ตอนที่ 19
7 ปีกับการทำงานในโรงแรม
จากการที่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ต้องหนีจนสุดชีวิต เมื่อเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ งานทุกอย่างไม่ต้องพูดถึงทำทุกอย่างหากได้เงิน งานแรกที่ญาติของเพื่อนบ้าน (น้าหน่อย) พาไปฝากเป็นพี่เลี้ยงเด็กหรือเป็นครูหอ หรือครูช่วยสอน อยู่แถวสุขุมวิท ๑๐๑ เพราะเห็นว่าผมเรียนวิทยาลัยครู น่าจะทำได้ แต่ไปทำจริง ๆ อยู่ได้สองอาทิตย์จึงรู้ว่ามันไม่ใช่ น้าสมพร (แฟนน้าหน่อย) จึงพาผมไปทำงานที่โรงแรมที่น้าสมพรทำ เริ่มจากเป็นเด็กเปิดประตู เด็กยกกระเป๋า เด็กเสริฟ โอเปอเรเตอร์ บารเทนเดอร์ พนักงานต้อนรับ แคชเชียร์ และสุดท้ายช่วยงานธุรการสินค้าส่งออกนอก เมื่อเรียนจบพาณิชย์ เจ้านายเปิดบริษัทใหม่เป็นธุรกิจส่งสินค้าออกนอกประเทศ กลางวันผมจึงไปช่วยทำงานธุรการ และกลางคืนจะเป็นบาร์เทนเดอร์ ทำงานทั้งสองอย่างนี้หลังจากเรียนจบอีก ๔ ปี รวมแล้ว ๗ ปีกว่า ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ถึงปี ๒๕๒๒ บางช่วงหายไปไม่ได้ทำงาน (ไปใช้กรรมอยู่ในคุก ๔ เดือน)
เมื่อจบมาใหม่ ๆ เจ้าของซึ่งเป็นผู้บริหารธนาคาร ให้ความหวังกับผมว่าจะฝากผมเข้าทำงานที่ธนาคาร คงเห็นว่าผมเป็นคนหัวแข็งกลัวว่าจะไปทำความเดือดร้อนให้กับเขา เมื่อฝากเข้าไปทำงาน อีกอย่างผมคิดว่าเมื่อทำงานเป็นธุรการแล้ว เงินเดือนใกล้เคียงกับธนาคาร แถมธนาคารต้องมีเงินค้ำประกันอีกจึงทำงานช่วยเหลือเจ้านายไปเรื่อย ๆ คิดว่าเขามีบุญคุณกับเรามากเมื่อพ้นโทษออกมาก็รับผมเข้าทำงานทันทีตั้งแต่แรก
ระยะหลังเริ่มที่จะมีปากมีเสียงกับหัวหน้างานเรื่องความยุติธรรมดูแล้วไม่ยุติธรรม เจ้านายเองก็เข้าข้าง เหมือนกับว่าจะบีบผมให้ผมออกเองโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชย บีบอย่างไรผมก็ไม่ยอมออกเพิ่มงานอื่น ๆ ให้งานผมมากขึ้นจนผมทำไม่เสร็จตามกำหนดผมต้องทำล่วงเวลา พอทำล่วงเวลาแล้วไม่จ่ายเงินให้ตามกฏหมาย เมื่อลาหยุดงาน กลับมาทำงานต้องทำชดเชยเป็นสองเท่า ปรกติผมทำงาน ๘ โมงเช้า ถึง ๔ โมงเย็น และเย็นผมจะทำอีกที่หนึ่ง เข้างานหนึ่งทุ่ม เลิก ตีหนึ่ง แต่หากผมลาหยุดไปผมต้องมาทำชดเชยในวันหยุด ตรงนี้เองเป็นเหตุให้ผมต้องพึ่งกรมแรงงาน ผมเข้าไปพบเจ้าหน้าที่กรมแรงงานเล่าเรื่องการทำงานให้ทราบ ทางกรมแรงงานส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจ
วันที่เจ้าหน้าที่จากกรมแรงงานมาตรวจนั้นเองพอช่วงเย็นเจ้าของเรียกตัวผมเข้าพบด่วน ให้ซองขาวผม และให้ออกจากที่ทำงานทันที อย่างที่ผมได้เขียนไว้แล้วว่าที่ทำงานที่อยู่ที่กินนั้นอยู่ที่เดียวกัน ผมยังไม่ทันร่ำลาเพื่อนฟูงที่อยู่กันคนละกะเลย ผมต้องเก็บเป๋าสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น ในขณะนั้นสมองมืนตืบ ไม่คิดว่าเขาจะกล้าจ่ายเงินให้ ๖ เท่า มาคิดอีกทีถ้าผมอยู่เค้าคงจะเดือดร้อนโดยเฉพาะคำพูดคำจาที่เป็นเจ้าขุนมูลนาย พนักงานทุกคนต้องเรียกเจ้าของว่าคุณผู้ชาย คุณผู้หญิง ส่วนพวกลูก ๆ และญาติ ๆ ถ้าหากมาที่โรงแรม ต้องใช้คำว่าคุณทุกคน แม้แต่เด็กอายุ ๕ ขวบยังต้องเรียกคุณ อีกอย่างที่เค้ากลัวก็คือการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ เพราะผมเริ่มที่จะนำขบวนการทางกฏหมายแรงงาน มาเป็นระเบียบข้อบังคับให้กับสถานที่ทำงาน ซึ่งเพื่อน ๆ หลายคนในที่ทำงานก็เห็นด้วย เป็นเพราะเหตุนี้ผมจึงเก็บข้าวของแทบไม่ทัน