โลกปัจจุบันมีการแข่งขันทางธุรกิจกันอย่างรุนแรงและเข้มข้น ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ธุรกิจการให้บริการทางการแพทย์” ของสถานพยาบาลต่างๆ ทำให้ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ไม่สามารถ “ทำตัว” เป็นแค่ผู้วิเคราะห์ค่าต่างๆ ในเลือด สิ่งส่งตรวจ หรือ
“ไดแอก (diagnose)”</strong></font> ชิ้นเนื้ออย่างเดียวได้แล้ว แต่เราต้องไปให้ได้ “ไกล” กว่านั้น คือ ทำอย่างไรให้ห้องปฏิบัติการมีการบริหารจัดการที่ “คุ้มค่า” อันคำนึงถึง “ผลประโยชน์ในความหมายเชิงธุรกิจ” เอาไว้ด้วย นั่นก็คือการทำงานของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ต้องได้ทั้งประสิทธิภาพ
(efficiency) และประสิทธิผล (effectiveness)ที่น่าพึงพอใจสำหรับลูกค้า โดยมีต้นทุนที่ลงทุนไปน้อยที่สุดแต่ยังสามารถคงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริการที่ลูกค้ายอมรับได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องปฏิบัติการเอกชนต่างๆ ที่ต้องควักเงินลงทุนเอง และยังต้องหาวิธีการจูงใจให้ลูกค้า
“เลือกซื้อ”บริการจากเรา หรือแม้กระทั่งห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาลรัฐอย่างเช่นโรงพยาบาลของเรา ถึงแม้เงินลงทุนมิได้ออกจากกระเป๋าของบุคลากรในหน่วยงานเอง แต่การซื้อเครื่องมือหรือครุภัณฑ์ต่างๆ ก็จำเป็นต้องขออนุมัติจากผู้บริหาร ซึ่งมักมีคำถามอยู่เสมอว่า มี “ความจำเป็น” มากน้อยแค่ไหน และ “คุ้มค่า” หรือไม่กับการลงทุนซื้อเครื่องมือนั้น
สำหรับในด้านของลูกค้าหรือผู้ป่วยที่เลือกใช้บริการจากโรงพยาบาลโดยมองที่ “การรักษาพยาบาล” เป็นหลัก ไม่แน่ว่าในอนาคต ผู้ป่วยอาจเปลี่ยนมามองด้านอื่นที่แม้ไม่ได้รักษาพยาบาลเขาโดยตรง แต่มีความสำคัญในแง่ที่เขาจะถูกตัดสินใจว่าต้องรักษาพยาบาลหรือไม่ และจะเลือกวิธีการรักษาพยาบาลวิธีใดซึ่งนั่นเป็นบทบาทที่สำคัญของห้องปฏิบัติการ
ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการพยา-ธิคลินิก
หรือพยา-ธิกายวิภาค
“ลูกค้า”
สำหรับห้องปฏิบัติการไม่ได้หมายความถึงแค่ผู้ป่วยเท่านั้น
แต่ยังหมายถึงแพทย์ พยาบาล รวมทั้งหน่วยงานและบริษัทประกันต่างๆ
ที่เป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้ป่วย
ในกรณีที่ลูกค้าเหล่านี้ไม่พึงพอใจกับการบริการของห้องปฏิบัติการ
ก็มักจะ “บ่น” ปากต่อปากซึ่งทำให้
“ความน่าเชื่อถือ” ของห้องปฏิบัติการลดลง แม้ว่าบางครั้ง
สาเหตุของความไม่พอใจนั้น
มิได้เกิดจากการบริการของห้องปฏิบัติการโดยตรง
อย่างเช่นผลการตรวจเลือดที่ออกล่าช้า
เนื่องมาจากหลอดใส่เลือดถูกส่งผิดที่ หรือไฟดับ
ผลการตรวจชิ้นเนื้อไม่ออกตามกำหนด
เพราะแพทย์เจ้าของไข้ไม่คีย์ใบขอส่งตรวจทางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
ซึ่งเชื่อได้เลยว่า ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดไม่ได้รับการชี้แจงว่า
เหตุผลที่เกิดความล่าช้าคืออะไร รู้แต่เพียงว่า
“ผลยังไม่ออก” อันนี้ไม่นับรวมความไม่พึงพอใจของแพทย์ซึ่งไม่
(เคยจะรับ) รู้ว่า ความล่าช้าหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะ
ต่างหาก หลังจากที่เกิดเหตุขึ้น
ลูกค้าบางรายอาจ “ขู่” ว่าจะส่งไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการอื่น
อย่างเช่นกรณีของแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแบ่งส่งชิ้นเนื้อจากผู้ป่วยคนเดียวกันไปยังห้องแลปอื่นด้วย
เพราะว่าห้องแลปในโรงพยาบาลของตนเองออกผลช้า
โดยที่มิได้มีการคุยกันเพื่อหาสาเหตุของปัญหาและแก้ไขปัญหานั้นร่วมกัน
ในบางกรณีอาทิเช่น การรักษาพยาบาลเฉียบพลัน (acute
care) ทั้งหลาย customer focus
เราจะทำอะไรได้บ้าง อย่างหนึ่งก็คือ ใน acute
care หรือ critical care
นั้นผู้ป่วยต้องการการรักษาที่รวดเร็วและแม่นยำ
ห้องปฏิบัติการต้องสามารถตอบสนองทั้งในเรื่องของเวลาที่ให้บริการ
