รุ่นน้องคนหนึ่งรู้จักกันตอนบวชเรียน จริงๆ ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะครูอาจารย์เขา แต่น้องเขาก็ปาวารณาให้เราสั่งสอนตักเตือนเขาได้ (อันนี้เป็นธรรมเนียมของพระ ถ้าไม่ใช่ครูอาจารย์ ไม่ได้ปาวารณาให้ว่ากล่าวได้ ก็ไม่พึงว่ากล่าว เพื่อเลี่ยงความไม่พอใจ) และปัจจุบันก็ยังโทรมาขอคำชึ้แนะเสมอ
เรื่องก็มีอยู่ว่าเขาเตือนเพื่อนรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ที่เดียวกันเพราะเห็นความประพฤติบางอย่างไม่ค่อยเหมาะสม เจ้าตัวบอกว่าหวังดีจริงๆ ครับพี่ไม่ได้คิดอะไร แต่ปฏิกิริยาย้อนกลับมันออกมาเป็นว่าพี่คนนั้นเค้าไม่ค่อยพอใจ แล้วทีนี้ตัวเองก็รู้สึกเสียใจและเสื่อมศรัทธาหน่อยๆ ว่า "เราทำดีทำไมผลมันออกมาไม่ดีเลย" "ตอนบวชครูบาอาจารย์เอาคำพระศาสดามาสอนว่า ผู้ชี้ความผิดของเราให้ทราบเท่ากับเป็นผู้บอกขุมทรัพย์" แต่แบบนี้ไม่บอกดีกว่า
ผมก็อธิบายให้ฟังว่าองค์ประกอบมันไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น คือว่า ถ้่าเราจะแนะนำใครจะให้ดีควรมีคุณสมบัติหลักคือ
- ความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะแนะนำด้วยจิตปรารถนาดี ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตัวเอง (ไม่มีวาระซ่อนเร้น) ไม่ใช่ทำเพื่อหวังเอาหน้าเอาบุญเอาคุณ
- เราอยู่ในฐานะอะไร อย่างยอดคือเขาเคารพนับถือเราหรือเคยอนุญาตให้เราตำหนิได้แนะนำสั่งสอนได้ อย่างกลางคือเขาเห็นเราเป็นกัลยาณมิตร อย่างน้อยเขามั่นใจว่าเราเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู
- ให้คำแนะนำำเป็นทาน (เหมือนทำทาน คือ ทำใจได้ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ ทำตามที่แนะนำหรือไม่ ก็จะวางเฉยได้ ไม่ตั้งความหวัง ไม่เสียใจ ไม่รู้สึกเสียหน้า ไม่โกรธเคือง)
และเรื่องปลีกย่อยที่ผมลืมพูดไปคือ
- พอจะมีความสามารถในการสอน รู้นิสัยใจคอ รู้ว่าจะสอนยังไง เช่น บางคนต้องพูดด้วยความเคารพ พูดเพียงเพื่อให้คิด(ไม่ให้เหมือนการดุด่า) บางคนต้องว่าแรงๆ ถึงจะคิด บางคนยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุหรือเปล่า สถานที่เหมาะให้พูด บางคนต้องพูดในที่ลับๆ เขากำลังอยู่ในภาวะที่จะรับฟังได้หรือเปล่า เช่น เศร้าโศรกเกินไป
โดยสรุปคือ น้องคนนี้อยู่ในฐานะจะสอนได้และจริงๆ แล้วก็ทำใจไม่ได้ แต่หวังดีก็เลยพูดไป ผลมันก็คาดหวังได้ยากว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี คราวนี้ออกมาไม่ค่อยดีก็เลยได้บทเรียนเพิ่มให้มาคิดว่าตัวเองทำดีแล้วจริงหรือเปล่า แต่ถ้าอย่างน้อยมี 3 ข้อแรกประกอบแน่ผลก็จะออกมาดี อย่างแย่ที่สุดคือคนที่ถูกแนะไม่ทำตามอะไรเลยแถมโกรธด้วยหรือดื้อดึงทำตรงกันข้ามแล้วเดือดร้อน ตัวคนแนะนำเองก็ได้ทำสิ่งที่ดีด้วยการให้คำแนะนำเป็นทานด้วยเจตนาดี ทั้งสมฐานะที่เป็นครูหรือเป็นเพื่อนที่ดีก็สบายใจได้วางใจเสีย ดีที่สุดก็ทำให้เขากลับตัวได้
ถ้าใครอยู่ในฐานะเป็นพ่อแม่ เป็นครูอาจารย์ เป็นพี่น้องญาติสนิทหรือกัลยาณมิตร เห็นเพื่อนทำผิดแล้วไม่ชี้แนะไม่ตักเตือน ก็ถือได้ว่าบกพร่องในหน้าที่ของการเป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์หรือมิตรที่ดีไปครับ (อ่านทิศ 6) แต่ถ้าไม่อยู่ในฐานะแล้วก็ให้พิจารณาเอาครับว่าจะแนะหรือไม่
แต่อย่างน้อยก็อนุโมทนากับกุศลจิตที่ดีครับ และถือเป็นการได้เรียนรู้ว่ายังทำใจไม่ได้
*ถ้าขาดตกบกพร่องก็ขออภัยด้วยครับ จำมาได้เพียงเท่านี้
เรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์ที่ดีมากๆนะคะ คำสอนที่ว่า
"ผู้ชี้ความผิดของเราให้ทราบเท่ากับเป็นผู้บอกขุมทรัพย์" นี่จะหาคนทั่วๆไปที่รับได้ยากนะคะ อันตรายมากๆหากเราไม่รู้จักคนรับขุมทรัพย์จริงๆ กว่าคนรับจะรู้ว่าสิ่งที่เราบอกมีประโยชน์นี่
ขอบคุณคุณโหน่งที่เอามาเล่าสู่กันฟังนะคะ เชื่อว่าจะเป็นข้อคิดสะกิดใจที่ดีมีประโยชน์กับพวกเราทุกคน
น้องเค้ามีเรืองประหลาดใจมาถามบ่อยๆ ครับ แล้วจะเอามาลงให้อ่านกันอีก