปได้... ควรหาจุดพักนอน 15-20 นาทีทันทีที่ง่วง ซึ่งต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อหาสถานที่ที่ปลอดภัยพอที่จะพักผ่อนนอนหลับได้
กาเฟอีนอาจช่วยให้หายง่วงได้ถ้านอนมากพอก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 วัน แต่ถ้านอนไม่พอหรือง่วง... การนอนพัก 15-20 นาทีดีกว่าดื่มกาแฟแล้วขับต่อไปเรื่อยๆ
แอลกอฮอล์เพิ่มเสี่ยงหลับใน และถ้าเกิดอุบัติเหตุ... โอกาสแพ้คดีหรือได้รับโทษจะเพิ่มขึ้นมาก
ถ้าง่วงไปแล้ว... การเปิดวิทยุหรือหน้าต่างรถมักจะช่วยอะไรไม่ค่อยได้
อาการที่อาจบอกเราว่า ง่วงและควรหยุดขับรถได้แล้ว คือ ตาเริ่มโฟกัสภาพไม่ค่อยได้-มองเห็นภาพข้างหน้าไม่ชัดเท่าเดิม, หาว, จำอะไรไม่ได้หรือนึกอะไรไม่ออก
เมื่อมีอาการเหล่านี้คงต้องหยุดรถ นอนพักทันที
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >
ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>