เช่นรับตรวจทดสอบ test
บางอย่างที่มีความจำเป็นตลอด 24
ชั่วโมง
และสิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับห้องปฏิบัติการอื่นก็คือการ
“identify”
สิ่งส่งตรวจที่ต้องการผลด่วน
โดยการใช้สติกเกอร์สีในการจำแนกอย่างที่ห้องปฏิบัติการพยาธิคลินิกหน่วยหนึ่ง
(ไม่แน่ใจว่าเป็นแลปของนายดำหรือเปล่า ต้องขอโทษด้วยที่จำไม่ได้)
ทำอยู่
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบนำสิ่งส่งตรวจนั้นไปดำเนินการตรวจก่อนเป็นลำดับแรก
นอกจากนั้น ยังต้องคำนึงถึง test ต่างๆ
ที่เปิดให้บริการนอกเวลาราชการอยู่ในปัจจุบันว่า มี test ไหนบ้างที่มีการขอส่งตรวจซ้ำกันหลายครั้ง
นั่นอาจหมายความว่า “ลูกค้า” ของเรามีความต้องการ
ทางห้องปฏิบัติการก็อาจมีความจำเป็นต้องเปิด test นั้นเพิ่มเติมเพื่อให้ “เพียงพอ” ต่อความต้องการของ
“ลูกค้า” ในการดูแลรักษาผู้ป่วย
นอกจากนั้นในกรณีที่ test
บางอย่างใช้เวลาในการตรวจนานมากซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผู้ป่วย
ห้องแลปอาจจำเป็นต้องหาวิธีการตรวจใหม่ๆ ที่ให้ผลเร็วขึ้น
โดยไม่ได้ลดคุณภาพของงานที่ได้
อย่างไรก็ตามห้องปฏิบัติการก็ควร “ชั่ง”
ระหว่างดีมานด์ที่ลูกค้าต้องการกับซัพพลายที่เราสามารถทำได้ให้เหมาะสม
ในภาคธุรกิจที่มีการแข่งขันเพื่อ
“แย่ง” ลูกค้ากันนั้น
ความพอใจของลูกค้าต่อการบริการหรือต่อตัวสินค้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
แต่สำหรับการให้บริการทางการแพทย์นั้น
ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าเราคงต้อง “ชั่ง”
น้ำหนักระหว่าง “ความพอใจของลูกค้า” กับ “ความปลอดภัยของลูกค้า” ให้มากกว่าในภาคของธุรกิจอื่นๆ
ความพอใจของลูกค้าต่อการบริการของโรงพยาบาลที่รวดเร็ว
แต่ต้องเสี่ยงกับความผิดพลาดก็คงไม่ดี
อย่างไรก็ตามคงต้องหาให้ได้ว่า
ความพึงพอใจกับความปลอดภัยของผู้ป่วยควรมีจุดสมดุลย์อยู่ตรงไหน
ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามไม่ว่าใคร ๆ ก็คงไม่อยากจะให้เกิดความผิดพลาดขึ้นเลย แต่บางครั้งจุดอ่อนที่เกิดขึ้นในระบบ เราไม่สามารถจะแก้ไขได้ ไม่ว่าวันใดวันหนึ่งมันก็จะต้องโผล่ออกมาให้เห็นจนได้ จากเรื่องเล่าหรือบันทึกของใคร ๆ หลายคน แม้เราจะพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน สำหรับความพึงพอใจก็สำคัญค่ะ เราคงจะไม่สามารถทำให้ทุก ๆคนพึงพอใจเหมือนกันได้หมด เพราะแต่ละคนมีมาตรฐานการพึงพอใจไม่เหมือนกัน บางคนรอได้ บางคนรอไม่ได้ อันนี้ก็น่าจะมีการสำรวจความพึงพอใจอย่างสม่ำเสมอน๊ะค๊ะ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลใช้ในการพัฒนา อย่างที่หน่วยก็ไม่ได้สำรวจความพอใจมาหลายปีแล้วค่ะ มีคนที่หน่วยอยากทำอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าสมควรเป็นหน้าที่ของใคร ? รวมทั้งปัญหาในระบบก็ทำให้เรารีบไม่ได้แล้วค่ะ อันเนื่องมาจากศักยภาพทีมีอยู่ -เอาเป็นว่าสรุปไม่ได้ค่ะกับคำถามของคุณหมอ
ความพึงพอใจกับความปลอดภัยของผู้ป่วยควรมีจุดสมดุลย์อยู่ตรงไหนควรมีจุดสมดุลย์อยู่ตรงไหน คงตอบยาก เพราะมุมมองแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ถ้าคิดอย่างนี้กันทุกคน ก็คงไม่มีอะไรดีขึน ถ้าตัวเองเป็นตนทำ Lap อยากจะนำความต้องการของผู้รับบริการมาวิเคราะห์กับกระบวนการที่ทำอยู่ ว่าสามารถทำได้เร็วกว่านี้ พร้อม QA และ benchmark กับหน่วยงานอื่นด้วย " การตั้งเป้าหมายของตัวเอง " เหมือนนักวิ่งโอลิมปิค จะช่วยให้เกิด ความพึงพอใจกับความปลอดภัยของผู้ป่วย ควบคู่กันไปได้หรือไม่ เหมือนนักวิ่งจะวิ่งซ้ำแล้วซ้ำอีกพร้อมหาจุดอ่อนของตนเอง เราก็น่าทำซ้ำ + PDCA = CQIจนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด อยากยืมคำของ อ. สุธรรม มาใช้ " ไม่แน่ใจ ให้ทำก่อน " เพราะอาจารย์จะสอนเสมอว่า ในการทำงาน ถ้าไม่แน่ใจ อะไร อย่าเพิ่งปฏิเสธ ให้ลองทำดูก่อน