การปล่อยวางที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่ต้องอาศัย “สติที่ฝึกฝนจนว่องไว” สามารถ “ตามรู้ ตามดู” อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น จนเกิดอาการ “รู้ตัวทั่วพร้อม” จนสามารถ “ยอมรับ” สถาพที่เกิดขึ้นได้

         เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังทานอาหารเช้าอยู่ในห้องอาหารของรีสอร์ทที่เขาใหญ่ ในวันนั้นผู้คนค่อนข้างจะมากมาย (เข้าใจว่ามีผู้มาสัมมนาหลายกลุ่มมาก) จนห้องอาหารขนาดใหญ่เล็กลงไปถนัดตา ทำให้หาโต๊ะนั่งค่อนข้างยาก ไม่ไกลจากจุดที่ผมนั่งเท่าใดนัก ได้ยินเสียงสุภาพสตรีท่านหนึ่งกำลังโวยวาย (พูดกับเพื่อน พูดให้คนอื่นได้ยิน) ว่าได้เอาแก้วน้ำผลไม้ไปวาง (จอง) ไว้ที่โต๊ะ แต่พอไปตักอาหารกลับมา ปรากฏว่ามีคนนั่งโต๊ะนั้นไปแล้ว ผมเองไม่ได้เหลียวไปดูว่าแก้วน้ำผลไม้นั้นยังตั้งอยู่หรือเปล่า หรือว่ามีพนักงานทำความสะอาดโต๊ะเก็บไปแล้ว และมีคนอื่นมานั่งแทน ได้ยินแต่เสียงสุภาพสตรีผู้นั้นพูดอย่างเป็นเดือดเป็นแค้นว่า ได้วางแก้วน้ำผลไม้จองไว้  แล้วทำไมคนอื่นไปนั่งแทน ดูเหมือนว่าท่านยังทำใจไม่ได้ ไม่สามารถยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

         ทำให้ผมนึกถึงประเด็นเรื่องการ ปล่อยวาง ที่พูดไว้ในการสัมมนาวันก่อนหน้านั้น (วันศุกร์) บางท่านอาจจะมีความเห็นขัดแย้งว่า . . . ถ้าปล่อยวางก็แสดงว่า ยอมแพ้ เพราะไปแก้ปัญหาด้วยการหาโต๊ะใหม่ การทำเช่นนี้เป็นการทำให้คนที่มาแย่งโต๊ะได้ใจ เป็นการไม่รักษาสิทธิ์ของตน และอาจจะมีเหตุผลอีกต่างๆ นานา ซึ่งผมอยากจะเตือนท่านว่า อย่าได้ไปหลงเชื่อเหตุผลเหล่านั้นให้มากนัก เพราะสาเหตุหลักๆ เราเองยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร . . . อาจจะเป็นความผิดพลาดของพนักงานเก็บโต๊ะ (ที่มาเก็บแก้วสองใบนั้นไป) ก็ได้ หรืออาจจะเป็นความผิดพลาดของคนที่มานั่งโต๊ะนั้นโดยที่ไม่ทันเห็นแก้วที่วางจองไว้ก็ได้ เพราะมีหลายโต๊ะที่ต้องเข้าไปนั่งทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เคลียร์ (เนื่องจากไม่มีโต๊ะที่เคลียร์เสร็จแล้ว) หรือบางทีอาจจะเป็นความผิดของสุภาพสตรีผู้นั้นเองก็ได้ที่ไม่ได้แสดงเครื่องหมายการจอง (โต๊ะ) ที่ชัดเจนกว่านี้

         แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม ในกรณีนี้ผมว่าการ ปล่อยวาง และมองหาโต๊ะใหม่ แทนที่จะไปจมอยู่กับความรู้สึกขุ่นเคืองใจ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า โดยที่ไม่ต้องมองว่าเป็นเรื่อง แพ้หรือชนะ คือสามารถ วางเฉย ในเรื่องดังกล่าวได้ คำว่า ปล่อยวาง และ วางเฉย นี้ มีผู้ที่เข้าใจผิดกันค่อนข้างมาก ปล่อยวาง ไม่ได้แปลว่า ปล่อยปละละเลย และ วางเฉย ก็ไม่ได้แปลว่า เพิกเฉย หรือไม่สนใจใยดี . . .  การปล่อยวางที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่ต้องอาศัย สติที่ฝึกฝนจนว่องไว สามารถ ตามรู้ ตามดู อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น จนเกิดอาการ รู้ตัวทั่วพร้อม จนสามารถ ยอมรับ สภาพที่เกิดขึ้น  ณ ขณะนั้นได้อย่างแท้จริง